ReadyPlanet.com
dot
dot
ส่วนสมาชิกหอการค้า TakCC Member Login
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
สมัครสมาชิกหอการค้าจังหวัดตาก
dot
bulletสิทธิประโยชน์สมาชิก
bulletขั้นตอนการสมัคร
bulletdownload ใบสมัครสมาชิก
dot
เกี่ยวกับ หอการค้าจังหวัดตาก
dot
bulletประวัติหอการค้าจังหวัดตาก
bulletข้อบังคับ หอการค้าจังหวัดตาก
bulletวิสัยทัศน์
bulletโครงสร้าง และพันธกิจ
bulletทำเนียบคณะกรรมการ
bulletสถานที่ติดต่อ
dot
อัลบั้มภาพ
dot
bulletภาพกิจกรรม
bulletผลงานเด่นที่ผ่านมา
dot
รายงานการประชุม
dot
dot
ข้อมูลจังหวัด และ สถิติการค้า
dot
bulletข้อมูลจังหวัดตาก
bulletสถิติการค้าชายแดน จังหวัดตาก
bulletท่าสินค้า และ คลังสินค้า ชายแดน
bulletจุดท่องเที่ยวในจังหวัดตาก
dot
ข่าวสารประเทศเพื่อนบ้าน
dot
bulletพม่า
bulletจีน
bulletเวียดนาม
bulletกัมพูชา
bulletลาว
bulletฐานข้อมูลกลุ่มประเทศ GMS
dot
ลิงค์ที่น่าสนใจ
dot
bulletHOT LINKS
bullet รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง
bulletโครงการป้ายของดีจังหวัดตาก


http://www.dft.go.th/th-th/index


สตง.พบ 2 โครงการปล่อยกู้ 'ฮุนเซน' เอื้อชินคอร์ป? คดีเอ็กซิมแบงก์ โผล่เขมร ทักษิณ!ตัวการอีกแล้ว
สตง.พบ 2 โครงการปล่อยกู้ 'ฮุนเซน' เอื้อชินคอร์ป? คดีเอ็กซิมแบงก์ โผล่เขมร ทักษิณ!ตัวการอีกแล้ว
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 15 สิงหาคม 2551 08:21 น.
       * สตง.ระดมทีมตรวจสอบโครงการปล่อยกู้รัฐเขมรในยุครัฐบาลทักษิณ
       * ตะลึง 2 โครงการฉาวที่ใช้อำนาจสั่งการให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้เฉกเช่นเดียวกับพม่า
       * สั่งสาวลึกถึงผลประโยชน์ตกกลุ่มใด เตรียมฟ้องร้องดำเนินคดี
       * ขณะที่กลุ่มชินฯมีการลงทุนที่นี่พร้อมข่าวสัมพันธ์ 'ทักษิณ-ฮุนเซน' และการลงทุนในเกาะกง
       * ทั้งหมดล้วนเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ใช้อำนาจการเมืองสั่งการ!?...

       
       แม้ตัวจะหลบหนีคดีไปลอยนวลอยู่ในประเทศอังกฤษแล้ว ทั้งคุณหญิงพจมาน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ทั้งสองคงลืมไปว่า ตัวหนีได้ แต่ประวัติการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นหนีไปไหนไม่ได้ และจะอยู่ในใจคนไทยทั้งประเทศไปอีกนาน!
       
       อย่างไรก็ดี นอกจากสารพัดคดีที่ทยอยขึ้นสู่ศาล รวมถึง 4 คดีที่ขึ้นสู่ขั้นศาลโดยมีตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเป้าหลักที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายของไทยกำลังตรวจสอบกันอย่างถึงพริกถึงขิง ปรากฏว่ามีโครงการที่เกิดขึ้นอย่างมากมายใน
       
       สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่หน่วยงานอย่าง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.กำลังรื้อขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียดแบบกัดไม่ปล่อย และเตรียมเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ และคณะพวกพ้องในคดีทุจริตอีกระลอกใหญ่ โดยเฉพาะ 2 โครงการใหญ่ ที่ สตง.กำลังสงสัยว่ามีเบื้องหลังเชื่อมโยงกับการช่วยเหลือประเทศกัมพูชาในการขึ้ทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลก และเชื่อมโยงกับการเข้าไปเป็นหุ้นส่วนรายใหญ่ในการทำธุรกิจ entertainment complex ที่เกาะกงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างแยกไม่ออก
       
       ซ้ำรอย Exim bank ปล่อยกู้พม่า
       
       2 โครงการฉาวครั้งนี้ได้แก่ โครงการปรับปรุงและลาดยางผิวจราจรเส้นทางสายตราด/เกาะกง-สะแรอัมเปิล และโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 67 (R67) อันลองเวง-เสียมราฐ ซึ่งเป็น 2 โครงการที่อาจเดินตามรอยคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่าไปติดๆ!
       
       คดีการให้เงินกู้แก่รัฐบาลสหภาพพม่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ จำนวน 4,000 ล้านบาท ในความเป็นจริงแล้วนับเป็นเรื่องที่ดี ที่ไทยจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่กรณีคดีให้เงินกู้กับประเทศพม่าครั้งนี้ กลับมีช่องโหว่ด้านผลประโยชน์ทับซ้อน ที่จะซ่อนยังไงก็ไม่มิดเสียด้วย
       
       กรณีนี้ รัฐบาลไทยให้เงินกู้พม่า 4,000 ล้านบาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าราคาต้นทุนของเอ็กซิมแบงก์ และรัฐบาลไทยต้องตั้งงบประมาณชดเชยผลขาดทุนให้แก่เอ็กซิมแบงก์ ในระยะเวลา 12 ปี เป็นเงินรวมทั้งสิ้นมากถึง 670,436,201.25 ล้านบาท
       
       รายงานปัจฉิมบทของ คตส.รายงานผลสรุปการตรวจสอบครั้งนี้ว่า ในการประชุมผู้นำร่วมกัน 4 ประเทศคือลาว พม่า กัมพูชา และไทยที่เมืองพุกาม สหภาพพม่า เมื่อวันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2546 นั้นได้มีข้อตกลงความร่วมมือกัน 5 ด้านได้แก่ ด้านการค้าและการลงทุน ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม ด้านการเชื่อมเส้นทางคมนาคมในภูมิภาค ด้านการท่องเที่ยว และด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งไม่มีข้อตกลงเรื่องการช่วยเหลือด้านการโทรคมนาคม
       
       ครั้งนั้นได้รับการแย้งจาก ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศที่กล่าวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของพม่าว่า ไม่สมควรจะมีความร่วมมือด้านโทรคมนาคมเป็นการเฉพาะกับประเทศไทย เนื่องจากนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ) เป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดภายในประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อครหาว่ามีผลประโยชน์ส่วนตัวเกี่ยวข้อง
       
       แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลับมีการขอเพิ่มวงเงินกู้จาก 3,000 ล้านบาทเป็น 4,000 ล้านบาท เนื่องจากกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติพม่าได้มีหนังสือขอกู้เพื่อพัฒนาระบบโทรคมนาคมรวม 3 โครงการเป็นเงิน 962 ล้านบาท ซึ่งมีการระบุผู้ขายสินค้าและบริการอย่างชัดเจนว่า คือ บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)
       
       หลังจากนั้นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 กระทรวงต่างประเทศสหภาพพม่าจึงได้มีหนังสือถึงกระทรวงต่างประเทศขอเพิ่มวงเงินกู้จาก 3,000 เป็น 5,000 ล้านบาท ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้สั่งการให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) ทำหนังสือตอบทางพม่าโดยให้กู้เพิ่มจาก 3,000 ล้านบาท เป็น 4,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2549 และพร้อมจะอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยบางส่วนที่พม่าต้องจ่ายตามข้อเสนอของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
       
       งานนี้ทำให้เอ็กซิมแบงก์มีผลขาดทุนที่ต้องขอให้รัฐบาลชดเชยตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536 ตลอดอายุสัญญากู้ 12 ปี เป็นเงิน 670,436,201.25 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะต้องชดเชยให้แก่ธนาคารเอ็กซิมแบงก์ด้วยงบประมาณแผ่นดิน
       
       เมื่อพบความดังกล่าวแล้ว คตส.จึงมีมติส่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานดำเนินนโยบายต่างประเทศไปพร้อมกับการแสวงประโยชน์ต่อธุรกิจของครอบครัว อันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งรับฟ้องคดีนี้แล้ว เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 โดยศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรก 16 กันยายน ที่จะถึงนี้
       
       เปิด 2 โครงการฉาว
       ถนนเชื่อมไทย-กัมพูชา

       
       มาดูโครงการปรับปรุงและลาดยางผิวจราจรเส้นทางสายตราด/เกาะกง-สะแรอัมเปิล (R48) และโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 67 (R67) อันลองเวง-เสียมราฐ ทั้ง 2 โครงการนี้เกิดในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีเช่นกัน
       
       โครงการปรับปรุงและลาดยางผิวจราจรเส้นทางสายตราด/เกาะกง-สะแรอัมเบิล หรือ R48 มีเส้นทางรวมทั้งหมด 159 กิโลเมตร คณะรัฐมนตรีไทยมีมติให้กู้ครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 567.8 ล้านบาทวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 และมีการให้กู้เพิ่มอีก 300 ล้านบาทในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2547 โดยมีวันลงนามสัญญาครั้งแรกวันที่ 9 กรกฎาคม 2546 และวันที่ 11 พฤษภาคม 2548 ในสัญญาเพิ่มเติมตามเงื่อนไขสัญญากู้เงินแล้ว ประเทศกัมพูชาจะต้องเสียอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 มีระยะเวลาคืนเงินต้น 30 ปี และระยะเวลาปลอดหนี้ 10 ปี โดยมีบริษัทที่ปรึกษาคือบริษัท TEAM Consulting And Planning and Research Consultant Co.,Ltd วงเงิน 22 ล้านบาท และบริษัทผู้รับเหมาได้แก่ บริษัท สหการวิศวกร วงเงิน 504.90 ล้านบาท
       
       ส่วนไทยนั้น นอกจากให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำแล้ว ยังมีการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าใน 2 ส่วนด้วยกัน
       
       ส่วนแรกเป็นการก่อสร้างสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำ 4 แห่ง ตามแนวเส้นทางตราด-เกาะกง-สะแรอัมเบิล โดยสะพานข้ามแม่น้ำ 4 แห่งนี้จะมีความยาวรวม 1,560 เมตร กว้าง 13 เมตร ค่าใช้จ่ายจริง 288.3 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 2 ปี โดยใช้งบกลางประจำปี 2546 และงบประมาณต่อเนื่องประจำปี 2547 โดยให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้าง
       
       อีกส่วนคือ การศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามแนวเส้นทางตราด-เกาะกง-สะแรอัมเบิล วงเงิน 5 ล้านบาท โดยใช้งบกลางประจำปี 2546 โดยให้กรมทางหลวงรับผิดชอบการศึกษาฯ
       
       แกะรอยเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ 'พม่า- R67'
       
       ส่วนโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 67 (R67) อันลองเวง - เสียมราฐ มีระยะทางทั้งหมด 131 กิโลเมตร มีวงเงินกู้ 1,300 ล้านบาท โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับโครงการนี้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 โดยมีการอนุมัติความช่วยเหลือแบบให้เปล่าวงเงิน 229 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 4 ประการคือ ศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจวงเงิน 18 ล้านบาท,ก่อสร้างเส้นทางจากช่องสะงำ-อันลองเวง 95 ล้านบาท,ปรับปรุงเส้นทางฉุกเฉินจากช่องสะงำ-เสียมเรียบ 13 ล้านบาท และ ก่อสร้างเส้นทางจากบ้านแซไปร์ จ.ศรีสะเกษ-ช่องสะงำ วงเงิน 103 ล้านบาท
       
       ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชามีหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลไทยจำนวน 1,300 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 และคณะรัฐมนตรีไทยมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2549 ในเงื่อนไขดังนี้ ให้วงเงินช่วยเหลือ 1,300 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.5 ต่อปี ระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ 30 ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้ 10 ปี การชำระคืนเงินช่วยเหลือ 20 ปี ปีละ 2 ครั้ง
       
       ทั้งนี้ ครม.อนุมัติให้เอ็กซิมแบงก์เป็นผู้ให้กู้ โดยสพพ.เป็นตัวแทนผู้ให้กู้และรัฐบาลจะชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย งานนี้ สพพ.ให้ความเห็นชอบให้จัดจ้างบริษัท ช.การช่าง และบริษัท TEAM คอนซัลแตนท์ เป็นผู้รับเหมาและที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2550ที่น่าสนใจคือ ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2549 โดยให้สำนักงบประมาณ จัดสรรเงินงบประมาณให้แก่ สพพ.เป็นค่าดอกเบี้ยในส่วนเกินกว่าร้อยละ 1.5 ต่อปี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ 30 ปี และหากกัมพูชาผิดนัดชำระหนี้ สำนักงบประมาณจะต้องจัดสรรเงินงบประมาณให้กับ สพพ.ตามจำนวนเงินที่ผิดนัดชำระหนี้เพื่อชำระคืนให้กับเอ็กซิมแบงก์ไปก่อน
       
       สำหรับส่วนต่างของดอกเบี้ยสำหรับการให้กู้ในโครงการนี้ให้คำนวณจากต้นทุนทางการเงินของเอ็กซิมแบงก์ รวมกับส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 0.75 ต่อปี และหักด้วยดอกเบี้ยที่เอ็กซิมแบงก์ได้รับจากรัฐบาลกัมพูชา ตามสัญญาเงินกู้ครั้งนี้ด้วยเหมือนจะซ้ำรอยคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้พม่าเข้าไปทุกที แต่โครงการนี้น่าจะตรวจสอบได้ยากกว่าคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่ามาก
       
       สตง.เกาะไม่ปล่อย
       5 ประเด็นเอื้อทุจริต

       
       แหล่งข่าวใน สตง.กล่าวว่า หลังจากทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปลงทุนที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ทาง สตง.ได้สั่งให้มีการรื้อโครงการที่เกิดขึ้นสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีและที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาตรวจสอบ และพบว่าโครงการให้กู้เงินทั้ง 2 เส้นทางกับประเทศกัมพูชาดังกล่าว มีข้อน่าสงสัยหลายประการ ขณะนี้จึงกล่าวได้ว่า การตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของทั้ง 2 เส้นทางที่ไทยให้เงินกู้กับประเทศกัมพูชานี้เป็นโครงการที่ สตง.กำลังเกาะติดอย่างใกล้ชิดทั้งเรื่องการหาเอกสาร และหลักฐานต่างๆ
       
       “คดีนี้ตรวจสอบได้ยากกว่าคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า เพราะครั้งนั้นชัดเจนว่ารัฐบาลพม่ามีการติดต่อขอซื้อบริการโทรคมนาคมจากบริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง แต่ครั้งนี้ถ้าจะนับผลประโยชน์แล้ว จะไปอยู่ในเรื่องของการระบุให้ผู้รับเหมาไทยเป็นคนรับงาน และผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่อยู่ในสัญญา จึงทำให้เรื่องนี้ไม่ได้เข้าไปอยู่ในการตรวจสอบของ คตส.ในช่วงที่ผ่านมา”
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อดูจากพฤติกรรมการให้กู้แล้ว เห็นควรสงสัยในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับการที่สื่อมวลชนเสนอข่าวเรื่องของการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปลงทุนที่เกาะกงพอดี สตง.จึงพยายามที่จะสืบค้นข้อเท็จจริงเรื่องนี้
       
       จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีข้อน่าสงสัย 5 ประเด็นด้วยกัน คือ
       
       1.เส้นทางเกาะกง-สะแรอัมเบิล มีการลงนามช่วงปี 2546 เป็นช่วงที่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลชุด เดียวกับที่อนุมัติให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า 4,000 ล้านบาท
       
       “ช่วงเวลาที่อนุมัติใกล้เคียงกัน เมื่อเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน โครงการนี้ก็ต้องตรวจสอบให้ละเอียดเช่นกัน”
       
       2.บริษัทของตระกูลชินวัตร มีผลประโยชน์ในการรับสัมปทานในระบบดาวเทียม มือถือ โทรคมนาคมในกัมพูชา ช่วงนั้นมีเหตุการณ์ขัดแย้งกันถึงขั้นเผาสถานทูต
       
       3.แม้เส้นทางอันลองเวง-เสียมราฐ จะมีเหตุผลเรื่องของการเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่จะเชื่อมโยงมาถึงจังหวัดศรีษะเกษของไทย แต่ในเส้นทาง ตราด-เกาะกง-สะแรอัมเบิล กลับยังไม่ชัดเจนว่ามีเหตุผลอะไร มีความจำเป็นอะไรในการก่อสร้าง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นมีการตัดถนนเส้นหนึ่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาไปแล้ว
       
       4.จะมีการตรวจสอบกลุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั้งหมด เชื่อมโยงไปถึงฝ่ายบริหารที่อนุมัติว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งผู้เสนอและผู้อนุมัติ โดยจะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินร่วมด้วย ซึ่งส่วนนี้จะเป็นการตรวจสอบที่ทำได้ง่ายมาก เนื่องจากบริษัทที่รับเหมาก่อสร้างเป็นบริษัทของไทยทั้งหมด คาดว่าจะเจอตัวผู้ได้รับผลประโยชน์ไม่ยาก
       
       5.เส้นทางตราด-เกาะกง-สะแรอัมเบิล มีจุดที่กระทรวงคมนาคมเสนอการกู้เป็น 2 ระยะ และมีการเพิ่มวง เงินอีก 300 ล้านบาท ตรงนี้เป็นจุดที่น่าสังเกต เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วเมื่อปล่อยกู้ไปแล้ว จะต้องเป็นการดำเนินงานภายในของกัมพูชา แต่รัฐบาลช่วงนั้นปล่อยกู้ไปแล้วยังตามไปดูรายละเอียดให้กัมพูชาอีก ถือเป็นการมองปัญหาแทนกัมพูชา ที่จะมีการให้เงินกู้เพิ่มอีกส่วนหนึ่ง และมีการรับลูกโดยสำนักงบประมาณ ตรงนี้ผิดสังเกตมาก
       
       ทั้งนี้ สำหรับแนวทางคดีที่สตง.จะทำต่อไปคือจะต้องหาผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจในการนำเรื่องเข้าสู่ ครม.ว่าเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในเครือของใคร ผลประโยชน์สุดท้ายวกมาอยู่ที่ตักใคร ซึ่งขณะนี้ สตง.กำลังแสวงหาหลักฐาน สอบสวนในเชิงลึกตามกฎหมายตรวจเงินแผ่นดิน หากพบหลักฐานความผิด ก็จะมีการส่งเรื่องนี้ไปสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช.เพื่อไต่สวนและดำเนินคดีต่อไป
       
       อย่างไรก็ดี รายงานข่าวจาก สตง.ระบุอีกว่า ขณะนี้ สตง.กำลังตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติมกับกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาได้มอบหมายให้บริษัท แมคโบเดีย ชินวัตร หรือ CamShin ไปติดตั้งอุปกรณ์รับส่งสัญญาณปลายทางไอพีสตาร์ที่ให้บริการไอพีสตาร์ครอบคลุมทุกตลาด ทำให้ในปี 2550 บริษัทแคมโบเดีย ชินวัตร มีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์ สูงถึง 72% โดยเฉพาะลูกค้าในระบบ Prepaid มีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง
       
       ทั้งนี้ ยังมีธุรกิจไอบีซีเคเบิลทีวีประเทศกัมพูชา ของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ที่มี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงานในช่วงนั้นด้วย เนื่องจากเป็นช่วงเดียวกันกับการที่ สมเด็จฯ ฮุนเซนเดินทางมาเยือนไทยเพื่อเยี่ยมชมกิจการชินคอร์ป ในวันที่ 10 ส.ค.2549
       
       การเมืองชี้ชัดผลประโยชน์เชื่อมลงทุนที่เกาะกง
       
       ขณะที่แหล่งข่าวในแวดวงการเมือง กล่าวว่า ทางฝ่ายการเมืองไม่เชื่อว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ไปเป็นหุ้น ส่วนใหญ่ในการลงทุนธุรกิจ Entertainment complex ขนาดยักษ์ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชาได้นั้น จะได้มาเพราะความเก่งกาจในเรื่องของการทำธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงอย่างเดียว เพราะโครงการสัมปทานขนาดใหญ่ขนาดนี้ ต้องอาศัยการสนิทชิดเชื้อกับผู้นำรัฐบาลกัมพูชา
       
       อีกทั้งสื่อของประเทศกัมพูชารายงานตลอดว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เป็นผู้สนิทกับสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ตั้งแต่แรก ทำให้บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจะเสียเปรียบบริษัทสามารถเทเลคอมซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาด ด้านการโทรคมนาคมในกัมพูชาอันดับ 1 อยู่ด้วยซ้ำแต่ที่น่าจับตาคือการเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะดำรงตำแหน่ง 6 ปี พ.ต.ท.ทักษิณ มีการไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการถึง 4 ครั้ง ขณะที่สมเด็จฯ ฮุนเซนก็เดินทางมาเยือนไทย 4 ครั้งเช่นกัน
       
       ครั้งที่ 4 นั้น สมเด็จฯ ฮุนเซนเดินทางมาไทยช่วงวันที่ 10 ส.ค.2549 เพื่อเดินทางมาเยี่ยมชมกิจการชินคอร์ป
       
       “ว่ากันว่า การเดินทางไปกัมพูชาของพ.ต.ท.ทักษิณ และการมาเยือนไทยบ่อยครั้งของสมเด็จฯ ฮุนเซนได้ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่าง
       ทั้ง 2 คนดีขึ้นเรื่อยๆ”
       
       โดยที่ภาพล่าสุดที่แสดงให้เห็นความใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และสมเด็จฮุนเซนอย่างมากคือ ภาพการออกรอบโชว์วงสวิงร่วมกันช่วงต้นเดือนเมษายน 2551 จากการประสานงานโดย พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ. โดยรายงาน ข่าวระบุชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะร่วมทุนกับเพื่อนนักธุรกิจในการพัฒนาจังหวัดเกาะกงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
       
       ซึ่งภายหลังชัดเจนว่าจะเป็นการเข้าไปลงทุนร่วมกับนักธุรกิจใหญ่กัมพูชา ในธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ที่มีทั้งกาสิโน สถานบันเทิงครบวงจร รวมไปถึงธุรกิจพลังงานและน้ำมันในกัมพูชาด้วย
       เงื่อนงำเวลา
       
       “นพดล-สกอาน”
       กับ “ทักษิณ-ฮุนเซน”
       

       นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า ประเด็นการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทพระวิหารของกัมพูชาที่กลายเป็นเรื่องราวข้อพิพาทใหญ่โต ไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา สดๆร้อนๆ นั้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการดีลขอทำธุรกิจที่ผลประโยชน์มหาศาลที่เกาะกง และผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าทำให้ประเทศไทยต้องตกเป็นเบี้ยรองกรณีปราสาทพระวิหารก็คือ นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่เป็นเด็กในคาถาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั่น เอง
       
       เหตุการณ์ที่น่าสนใจ คือ ในระเบียบของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลกนั้น มีข้อแม้ว่าประเทศที่ขอขึ้นทะเบียนจะต้องส่งหลักฐานทั้งหมดให้พิจารณาก่อน 6 สัปดาห์ ซึ่งวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 นั้น ถือเป็นวันสุดท้ายที่จะต้องรีบทำการลงนามก่อนเวลาเที่ยงคืน
       
       ขณะนั้นที่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีรายงานข่าวแจ้งว่า นพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศได้ลงนามยินยอมสนับสนุนการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ระหว่างที่อยู่กับ สก อาน รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่มีประเทศไหนเขาลงนามกัน
       
       ขณะเดียวกัน วันรุ่งขึ้น คือ 23 พฤษภาคม 2551 มีข่าวนำเสนอว่ารัฐบาลกัมพูชาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลงทุนที่เกาะกงได้ ซึ่งขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในประเทศกัมพูชากับ สมเด็จฯ ฮุนเซน ณ กรุงพนมเปญ
       
       “ตรงนี้คืออะไร ถ้าไม่ใช่มีการโทรล็อบบี้กัน ไม่มีการตกลงกันไว้ก่อน คนหนึ่งอยู่กับสก อาน อีกคนอยู่กับฮุนเซนแทบจะในเวลาเดียวกัน”
       
       เมื่อย้อนมาดูเส้นทางที่ครม.ชุด พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ด้วยแล้ว มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจะไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า ว่าเส้นทางนี้จะทำให้ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กที่ได้ลงทุนในเกาะกงจะสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่เชื่อว่าการอนุมัติโครงการครั้งนั้นทำเพื่อให้ได้สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในเวลาต่อมา เพราะอดีต พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้สนิทกับสมเด็จฮุนเซนมากนัก
       
       ทั้งนี้ นักการเมืองท้องถิ่นจะรู้ดีว่าผลประโยชน์จริงๆ ของเส้นทางทั้ง 2 นี้ไปอยู่ในมือใคร โดยเฉพาะคนที่ต้องตอบคำถามให้ได้ในเส้นทาง ตราด-เกาะกง-สะแรอัมเบิล คือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าโครงการนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สมยศ ลีลาปัญญาเลิศ สามีของคุณหญิงสุดารัตน์เอง ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงความสนิทชิดเชื้อของ สมยศ ลีลาปัญญาเลิศ กับ พัด สุภาภา ที่เชื่อกันว่า สมยศนี้เองเป็นคนนำพา พ.ต.ท.ทักษิณ ไปรู้จักกับ พัด สุภาภา (อ่านเกาะกงสวรรค์บนดิน, เปิดสัมพันธ์ลึก “ทักษิณ-ฮุนเซน” ประกอบ)
       
       ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีคดีที่ถูกระบุให้เป็นจำเลยกี่คดีก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่า เขา เป็นนายกรัฐมนตรีที่
       
       บริหารงานเก่งกาจคนหนึ่งของประเทศไทย ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ คงหนีไม่พ้นการถูกครหาจากสังคมว่าเป็นคน ขี้โกงมากที่สุดคนหนึ่งของไทยด้วยเช่นกัน!?
       
       ***********
       
       เปิดสัมพันธ์ลึก “ทักษิณ-ฮุนเซน”
       “พัด สุภาภา” ตัวเชื่อมสู่โต๊ะเจรจา

       
       ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับประเทศกัมพูชาครั้งนี้ได้กลายเป็นทั้งบทพิสูจน์ฝีมือและความจริงใจของรัฐบาลนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ไปพร้อมกับการเป็นชนวนวิกฤตที่รอวันทำลายล้างครม.เกือบทั้งคณะ เนื่องจากฝ่ายบริหารได้กระทำผิดตามมาตรา 190 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ กรณีกัมพูชานำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียง จนนำไปสู่กระบวนการถอดถอนรัฐมนตรีต่อไป เนื่องจากการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศนั้นต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร
       

       การเร่งรีบของอดีตร มว.ต่างประเทศ นพดล ปัทมะ ต่อกรณีปราสาทพระวิหาร จนนำไปสู่เรื่องราวที่บานปลายอยู่ขณะนี้นั้น ถูกตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายค้านและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมาว่าทำทุกอย่างเพื่อแลกกับการได้ประโยชน์ด้านพลังงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในประเทศกัมพูชาเพียงประการเดียว ประกอบกับการออกมายอมรับของ พล.อ.เตีย บัญ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ของกัมพูชาก่อนหน้านี้ว่าอดีตนายกฯทักษิณ มีแผนลงทุนในเกาะกง และได้เจรจากับสมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา เรียบร้อยแล้ว
       
       ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงที่มาที่ไปว่า ชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้นมีที่มาจากการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ระหว่างตัวบุคคลเป็นหลัก เมื่อฝ่ายหนึ่งได้ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นจุดขายเรียกคะแนนเสียงก่อนเลือกตั้งในกัมพูชา ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งได้รับโอกาสเข้าไปจัดการกับทรัพยากรในประเทศเพื่อนบ้าน
       
       ความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จฯ ฮุนเซน กับอดีตนายกฯ ทักษิณ นั้นแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงข้ามวัน แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นความโยงใยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้ยึดกุมอำนาจฝ่ายบริหารในปี2544ด้วยซ้ำ
       
       “สิ่งที่ทำให้ทั้งสมเด็จฯ ฮุนเซน กับพ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อมโยงกันนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าเรื่องราวทางธุรกิจ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นพยายามที่จะเข้าหาสมเด็จฮุน เซน มาตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
       
       เพราะต้องการที่จะเข้าไปรับสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศกัมพูชา แข่งกับบริษัท สามารถ ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมมากกว่าบริษัท ชินวัตร ของคุณทักษิณ” แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยกับผู้จัดการรายสัปดาห์
       
       ทั้งนี้ จากข้อมูลประวัติการดำเนินงานของบริษัท สามารถคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูลวิไลลักษณ์ พบว่าในปีพ.ศ.2535 นอกจากจะมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทจากสามารถคอมเทค จำกัดมาเป็นบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด แล้วยังมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 5 ล้านบาทเป็น160 ล้านบาทเพื่อลงทุนในบริษัทในเครือ 3 แห่ง คือ บริษัท สามารถแซทคอม จำกัด, บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด และบริษัท สามารถแอดแซท จำกัด ก่อตั้งบริษัท แคมโบเดียสามารถ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เพื่อดำเนินการวางระบบเครือข่ายโทรศัพท์ ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม และให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT 900 ในประเทศกัมพูชา และก่อตั้งบริษัท แคมโบเดียสามารถ จำกัด เพื่อดำเนินการจัดจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และบริการต่างๆ ของกลุ่มบริษัทสามารถในประเทศกัมพูชา
       
       จากนั้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ารับตำแหน่งนายกฯ ในปี 2544 แล้ว ก็ยังไม่สามารถต่อสายติดกับสมเด็จฯ ฮุนเซน แต่ความต้องการที่จะผลักดันบริษัทชินคอร์ป เข้าไปรับสัมปทานด้านโทรคมนาคมในกัมพูชา ยังอยู่ในความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เช่นเดิม จนมาถึงในปี 2547-2549 ได้มีตัวละครสำคัญที่เข้ามาเป็นตัวเชื่อมประสานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กับสมเด็จฯ ฮุนเซนคือ “พัด สุภาภา” ส.ว.เกาะกง ของกัมพูชา 1 ในคนใกล้ชิดของสมเด็จฮุนเซน ซึ่งคนไทยหลายคนเรียกว่า “เสี่ยพัด” เนื่องจากเป็นผู้กว้างขวางคนดัง เจ้าของกาสิโน โอร์เสม็ด รีสอร์ท และได้สัมปทานไฟฟ้าจากฝั่งไทยเข้าไปขายในกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียว
       
       การเจรจาระหว่างสมเด็จฯ ฮุนเซน และพ.ต.ท.ทักษิณ จึงสามารถได้สู่จุดเริ่มต้นและดำเนินมาโดยตลอดจนกระทั่งในปัจจุบัน แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่มีสถานะใดๆ ในรัฐบาลไทยแล้วก็ตาม เป็นเพราะสมเด็จฯ ฮุนเซน รู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไรข้อตกลงระหว่างเขากับอดีตนายกฯทักษิณ จะสามารถบรรลุได้ในที่สุด โดยเฉพาะการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกของกัมพูชาที่ผ่านมาเพื่อแลกกับผลประโยชน์การเข้าไปทำธุรกิจด้านพลังงานในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
       
       “สมเด็จฯ ฮุนเซน เองต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปพัฒนาเกาะกง โดยมียกรูปแบบ ฮ่องกงโมเดิล มาเปรียบเทียบ จนรัฐบาลกัมพูชาค่อนข้างพอใจ นอกจากนี้ ทางสมเด็จฯ ฮุนเซน เองก็ยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงกฎหมายการเช่าที่ดินของต่างชาติ ให้ยาวนานถึง 99 ปี เพียงแต่รอให้ชนะเลือกตั้งในกัมพูชาเสียก่อน”
       
       แหล่งข่าวระบุ พร้อมทั้งเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นได้มองช่องทางลงทุนธุรกิจด้านพลังงานในกัมพูชา เอาไว้ตั้งแต่แรก นอกเหนือไปจากธุรกิจด้านโทรคมนาคมที่ไม่สามารถเบียดคู่แข่งอย่างบริษัท สามารถฯ เข้าไปได้
       
       “ส่วนเรื่องการเข้าพัฒนาเกาะกง โดยจะทำเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพลกซ์ นั้นเป็นแค่ฉากหน้าเท่านั้น ซึ่งมีข่าวว่าคุณทักษิณ ได้ซื้อบ้านราคาหลังละ 20 ล้านเอาไว้ที่เกาะกูด ไม่ไกลจากเกาะกง เพื่อเอาไว้ดูแลธุรกิจในกัมพูชาโดยเฉพาะ”
       
                          ************
       เกาะกงสวรรค์บนดิน.!
       'ไทย-เทศ' แย่งชิ้นปลามัน
       

       “เกาะกง” ขุมทรัพย์แห่งใหม่ในอาเซียน “ไทย-เทศ” จ้องตาเป็นมัน หวังเป็นเจ้าของ ทั้ง “กม.-คมนาคม” เอื้อต่อการลงทุนต่างชาติ ขณะที่ “ทักษิณ” มาเหนือเมฆ เชื่อม “ฮุนเซน” หวังสร้าง “กาสิโน-สถานบันเทิง” ครบวงจร มูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญ ขณะที่นักวิชาการฟันธง “ทักษิณ” หวังฮุบ แหล่งน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติ ชี้เป้า “กาสิโน” แค่เป้าหลอกฆ่าเวลา เบื้องต้นกว๊านซื้อที่ 2,000 ไร่ไว้พัฒนาอย่างเป็นระบบ
       

       แม้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เขมรจะอยู่ในภาวะที่ง่อนแง่นกับภาวะตรึงเครียดการเผชิญของทหารทั้ง 2 ประเทศที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร แต่เรื่องหนึ่งที่สอดแทรกขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมาคือผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่บริเวณ “เกาะกง” เกี่ยวพันกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็น “มรดกโลก” ณ ตอนนี้คงต้องใช้ระยะพิสูจน์ในข้อเท็จจริงดังกล่าว
       
       แต่วันนี้ “ผู้จัดการรายสัปดาห์” เจาะลงไปถึงพื้นที่เกาะกงที่กลุ่มทุนไม่เฉพาะกลุ่มทุนจากนักธุรกิจไทยอย่าง กลุ่มทุนทักษิณ, กลุ่มโรงงานน้ำตาลของแก่นลงทุนก่อสร้างโรงงานน้ำตาลเกาะกงกว่า 4,000 ล้านบาท,กลุ่มพลังงานไฟฟ้าจากไทยที่สนใจลงทุนกว่า 1.2หมื่นล้านบาท แต่ยังมีอีกหลายประเทศให้ความสนใจลงทุนในเกาะกงไม่ว่า จีน, ญี่ปุ่น,ไต้หวัน, เวียดนาม, มาเลเซีย, รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ขณะนี้เกาะกงเปรียบเหมือน “ขุมทอง” ที่ทุกชาติต้องแชร์ในทรัพยากรและเม็ดเงินที่มหาศาล
       
       เส้นทางคมนาคมฉลุย.!
       
       สำหรับเส้นทางคมนาคมและการขนส่งไปยังเกาะกงขณะนี้สะดวกสบายมากขึ้นภายหลังจากที่ถนนสาย 48 (เกาะกง-สะแรอัมเปิล) ของกัมพูชาที่มีระยะทาง 152 กิโลเมตรเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ซึ่งฝ่ายไทยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ และนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศขณะนั้น มาร่วมเป็นสักขีพยานซึ่งถนนสาย 48 นี้จะเชื่อมกับถนนหมายเลข 318 ของไทย (ตราด-หาดเล็ก) ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือก่อสร้างแบบให้เปล่าด้วยมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
       
       ขณะเดียวกันยังเชื่อมทางหลวงหมายเลข 4 (พนมเปญ-สีหนุวิลล์) นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสะพานอีก 4 แห่งที่ไทยให้เงินสนับสนุนสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้การเดินทางผ่านแดน-การขนส่งระหว่างกันสะดวกสบายมากขึ้น
       
       กม.เอื้อลงทุนเช่าที่ดิน 99 ปี
       
       นอกจากนี้ ข้อกฎหมายของกัมพูชาซึ่งกำหนดไว้เบื้องต้นว่าหากการลงทุนใดมีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐบาลกลางจะเป็นผู้พิจาณาเอง แต่หากการลงทุนใดมูลค่าน้อยกว่า 2,000,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯจะเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งการเข้าไปลงทุนของต่างชาติที่ผ่านมามีน้อยมากที่ลงทุนน้อยกว่า 2 ล้านเหรียญ ส่วนมากจะลงทุนมากกว่า 10 ล้านเหรียญขึ้นไปซึ่งระยะในการเช่าที่ดินก็ 99 ปีตามกฎหมายแต่สามารถลดหลั่นลงมาได้ตามธุรกิจที่ลงทุน
       
       “นักธุรกิจต่างชาติส่วนมากลงทุนมากกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลกลางก็เป็นผู้อนุมัติแทบทุกรายให้เช่าที่ดินนานถึง 99 ปีแต่ข้อกฎหมายสามารถปรับเปลี่ยนได้เสมอในกัมพูชา แต่นักธุรกิจต่างชาติมั่นใจว่าหากเข้าไปถึงรัฐบาลกลางกัมพูชาได้ทุกอย่างก็จะสะดวกสบายมากกว่าขึ้น” แหล่งข่าวระดับสูงชายแดน ระบุ
       
       ไทย-เทศแย่งชิ้นปลามัน!
       
       เมื่อมีทั้งกฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุนและเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบายทำให้นักลงทุนต่างชาติมอง “เกาะกง” คือขุมทรัพย์แห่งใหม่ในอาเซียนโดยนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนมากที่สุดขณะนี้คือนักลงทุนจากประเทศจีน และส่วนใหญ่เข้าไปทำธุรกิจ โรงแรมรีสอร์ต, การท่องเที่ยว เป็นต้น
       
       ขณะที่ นักลงทุนฝั่งยุโรป อย่างฝรั่งเศสก็เข้าไปลงทุนผลิตยารักษาโรค ส่วนรัสเซียจะเข้าไปลงทุนในการทำรีสอร์ต-โรงแรม-ธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อรับนักท่องเที่ยวจากรัสเซียในช่วงหนีหนาวที่เข้ามาจำนวนมากในแต่ละปี ขณะที่สหรัฐอเมริกาสนใจอย่างเดียวคือน้ำมันในเขตน่านน้ำกัมพูชา
       
       อย่างไรก็ดี นักลงทุนจากไทยที่ไปลงทุนที่ผ่านมา คือ ก่อสร้างโรงงานน้ำตาลของกลุ่มโรงงานน้ำตาลขอนแก่นที่ก่อสร้างโรงงานมูลค่า 4 พันล้านบาท และกลุ่มธุรกิจด้านพลังงานของไทยสนใจโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ในเกาะกง โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการร่วมทุน 3บริษัทยักษ์ใหญ่ ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียน, บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) และบมจ.ราชบุรี โฮลดิ้ง (RATCH) เพื่อลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินบนเกาะกงประเทศกัมพูชา เบื้องต้นโรงไฟฟ้านี้มีขนาดกำลังการผลิต 3,660 เมกะวัตต์ สัดส่วนการลงทุนของโครงการ คือ EGCO และ RATCH ถือหุ้นรวมกัน 70% และบริษัท อิตาเลียน-ไทย พาวเวอร์ 30% ด้วยมูลค่าลงทุนสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 12,000 ล้านบาท
       
       ทว่า นักธุรกิจไทยที่หลายฝ่ายให้ความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “พ.ต.ท.ทักษิณ” ที่สนใจลงทุนทำธุรกิจในเกาะกง ซึ่งการขยับตัวของอดีตนายกฯครั้งนี้หลายฝ่ายโฟกัสไปที่ เอนเตอร์เมนต์คอมเพล็กซ์ครบวงจร ทั้งกาสิโน โรงแรม รีสอร์ท และสถาบันเทิงครบวงจรในพื้นที่เดียวกัน บ้างก็ว่าเป้าหมายจริงๆคือธุรกิจน้ำมันและก๊าซในทะเล
       
       'ทักษิณ-พัด' กินรวบเกาะกง
       
       แหล่งข่าวที่ใกล้ชิด “พัด สุภาภา” นักธุรกิจกัมพูชาสัญชาติไทยผู้มีอิทธิพลและร่ำรวยที่สุดในเกาะกงเล่าถึงการลงทุนของอดีตนายกฯ กับ “ผู้จัดการรายสัปดาห์” ว่า ตอนนี้ที่เขมรมีคนพูดถึงกันมากในการเข้ามาลงทุนในเกาะกงของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะมูลค่าที่ทราบกันเบื้องต้นว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งมากกกว่าทุกกลุ่มที่สนใจลงทุนในเกาะแห่งนี้
       
       ที่สำคัญการลงทุนดังกล่าวอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยได้ติดต่อผ่านสมเด็จฮุนเซ็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาโดยตรง จึงเชื่อว่าจะเกิดโครงการอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นแน่นอน แต่ขณะนี้ที่พูดถึงกันมากคือ กาสิโน และสถานบันเทิงครบวงจรเพราะอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยสนใจจะทำโครงการดังกล่าวในไทยตั้งแต่สมัยนั่งนายกรัฐมนตรีของไทยแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ จึงเชื่อว่าน่าจะมาลงทุนในเกาะกงจริงๆ ในเรื่องกาสิโน และสถานบันเทิงครบวงจร
       
       สำหรับหุ้นส่วนของพ.ต.ท.ทักษิณที่สนใจลงทุนร่วมกันเป็นนักธุรกิจจากซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มธุรกิจจากอังกฤษที่สนใจเรื่องกาสิโน ขณะที่นักธุรกิจคนไทยที่จะร่วมทุนด้วยคือ นายวัฒนา อัศวเหม เจ้าของกาสิโน “ไดมอนด์สตาร์” ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีก็จะเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนด้วย
       
       “เท่าที่คุยกันคร่าวๆ ระหว่างนายพัด และ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีการเสนอหุ้นลอยให้สมเด็จฯ ฮุนเซ็น 10-20% สำหรับโครงการดังกล่าวส่วนตัวเลขการถือหุ้นระหว่างกันยังไม่ได้ข้อสรุป” แหล่งข่าวระบุ
       
       ฮุบแหล่ง “ก๊าซ-น้ำมัน” เป้าหมายใหญ่!
       
       ด้านแหล่งข่าวจากศูนย์อินโดจีนศึกษา วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้ทำวิจัยในเกาะกงในหัวข้อ “สังคมและแนวทางการพัฒนาพื้นที่ชายแดนกัมพูชา (เกาะกง)” กล่าวว่า ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือคร่าวๆ ประมาณ 330,000 ล้านบาทจึงเป็นไปไม่ได้ที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะมองแค่การทำ กาสิโน และสถานบันเทิงครบวงจร เพราะจำนวนเงินที่สร้างกาสิโนแห่งหนึ่งอย่างมากที่สุดแค่ 500-1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯแต่ตัวเลขจำนวนที่พ.ต.ท.ทักษิณจะนำมาลงมันมากมายมหาศาล
       
       “ผมเชื่อว่าคุณทักษิณไม่มองแค่ กาสิโน และ สถานบันเทิงแน่ แต่จะมองไปที่แหล่งก๊าซและน้ำมันที่กัมพูชามีอยู่ ซึ่งอาจจะหมายถึงแหล่งก๊าซที่อยู่ในเขตน่านน้ำไทยด้วย” แหล่งข่าวระบุและว่าการเดินทางของคนที่จะไปเล่นกาสิโนที่เกาะกงในช่วงนี้และที่ผ่านมา 3 เดือนก็ไม่ใช่จะคึกคักแบบ อ.อรัญประเทศ เพราะตอนนี้คนไทยไม่มีเงินทำให้ธุรกิจกาสิโนในเกาะกงของนายพัดก็ได้รับผลกระทบไปเช่นกัน
       
       ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะมาเปิดกาสิโนอีกแห่ง เพื่อแย่งลูกค้ากับนายพัดซึ่งคนที่เล่นการพนันส่วนมากเป็นคนไทยที่อยู่ใน 3 จังหวัดประกอบด้วย จังหวัดจันทบุรี ตราด และสระแก้ว ขณะที่ลูกค้าเงินหนาจากกรุงเทพฯ จะเข้าบ่อนแถวๆ อ.อรัญประเทศ ซึ่งเดินทางใกล้กว่ากัน
       
       “กาสิโน” แค่ธุรกิจฆ่าเวลา
       
       สำหรับกาสิโนและบ่อนระหว่างชายแดนไทย-เขมรมีประมาณ 14-15 แห่ง ประกอบด้วย .อรัญประเทศมีประมาณ 10แห่ง (ทั้งรายใหญ่-เล็ก) ที่หาดเล็กมีอยู่ 2 แห่ง (ขนาดกลาง) และ อยู่ตามช่องผ่านแดนต่างๆอีก 2-3 แห่ง (มีทั้งขนาดกลางและเล็ก)
       
       อย่างไรก็ดี มีข่าวแพร่สะพัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำธุรกิจไว้ประมาณ 2,000ไร่และปรับพื้นที่บ้างแล้วและอยู่จากชายแดนไทยเพียง 4 กิโลเมตรไว้ก่อนเพราะหากล่าช้าไปกว่านี้พื้นที่ในเกาะกงอาจจะถูกกลุ่มทุนอื่นครอบครองไปจนหมด ขณะที่อีกทางหนึ่งพ.ต.ท.ทักษิณเตรียมพัฒนาพื้นที่เกาะเล็กๆที่อยู่ห่างจากเกาะกงไม่มากเป็นกาสิโนไปพลางๆก่อน ปัจจุบันมีนักธุรกิจมาเลเซียกำลังไล่ซื้อเกาะเล็กเพื่อมาพัฒนาเป็นรีสอร์ท โรงแรม และกาสิโน อาทิ เกาะยอนักธุรกิจมาเลเซียก็ซื้อเรียบร้อยแล้ว
       
       แหล่งข่าวคนเดียวกันย้ำถึงหัวใจสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ว่า คือเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชามีมูลค่ามหาศาล โดยที่ผ่านมาแหล่งก๊าซในเขตกัมพูชาก็ถูกเจาะสำรวจจาก บริษัท เซฟรอน จำกัดบริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาสำรวจทั้งหมด 5 หลุมแล้ว แต่หลุมที่โตและคาดว่าจะมีปริมาณมากที่สุดอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว ซึ่งสหรัฐฯพยายามจะให้ไทย-กัมพูชาเจรจากันให้ได้เพื่อบริษัทเชฟร่อนจะเข้าไปขุดเจาะสำรวจได้ ซึ่งขณะนี้มีเรือรบสหรัฐฯ จอดอยู่ตลอดในบริเวณดังกล่าว
       
       'สผ.- เชฟรอน'ขอเคลียร์พื้นที่ทับซ้อน.!
       
       นอกจาก บริษัท เชฟรอน ที่ได้รับสัมปทานอนุญาตขุดเจาะ ยังมีบริษัทจากไทยคือบริษัทปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (PTTEPI) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท.ได้ร่วมทุน 30% กับอีก 2 บริษัท คือ บริษัท Resourceful Petroleum Ltd. และ SPC Cambodia Ltd. อีก 10% เป็นของ CE Cambodia B Ltd.
       
       ซึ่ง ปตท.สผ.อินเตอร์ ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง ในบริเวณอ่าวไทยแต่ยังมีพื้นที่แหล่งนี้ที่กัมพูชาเรียกว่า “บล็อก B” และปตท.สผ. ตั้งรหัสว่าโครงการจี 9/43 มีการพบเบื้องต้นว่ามีน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก แต่ในหนังสือรายงานประจำปี 2550 ได้ระบุว่าเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างไทย-กัมพูชา และกำลังแก้ไขปัญหาเรื่องเส้นแบ่งเขตทางทะเล หรือเป็นหนึ่งในพื้นทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาอีกพื้นที่หนึ่ง
       
       ค้าผ่านชายแดนยังไม่ตก!
       
       อย่างไรก็ดี นักธุรกิจไทย คือกลุ่มเดียวที่ผูกขาดการลงทุนในเกาะกง หากแต่เพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนาม และ มาเลเซียก็พร้อมจะมาสอดแทรกทุกเวลาเพราะมูลค่าการค้าขายระหว่างไทยกัมพูชาเฉพาะบริเวณเกาะก็มีมีค่านับหมื่นล้านต่อปีในสินค้าอุปโภคบริโภค และยารักษาโครเป็นสำคัญ เพราะสินค้าจากประเทศเวียดนามและมาเลเชียมีคุณภาพ-ราคาที่ต่ำกว่าไทยทำให้ประชาชนชาวกัมพูชาให้ความนิยมสินค้าไทยมากกว่า แม้ว่าช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาไทย-กัมพูชาจะมีปัญหาด้านชายแดนที่ปราสาทพระวิหารแต่ชายแดนบริเวณนี้ไม่มีได้รับผลกระทบแต่อย่างใดการค้าขายยังเป็นปกติดี
       
       “การค้าชายแดนน่าจะยังไปได้ดี เพราะมีการติดต่อกันระหว่างหอการค้าไทย-กัมพูชาตลอดเมื่อมีปัญหาสินค้ายังเป็นเบอร์หนึ่งในกัมพูชา” ประเสริฐ สิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านชายแดนไทย-กัมพูชา และที่ปรึกษาสภาหอการค้าจังหวัดตราด กล่าวยืนยัน
       
       กล่าวได้ว่า “เกาะกง” ในขณะนี้คือหนึ่งในเกาะสวรรค์สำหรับนักลงทุนทั้งไทย-เทศที่มุ่งหวังในเรื่องทรัพยากรทางทะเล บ่อนกาสิโน หรือแม้แต่รีสอร์ต โรงแรม ที่ผุดขึ้นจำนวนมากแต่ต้องยื้อแย่งกับชาติอื่นๆ และการที่ “ทักษิณ” อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยสนใจลงทุนในเกาะกง คงจะพอพิสูจน์ว่า เกาะกงมีอะไรที่มากกว่าคำว่าการ “กาสิโน” เพียงอย่างเดียว.!!
       
       ************
       แฉใบสั่ง 'แม้ว' ให้ลูกพรรครับมือก่อนลี้ภัย
       'โต้ข้อกล่าวหา-ยึดฐานเสียง' - โวมีทุนสู้เลือกตั้ง 3 รอบ

       
       แฉเหตุ ส.ส.พลังประชาชน ไม่ตื่นตระหนก “2 นายใหญ่” หนีศาล, ลี้ภัย เผย “ทักษิณ” สั่งการลูกพรรค 4 ข้อ ไว้ล่วงหน้าแจงสี่เบี้ยให้ชาวบ้านเข้าใจเหตุลี้ภัย และเฝ้าพรรคคอยวันทวงคืน พร้อมสั่งครม.ใช้ประชานิยมยึดฐานเสียงไว้ ส่วนทุนเลือกตั้งยังมีเต็มสูบ โวมีเงินสู้ศึกเลือกตั้งถึง 3 รอบ ด้านคดีความหมดสิทธิอุทธรณ์ หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ สั่งฟัน
       
       ว่ากันว่าหากแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจาก “คดีเลี่ยงภาษี” ที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ได้รับภายหลังศาลอาญา มีคำพิพากษาให้บุคคลดังกล่าวในฐานะจำเลยมีความผิด มีโทษจำคุกคนละ 3 ปีเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น อาจเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อเทียบกับคดีสำคัญที่มีตัวละครเอกคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นจำเลยที่รอการพิจารณาและพิพากษาจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
       
       ทั้งคดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาภิเษก, คดีหวยบนดิน และคดีเอ็กซิมแบงก์ อนุมัติเงินกู้ให้กับพม่าเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท ล้วนแล้วเป็นคดีที่สร้างความหวาดวิตกให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ คนใกล้ชิดรอบข้างโดยส่วนตัวและในทางการเมืองอย่างหนัก เนื่องจากผลจากคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ถือเป็นการสิ้นสุด จบในชั้นเดียว จำเลยไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์หากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่ากระทำผิดจริง
       
       ส่อแพ้คดีใหญ่-หนีก่อนหมดสิทธิ์!
       

       สำหรับคดีที่รอการชี้ชะตาจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้ง 4 คดี นั้นพบว่าคดีการอนุมัติเงินกู้จำนวน 4,000 ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าหรือเอ็กซิมแบงก์ ให้แก่พม่านั้นศาลฎีกา แผนกคดีอาญาฯ ได้รับฟ้องเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2551 ที่ผ่านมา ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งศาลฎีกา ได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 16 ก.ย.นี้
       
       คดีต่อมาคือคดีการทุจริตที่ดินรัชดาฯ นั้นอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา ฐานกระทำทุจริตซื้อที่ดินย่านรัชดาฯมูลค่า 772 ล้านบาทจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งจำเลยทั้งสองมีนัดรายงานตัวต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา
       
       คดีที่ 3 คือ คดีหวยบนดิน 2-3 ตัว ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลยร่วมกับอดีตรัฐมนตรีในยุครัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งคดีดังกล่าวนี้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้รับฟ้องไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีคณะกรรมการป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแทนคณะกรรมการ คตส.ที่หมดวาระไปแล้ว ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา และมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 26 ก.ย.ที่จะถึงนี้
       
       คดีสุดท้าย คือ คดีการแปลงสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 11 ก.ค. และศาลฎีกาฯนัดฟังคำสั่งจะรับฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 3 ก.ย.นี้
       
       จากคดีความใหญ่ๆ ทั้ง 4 คดีดังกล่าวนี่เองได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผลักดันให้พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เลือกการหนี แทนการต่อสู้คดี เพราะหากตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จำเลยทั้งสองต้องรับโทษจำคุกในแต่ละคดี ตั้งแต่ 1-10 ปี ซึ่งการตัดสินใจหนีคดีในประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมที่จะหาทางขอลี้ภัยพำนักในต่างประเทศนั้น นับว่าส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างมาก
       
       ลูกพรรค พปช.ไม่ตกใจ-รู้ล่วงหน้า
       
       โดยเฉพาะกับพรรคพลังประชาชน ที่กำลังถูกฝ่ายตรงข้ามอย่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และฝ่ายค้าน ตลอดกลุ่มต่างๆในสังคมเฝ้ามองทุกความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไป หลายคนบอกว่าเวลานี้ทั้งพรรคพลังประชาชนและรัฐบาล “สมัคร 4” อยู่ในภาวะล่อแหลม อีกทั้งยังมีสารพัดคดีรุมเร้าอย่างหนัก ทั้งคดียุบพรรคคดีถอนถอนรัฐมนตรีกรณีทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และแม้แต่ตัวนายกฯสมัคร ที่รอคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทจากศาลอุทธรณ์
       
       “การตัดสินใจหนีคดีของทั้งอดีตนายกฯทักษิณ และคุณหญิงพจมานนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายของ ส.ส.ในพรรค เพราะก่อนหน้านี้มีการพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง พอมาถึงวันที่ 11 ส.ค.สิ่งที่ส.ส.ในพรรคพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันจึงบอกว่า นึกไว้อยู่แล้ว และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าการหนีคดี ออกแถลงการณ์ของอดีตนายกฯทักษิณ ไม่มีส.ส.คนไหนแสดงอาการตื่นเต้นตกใจใดๆ ทั้งสิ้น”
       
       แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชาชน กล่าวพร้อมทั้งชี้ว่ากรณีที่มีกระแสข่าวลือว่ากลุ่มการเมืองในพรรคมีความขัดแย้งกัน จนอาจจะทำให้พรรคแตก และมีบางส่วนย้ายไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่น อย่างประชาธิปัตย์นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นเพียงละครฉากหนึ่งทางการเมืองเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดคุยกับแกนนำทุกกลุ่มไว้แล้วถึงทิศทางทางการเมือง เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยเรื่องการหนีคดีและการลี้ภัยเท่านั้น
       
       แฉ “ทักษิณ” ตุนเงินหนุนสู้ศึกเลือกตั้ง
       

       ขณะที่แกนนำจากพรรคเพื่อแผ่นดิน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลเอง ยอมรับว่าการตัดสินใจหนีคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยานั้น ในระยะสั้นอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของพรรคพลังประชาชน เพราะเหมือนกับพรรคขาดเสาหลัก ขาดท่อน้ำเลี้ยง แต่จากการพูดคุยกับส.ส.ของพรรคพลังประชาชนพบว่าส.ส.ของพรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้วางแผนรับมือกับปัญหาทางการเมืองไว้แล้ว โดยหากมีการยุบพรรคจริง ส.ส.ของพรรคที่เหลือจะพากันย้ายไปสังกัดพรรคที่เตรียมเอาไว้แล้ว คือพรรคเพื่อไทย
       
       “เพื่อน ส.ส.พรรคพลังประชาชน บอกเลยว่าต่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือยุบสภาเร็วๆนี้ก็ไม่วิตก ส.ส.ที่เหลือพร้อมลงสนามเลือกตั้งอยู่แล้ว เพราะความพร้อมในเรื่องเงินจากพ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอยู่ รวมทั้งเวลานี้รัฐบาลได้อนุมัติโครงการต่างๆ เพื่อช่วยหาเสียงไว้แล้ว เช่น 6 มาตรการช่วยคนจน เท่ากับว่าคุณทักษิณ ใช้เงินรัฐหาเสียงไว้ให้ลูกพรรคล่วงหน้า”
       
       ดังนั้นจึงทำให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนมีความพร้อมมากที่สุดหากการเลือกตั้งครั้งเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นๆ เองก็ต้องการที่เข้ามาร่วมกับพรรคพลังประชาชน เนื่องจากทุกพรรคติดปัญหาเรื่องเงิน แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง ที่ดูจะมีความพร้อมในด้านตัวบุคคลมากกว่าพรรคพลังประชาชน แต่ไม่มีเงินมากพอที่จะทุ่มลงสนามเลือกตั้งแข่งกับพรรคพลังประชาชนอย่างแน่นอน
       
       “สิ่งที่คุณทักษิณ ฝากส.ส.ของพรรคสานต่อคือการรักษาฐานเสียงเอาไว้ ด้วยการนำนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่รัฐอนุมัติไปแล้ว ลงไปหาเสียง พร้อมทั้งบอกกับชาวบ้านถึงสาเหตุที่พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องลี้ภัยว่าเป็นเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม
       
       เพราะเมื่ออดีตนายกฯ ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน หนีคดีเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น อาจทำให้ฐานเสียงที่เคยนิยมในตัวเขา ตั้งคำถามว่าถ้าไม่ผิดแล้วหนีทำไม ดังนั้น ส.ส.ของพรรคต้องพยายามรักษาฐานเอาไว้ เพื่อรอวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมายิ่งใหญ่ในวันหน้า"
       
       กล่าวได้ว่า ส่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณฝากไว้นั้น เปรียบเสมือนคำสั่ง 4 ประการที่แกนนำและ ส.ส.พรรคต้องยึดปฏิบัติ คือ1 ต้องแจงเหตุที่ต้องลี้ภัยกับประชาชนให้เข้าใจ 2.ต้องใช้นโยบายประชานิยมยึดฐานเสียงไว้ 3.มั่นใจได้ว่าพรรคยังคงมีทุนในการสู้ศึกเลือกตั้งได้ถึง 3 รอบและสุดท้ายเมื่อมั่นใจสมาชิกทุกคนต้องร่วมรักษาพรรคไว้รอวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
       
       รัฐบาลเร่งหว่านนโยบายประชานิยม
       
       แกนนำจากพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ยังคงมีความเชื่อมั่นในตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ส.ส.บางคนถึงกับบอกว่าแม้จะมีการเลือกตั้งอีก 3 ครั้ง พวกเขาก็ไม่เดือดร้อน จึงไม่มีทางที่จะมีการทิ้งพรรคไปอยู่กับพรรคใดแน่นอน แต่หากเป็นการจับขั้วกันเพื่อใช้วิธีแยกกันเดินเพื่อความอยู่รอดน่าจะเป็นไปได้มากกว่า
       
       ขณะที่ ส.ส.ของพรรคมีหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อยึดกุมฐานเสียงและกระแสนิยมที่เคยมีต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้ให้ได้มากที่สุด ทางฝ่ายรัฐบาลก็มีหน้าที่ยืดระยะเวลากุมอำนาจฝ่ายบริหารไว้ให้ได้ยาวนานที่สุด จนกว่าจะมีอันสะดุดลง จากผลทางคดีความ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อเร่งออกนโยบายและโครงการประชานิยมต่างๆ รวมทั้งจัดสรรเงินงบประมาณลงพื้นที่ให้มากที่สุด
       
       กล่าวได้ว่าลักษณะการเมืองไทยทุกวันนี้ได้เข้าสู่ยุคทุนนิยมอย่างสมบูรณ์แบบ นับตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าสู่อำนาจฝ่ายบริหารในปี 2544 ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวต่างๆในทางการเมืองจึงต้องขับเคลื่อนด้วยทุนเป็นหลัก แม้ว่าวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ได้นั่งบัญชาการอยู่ในประเทศไทยก็ตาม แต่เขายังเป็นนายทุนใหญ่ ที่พร้อมจะเทเม็ดเงินลงสู่สนามเลือกตั้งมากกว่านายทุนคนอื่น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ขุนพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงมีบทบาทในการควบคุมกำลังคนและเงินทุน
       
       “คุณทักษิณไม่ใช่มีแค่คุณเนวิน (ชิดชอบ) คนเดียวที่สนองงานการเมือง แต่ยังมีคนอื่นๆ อีก ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะโดนตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่ก็ตาม
       
       ให้คอยสังเกตดูว่า หากมีการยุบพรรคพลังประชาชนจริง จะมี ส.ส.คนไหนกล้าออกไปจากพรรคหรือไม่ เพราะที่นี่ยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเหมือนเดิม และที่สำคัญเงินที่คุณทักษิณเอามาใช้ในการเมืองก็ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว แต่เป็นเงินที่มาจากแหล่งอื่น” แหล่งข่าวระบุ



บทความ/สาระ

คนตาก พร้อมบิน เร่งรัดให้ขยายสนามบิน ฟื้นการใช้สนามบินรับโบอิ้ง บูมท่องเที่ยว ขนส่งสินค้า รับ AEC
รัฐไทย-เมียนมา หารือเพิ่มจุดผ่านแดนถาวร กระตุ้นการค้าสองชาติขยายตัว
แม่สอด เขตเศรษฐกิจพิเศษหมื่นล้าน
"แม่สอด" เกต์เวย์ถนนระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก
พม่า โอกาสการค้า-การลงทุนที่ SMEs ไทยไม่ควรมองข้าม
เปิดฟ้ามะละแหม่ง แม่สอดสานท่องเที่ยว
ประธานหอการค้าตาก เผยเขตเศรษฐกิจชายแดนแม่สอด เนื้อหอม นักธุรกิจ"ไทย-จีน-ญี่ปุ่น" สนใจลงทุนชายแดน และฝั่งพม่า
พฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียน”...ตัวแปรสำคัญที่ SMEs ไทยควรรู้ก่อนก้าวสู่ AEC
พลังงานน้ำมัน...ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
พริกกะเหรี่ยง : การพัฒนาพันธุ์พื้นเมืองสู่พันธุ์การค้า
เดินทางเสริมสร้างมงคลกับ 9 วัดอารามหลวง
ไฮไลท์“ลอยกระทง” เสน่ห์สีสันแห่งสายน้ำ
เหลียวหลังแลหน้าเลือกตั้งพม่า7พ.ย.
อสังหาฯป่วน 'แบงก์'ระงับปล่อยกู้ แนะกลยุทธ์ไม่ให้ถูกยึดบ้าน ผ่อนไม่ได้มีทางออก!
เอกชนจี้สลายขั้วรัฐบาลเก่า _ทุกภาคส่วนเริ่มมีหวัง ลุ้นได้นายกฯใหม่คนดีมีฝีมือ
เชื่อมทาง 3 แม่ สู่แดน 3 หมอก
เพิ่มงบฯขาดดุลแสนล้าน ไม่ใช่หลักประกันความเสี่ยงเศรษฐกิจ 52
'สมชาย' +เซ่นตุลาเดือด + บิ๊กธุรกิจบีบยุบสภา หวั่นความรุนแรงลุกลามทุบท่องเที่ยว ตลาดทุนป่นปี้
เชียร์กองทัพ “ปฏิวัติ” ก่อนชาติพัง! 2 ขั้วเมิน “คนกลาง” –ชี้ ‘คนชั้นสูง’ เสริมจุดแข็งพันธมิตร
วิกฤตสหรัฐกระทบไทย ชำแหละกองทุนรวม ผู้ถือหุ้นเจ๊งระนาว!
ทุนเชียงรายเพรียกหา“ศูนย์กระจายสินค้า” รับระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้เชื่อมจีน
หอฯเหนือถกแผนรับมือคุนหมิง-กรุงเทพฯหวั่นไทยเป็นทางผ่าน
เลห์แมนล้มฉุดทุนไทย + ต่างชาติเทขาย 2 แสนล้าน/ธนาคารแห่งประเทศไทยผวาเงินไหลออก/เอไอเอสำรองฉุกเฉินเพียบ
เกษตร4แสนไร่สังเวยอุทกภัย ประกันเมินพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก
เปิดบัญชีกลุ่มธุรกิจหลังสิ้นยุค ‘ทักษิณ’เรืองอำนาจ ธุรกิจอิงการเมืองฟุบ บิ๊กอสังหาฯ กระอัก
'รัฐบาลทำอะไรผิด' ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงตรงไหน?
ทองทุบสถิติ 30 ปี ถือ 7วันกำไร 600 บาท เซียนเตือนอย่า'บุ่มบ่าม'
“พลังงานทางเลือก” จุดเปลี่ยนเกมค่ายรถ มะกัน-ญี่ปุ่นใครจะคว้าชัยในเวทีใหม่
20.08น. วินาทีเปิดปักกิ่งเกมส์ โชว์สปิริตเอเชียที่สุดแห่งโอลิมปิก
ศึกแบงก์ชิงเงินฝากปรอทแตก
นอมินีรากหญ้า ถึงยุค ‘คนไทย’ ตายหยังเขียด
รัฐถังแตกสั่งรื้อภาษีที่ดินใหม่ คนมี 'บ้าน-ที่ดิน'อ่วมจน-รวย !จ่ายเท่ากัน
ปราสาทพระวิหาร 'มรดกโลก'ทับซ้อน พลังงานไทย-เขมร
ค้าปลีกระนองแท็กทีมแข่งโลตัส + ชูกลยุทธ์เชิงรุก-เปิดดีลิเวอรีตีกินตลาดต่างอำเภอ
ปลุกสำนึกพลเมืองรวมพลังฝ่าทางตันสังคมไทย
น้ำมันพ่นพิษขาดดุลการค้า-เดินสะพัดสูงสุด 'เลี้ยบ'ลั่นเร่งออกมาตรการรับมือให้เร็วขึ้น
โชว์ห่วยลุ้นสนช. เข็นพ.ร.บ.ค้าปลีก ทันสมัย'สุรยุทธ์'
กูรูร้านอาหาร/ค้าปลีกไทยใน'ดูไบ' ชี้ช่อง'ทำธุรกิจแดนอาหรับ'
สินค้าจ่อขึ้นราคาอีกรอบ + หลังบะหมี่ขาวมาม่านำร่องขึ้นเป็น 7 บาท/มาลีบ่นอุบต้นทุนกระป๋องขึ้น 20%
ข้าวยากน้ำมันแพง
ข้าวแกงแซงฟาสต์ฟูด + คนไทยคอตกสินค้ายกทัพขึ้นราคา/เมย์เดย์ค่าจ้างเพิ่มแค่ 9 บาท
แผนแก้วิกฤตอาหารโลกแค่ภาพลวงตา ข้อมูลจริง คนไทยตายผ่อนส่ง!
มองโลจิสติกส์ไทย ผ่านมิติ 'ดร.ปรีชา พันธุมสินชัย' แนะสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยRosettaNet
กลยุทธ์บริหารโลจิสติกส์ด้วยการจัดสรรเป้าประสิทธิภาพ(ตอนจบ)
ชี้ช่องรัฐ... วางโมเดล 'เอาชนะ' ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง
กลยุทธ์บริหารโลจิสติกส์ด้วยการจัดสรรเป้าประสิทธิภาพ(ตอน1
ไทยเปิบข้าวแพงขึ้น 30% + แบรนด์ข้าวถุงงัดข้อ 'มิ่งขวัญ' งดส่งโมเดิร์นเทรด, แบงก์แฉเล่ห์โรงสีเบี้ยวหนี้
น้ำมันตลาดโลกพุ่ง ปตท. สุดอั้น ตรึงราคารัฐเหลว
ดาวน์30บาทถอยเชฟโรเลต โตโยต้าเกทับซื้อวีโก้ลุ้นรับวีโก้
เปิดเดินรถไฟเชื่อมไทย-ลาวเม.ย.นี้
ผู้ผลิตยอมอุ้มผู้บริโภค + ยูนิลีเวอร์/สหพัฒนฯขานรับกรมการค้าภายใน มีนาคม-กรกฎาคม ลดราคาสินค้า 2-3 บาท/ชิ้น
หอการค้าเชียงรายเดินหน้าเชื่อม4ชาติ
เดิมพัน 4 หมื่นล้านปั๊มเศรษฐกิจ + 'คลัง' คาดหวังอสังหาฯ-มนุษย์เงินเดือนปลุกกำลังซื้อดันจีดีพีโต 6%
UD Packaging เทรนด์ใหม่....รู้ก่อนรวยก่อน
สงครามสินค้าราคาแพง ฉากจบที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
บีบธปท.ลดดอกเบี้ย + เอกชนพ้องเสียงกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้านเงินไหลเข้าเก็งกำไร2ต่อดอกเบี้ย-ค่าเงิน-ซับไพรม์
วิกฤติราคาน้ำมันกำลัง เปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก
เคล็บลับเก็งกำไร”บ้าน-ที่ดิน” เปิดทำเลทอง ทั่วประเทศ
กลเม็ดหาน่านน้ำใหม่ ของ 3 แบรนด์ที่ยักษ์ใหญ่ฟัดไม่ลง
หลากปัญหารุมเร้า... ปี2550-2551 คนไทยเสี่ยงป่วยทางจิต
เศรษฐกิจฝืด เงินบาทแข็ง ทัวร์ใน-นอก แก้เกมดึงคนเที่ยวปีใหม่
พลิกตำรารบ 3 แบรนด์ “โครงการหลวง
เปิดโผ....10 อาชีพฮอตฮิต เรียนแล้วไม่ตกงาน !
ทุ่มแจกโบนัสสู้เงินเฟ้อ + ปลอบขวัญสู้ศึกของแพงปี 51 / TDRI แนะปรับรายได้ต้องไม่น้อยกว่า 7.5%
ลูกเล่นการตลาด 4 พรรคการเมืองใหญ่
ยักษ์ไทยการ์เมนต์ออกอาการเซ + ยอดขายวืดเกือบ 700 ล้าน/จีน-ปินส์ก๊อปปี้สินค้าตีตลาดยับ
ชำแหละส่งออกโค้งสุดท้าย เป้า 4.9 ล้านล้าน พลาด-ไม่พลาด?
คนจีน-คนไทยก็เจอของแพงเหมือนกัน
เจาะกลวิธีหาเงิน 6 พรรคใหญ่ อภิมหาโปรเจกล้านๆ ๆ ฝันที่เป็นจริง
คลังรีดแวต-ภาษีเงินได้ + ขยายฐานรายได้เข้ารัฐ/รับมือประชานิยมรัฐบาลหน้า
ยักษ์ค้าปลีกแข็งข้อพาณิชย์ เมินร่วมถกไกด์ไลน์ค้าปลีก
เส้นทางไล่ล่าใหม่ 2 อภิไทคูน เจริญ-ธนินทร์
เอ็มโอยู'ค้าปลีก เป็นธรรมทุกฝ่าย เลิกขายต่ำกว่าทุน
โมเดิร์นเทรดรุกฆาต! ขวางพ.ร.บ.ค้าปลีกฯสุดฤทธิ์
ระวังตกเป็นเหยื่อรายใหม่ แฉสารพัดกลโกง การเงิน!
โชวห่วยขอนแก่นประสานสมาชิกเร่งทำคัตเอาต์หนุนพ.ร.บ.ค้าปลีก
ยุทธศาสตร์แห่งอนาคตสู้ศึกใน-นอก ยุคผู้ประกอบการไทยโดดเดี่ยว ชนิดไม่ต้องง้อรัฐบาลใหม่
สินค้าฝ่อมนต์ปลุกลูกค้าเสื่อม
สิ้นปีส่งออกอาหารทะลุ 6 แสนล.2 สภาฯเชื่อปีหน้าสิ้นคาแพงขึ้น
ยุบ ร.ส.พ.องค์กรฟอกหนัง-แบตเตอรี่ยังไม่พอ อีก 2 แห่งจ่อคิว! “สบพ.-กคช.” หนาว
หอฯลำปางชวนนักศึกษาประกวดแผนการตลาด
ฟูจิฟาร์ม” ข้าวญี่ปุ่นบนแผ่นดินไทย
Stacey ปฏิวัติวงการของขวัญ ชูจุดขายผู้รับไม่พอใจ ‘เปลี่ยนได้’
เปิดบันทึกสู้ศึกโมเดิร์นเทรด"โชวห่วย"แพร่ มุ่งคืนกำไรโครงการ 4-ลุ้นเกิด"สำนึกท้องถิ่น"
พาณิชย์เจียระไนมุกดาหาร ศูนย์กลางการท่องเที่ยวชายแดน
‘20 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (2) article
‘20 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (1) article
อันตราย! อากาศร้อนจัดเสี่ยงเกิดโรค “ฮีตสโตรก
ทุนจีนลุยลงทุนจากเชียงรุ้ง-ริมน้ำโขง/คสศ.จี้รัฐปรับแผนรับสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ article
เวียดนาม-สหรัฐฯ ดี๊ด๊านัดเจรจาเตรียมเปิด FTA article
รุ่น "เตี่ย" กับ "เสี่ย" "รอยต่อ" ธุรกิจสองเจนฯ article
อุด "รูรั่ว" กิจการ article
สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการเป็นผู้ประกอบการ article
แต่งร้านให้ได้ล้าน : ฟื้นฟูร้านค้าปลีกด้วยดีไซน์ article
โชวห่วยฮึดสู้โมเดิร์นเทรดอีก ชูเพลงปลุกใจ-อัดซัปพลายเออร์ช่วยไม่เต็มที่ article
แนวรบค้าปลีกภูธรปี"50 ระอุ รัฐบาล-สนช.เร่งคลอด พ.ร.บ.ค้าปลีก โชห่วยลุ้นช่วยต่อลมหายใจธุรกิจ article
ค้าชายแดนเฮพม่าจู๋จี๋กะเหรี่ยง article
ส่งออกเวียดโต 22% เชื่อปีหน้าทะลุ $46 พันล้าน article
แนะ3ขุมพลังศก.จีนจับมือรุกตลาดโลก article
เลขาฯ ยูเอ็น แสดงความยินดีที่พม่าปล่อยตัวนักโทษการเมือง article
ผู้ถือหุ้นชี้ชะตาไอทีวี +วิบากกรรมสื่อเสรี รอโหวตต่อชีวิต 29 ธ.ค. ลือเทมาเสกขายหุ้นทิ้ง มีกลุ่มใหม่จ้องเสียบ article
เราจะปล่อยให้ ร้านค้าปลีกไทยตายหมดหรือ article
ต้มยำกุ้งปัดส่งเงินหนุนโจรใต้ จี้"สุรยุทธ์"พูดให้ชัดหวั่นคุมเข้ม article
จุดเปลี่ยนประเทศไทย article
15 แนวทางการปรับตัวของค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อความอยู่รอด article
ดัชนีเชื่อมั่นคนไทยปรับเพิ่มในรอบ5เดือนอานิสงส์คปค article
เมื่อโลตัสแม่สาย บุกทำลายวิถีการค้าท้องถิ่นยับ มินิมาร์ท-ซุปเปอร์สโตร์-โชว์ห่วยปิดกิจการเพียบ article
หลัก 5 ประการที่ร้านค้าปลีกควรใส่ใจ article
เปิดรูโหว่ "หวยบนดิน" "เงินบาป" ที่คนเห็นแก่ได้ อยากล้วง article
Singapore most competitive economy in Asia: survey article
New migrant worker regulations in Tak Province article
พาณิชย์เพิ่งตื่นคุมกำเนิดโมเดิร์นเทรดช่วยโชห่วย article
ค้าปลีกไทยเดี้ยงหมดทางสู้จี้รัฐเข้มกติกาคุมยักษ์ต่างชาติ article
หอฯเมืองคอนชี้เศรษฐกิจฝืด ห้างฯยักษ์สู้เดือดดับค้าปลีก article
หอฯกระบี่ ปลุก อปท.ต้านค้าปลีกข้ามชาติ หวั่นรายย่อยท้องถิ่นสูญพันธุ์ article
ขายสาขา"ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต"ให้ท็อปส์ "ตันตรานนท์"พ่ายทุนค้าปลีกข้ามชาติ article
นโยบายก๊าซหุงต้ม 2 ราคา ทางแก้ไม่สะเด็ดน้ำของรัฐ
New capital brings Myanmar rulers closer to problem border regions article
กสิกรไทยรุกขยายตลาดSMEsใต้ชี้"อุตฯยาง-รถยนต์-จยย."ยังฉลุย article
Change Management จงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น article
ร้านทองพิษณุโลกอัดโปรโมชั่นดึงลูกค้าเข้าร้าน article
โอเชียน ชุมพร ปรับกลยุทธ์รับศึกโมเดิร์นเทรด article
สินค้าชิงช่องทางค้าปลีกทุกเม็ด เซลส์-หน่วยรถหัวปั่นสร้างยอด article
แปลงโฉมบรรจุภัณฑ์ เปลี่ยนดีไซน์ ดันยอดขาย เพิ่มมูลค่า article
ปักหลัก"จังหวัดเบ๊นเตร"ผลิตครบวงจร "ลิเบอร์ตี้-แอพพาเรล"ย้ายฐานไปญวน article
สรุปผลโพล "คุณเห็นด้วยกับการตัดถนนเส้นอุ้มผาง-คลองลาน หรือไม่?" article
'หอการค้าไทย' ชี้เศรษฐกิจปีนี้โตไม่เกิน4% เหตุการเมืองอึมครึม article
ไปรอด ไปโลด : รู้เรา ด้วยแผนธุรกิจ article
จีนจัดทัพเตรียมใหญ่ในอาเซียน article
งานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกเมืองคุนหมิงของจีนปี 2006 article
ศูนย์การค้าจีนไทยก่อตั้งขึ้นที่เมืองคุนหมิน article
บทสัมภาษณ์นายด่านศุลกากรเชียงแสน "สนับสนุนเขตปลอดภาษีหรือนิคมปลอดภาษีสินค้าจีนที่เชียงราย" article
แผนลงทุน Contract Farming ปี 2549-2550 จังหวัดตาก article
ขอเชิญร่วมถวายพระพรและบริจาคในโครงการ "ไทยทั้งชาติ ถวายพระพร ร้อยอักษร ถวายพระเจ้าอยู่หัว" article
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 15 ส.ค. 2550
สินค้าเปิดศึกรับลมหนาว +สกินแคร์/เสื้อกันหนาว/เครื่องทำน้ำอุ่นอัดกิจกรรมแย่งแชร์อุตลุด
เสื้อผ้าโลคัลลุ้นเศรษฐกิจฟื้น + พีน่ากรุ๊ปเร่งบริหารต้นทุนเพิ่มทางรอด/บลู พินฯเลื่อนนำเข้า 2 แบรนด์อินเตอร์
เชิญบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยนากรีส
ก๊าซหุงต้มถังละ300 +ชง 'ปิยสวัสดิ์' ชี้ขาดเดือนนี้/จี้แท็กซี่ติดเอ็นจีวี รับเปลี่ยนตัวถังฟรี ***หัวหน้าข่าวต่อ::สินค้าจ่อปรับราคาอีก10รายการ
อุดรฯตั้งหอการค้าระดับอำเภอ รองรับศก.ขยายตัว
ขุมทรัพย์ครึ่งแสนล้านไทย ยังไม่ติดเชื้อไฟสงครามย่างกุ้ง
เผือกร้อน...บิ๊กหอการค้าไทย 19 หอฯภาคอีสานสิ้นหวัง พ.ร.บ.ค้าปลีก
ศูนย์การค้ารวมพลังร้องพาณิชย์ ค้าน"ม.24"พรบ.ค้าปลีกฉบับสนช.
นักธุรกิจไทยหนีลงทุนพม่าซบเวียดนาม ด้านหอฯ เชียงรายเร่งหม่องเปิดด่านจีน
พ.ร.บ.ค้าปลีกแท้ง! โมเดิร์นเทรดเฮ... กรรมาธิการสนช.แห้ว
เปิดโอทอปบึงลาดโพธิ์ บริการนักท่องเที่ยว
ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามอง
บริหารการเงิน...เพื่อชีวิตที่พอเพียง
Silverlake” อาณาจักรไร่องุ่นของ “สุพรรษา” นางเอกรุ่นใหญ่
‘สปันจ์’ เบเกอรี่เงินล้านลุยแฟรนไชส์
เชื่อมั่นภาค ‘การค้า-บริการ’โงหัวไม่ขึ้น สสว.เผยดัชนี “อสังหาฯ” กระทบหนักสุด
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 04 ก.ย. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 5 ก.ย. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 28 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 28 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 28 ส.ค. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 23 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันที่ 23 ส.คง 50
เชิญเข้าร่วมงานแสดงสินค้าTHAIFEX - World of Food ASIA 2008
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันที่ 21 ส.ค. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 20 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 20 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 20 ส.ค. 50
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 20 ส.คง 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 20 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 16 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 16 ส.ค. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 16 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 15 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประจำวันที่ 15 ส.ค.50
ดูริโอ้” ธุรกิจนักเศรษฐศาสตร์ คนตกงานสู่เถ้าแก่รุ่นเยาว์
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 10 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 10 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 10 ส.ค. 2550
ฮงล้วแม่สอดสู้ค้าปลีกต่างชาติ ดึงลูกค้าไทย-พม่ากลับมาถึง 60%
ฮงล้วแม่สอดสู้ค้าปลีกต่างชาติ ดึงลูกค้าไทย-พม่ากลับมาถึง 60%
ยักษ์ค้าปลีก/คอนซูมเมอร์ ออกแคมเปญกระตุ้นกำลังซื้อ
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 06 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 06 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 06 ส.ค. 2550
เที่ยวอิ่มบุญกับไฮไลท์งานเข้าพรรษา
อนาคต"โชวห่วย"ใต้เงามัจจุราช(จบ) ห้างยักษ์ยึดทั่วไทยจุดจบร้านชุมชน
โมเดิร์นเทรดส่งโมเดลใหม่อาละวาด เย้ยกฎหมายค้าปลีกไทยเงื้อง่าราคาแพง
“ปิยะบุตร” ย้ำอุตฯ สิ่งทอยังไปได้-แถมต้องการแรงงานอีกเพียบ
ปัญหาแรงงานเข้าขั้นวิกฤติ 7จังหวัดอันดามันขาดแคลนหนัก
สิ่งทอผวาอียู-สหรัฐเลิกเซฟการ์ดจีน +มีผลบังคับใช้ไทยตกที่นั่งลำบาก/สั่งเบนเข็มเร่งยึดตลาดอาเซียน
ผลสำรวจ SMEs ให้ความหวังเชื่อปี 50 ทำรายได้ 4.908 ลล.บ.
ผลสำรวจ SMEs ให้ความหวังเชื่อปี 50 ทำรายได้ 4.908 ลล.บ.
เตรียมลดภาษีกู้เศรษฐกิจชายแดนใต้ เล็งผุดนิคมฯฮาลาลแห่ง 2 ที่นราธิวาส
ไม้พม่าทะลักเข้าไทยต่อเนื่อง 6 เดือน 1.5 หมื่นตัน 260 ล.
หอการค้าอุดรฯไอเดียกระฉูด จัดประกวด "แผนธุรกิจ" นักศึกษา ปูทางสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่
หอการค้า-เอกชนสงขลาชงรัฐ 6 มาตรการ อุ้มธุรกิจ12 อำเภอเสริมเขตพัฒนาพิเศษฯ
กรมส่งเสริมฯสอบข้อเท็จจริง"ผักกางมุ้ง" ย้ำหากรัฐผิดพร้อมเลิกหนี้เกษตรกรพบพระ
กรมส่งเสริมฯสอบข้อเท็จจริง"ผักกางมุ้ง" ย้ำหากรัฐผิดพร้อมเลิกหนี้เกษตรกรพบพระ
นักธุรกิจภูเก็ตนำเข้าจยย.ไฟฟ้าจากจีน เจาะตลาดกลุ่มประหยัดน้ำมัน-ดูแลสวล.
เงียบมานาน..พม่าพูดชัดประเคนหลุมก๊าซให้จีน
เตรียมความพร้อมโลจิสติกส์ไทย รับสถานการณ์เปิดเสรีการค้าจีน-อาเซียน
เส้นทางต่อสู้ค้าส่งค้าปลีกรายย่อยยุคค้าปลีกข้ามชาติสยายปีกเต็มเมือง
หอฯตราดชี้ปัญหาศก.-การเมือง ไม่กระทบท่องเที่ยว-ค้าชายแดน
พาณิชย์จัดประชุมใหญ่ดันธุรกิจไทยโกอินเตอร์
เผยพ.ร.บ.ค้าปลีกกระทบผู้บริโภค จับตาผลกระห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบ
โชวห่วยร้องพาณิชย์ยักษ์ค้าปลีกเร่งผุดสาขา
กรมพัฒนาธุรกิจฯ ดัน SMEs โกอินเตอร์ มั้นใจเศรษฐกิจชะลอตัวไม่กระทบธุรกิจไทย
สิ่งทอ - จักรยานยนต์ธุรกิจดาวรุ่ง …!แนะพ่อค้าไทยเกาะติดเวียดนามฟีเวอร์
โชวห่วยพะเยาผนึกสมาพันธ์ฯต้านห้างยักษ์ แนะปิดทางเข้า-พ่อค้าปากช่องนัดม็อบ 27 เม.ย.
ทันเกมภาษี (1)
โชวห่วยเชียงคำขึ้นป้ายต้าน"โลตัส"ทั่วเมือง หวังผังเมืองรวมสกัดทุนยักษ์ตอกเข็ม20พ.ค.
เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550
‘20 กฎ’ ลดภาษี บุคคลธรรมดา (3)
พ.ร.บ.ค้าปลีก: การตัดสินใจเพื่อคนไทยใช่หรือไม่? (ตอนจบ)
พ.ร.บ.ค้าปลีก : การตัดสินใจเพื่อคนไทยใช่หรือไม่? (ตอนที่ 1)
จาก ย่างกุ้ง สู่ราชธานี เนย์ปิดอว์
สสว.ยกระดับผู้ประกอบการแข่งขันเวทีโลก ‘ปิยะบุตร’เชื่อมั่น SMEs แกนหลักขับเคลื่อนศก.ไทย article
หอฯไทยจัดถกประเด็นเขตอุตสาหกรรมกัมพูชา article
อย่ามองข้าม Talent Management article
'อาเซียนซัมมิต'เครื่องร้อน ผู้นำ10ชาติตั้งเออีซีเร็วขึ้น 5 ปี article
เวียดนามเศรษฐกิจร้อน ส่งซิกลดค่าเงินด่ง? article
เก็บภาพประทับใจกับสถานที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นในความทรงจำ article
อินเดียขุดไอเดียทำโรงไฟฟ้าพม่าชิงก๊าซกับ ปตท. article
ธปท.เผยประเมินผลกระทบตลาดหุ้นไว้แล้ว-ยืนกรานไม่ทวนมาตรการ 30% article
ปล่อยรัฐฟ้องล้มละลาย ทางออกสุดท้าย'ไอทีวี' article
'สนธิ'สั่งปรับทัพรับมือรบในเมือง ปูดคนเถื่อนชุมนุม10ธ.ค. article
สุรยุทธ์ยัน ทหารสืบอำนาจ จะลาออก! article
นายกฯให้ศาลตัดสินทักษิณกลับเมืองไทย article
กมธ.ติดตามแก้ปัญหาสุวรรณภูมิลุยตรวจ-แก้ปัญหา “สุวรรณภูมิ” article
คนทีโอทีดิ้นส่งข้อมูลให้“คุณชายอุ๋ย” article
คตส.เตรียมฟันอีก 2 โครงการใหญ่ - สรุปที่ดิน “พจมาน” ก่อนปีใหม่ article
พม่าสั่งแบงก์ใหญ่ตรวจละเอียดห้ามรับฝาก ‘เงินบาป' article
ปิดทางนอมินีต่างด้าว พาณิชย์แก้ กม.คุมสิทธิ์ออกเสียง article
หากคนเลวไม่สำนึก ก็สมานฉันท์ได้ยาก ย้ำบ้านเมืองที่ล่มจม ‘ฝ่ายดี’ยังไม่สามัคคี article
หม่อมอุ๋ยยันไม่ป้องอ.สรรพากร ย้ำโทษต้องเป็นไปตามกฏหมาย article
บิ๊กแอร์บัสสยบกระแสลบ โชว์ A380 แตะ'สุวรรณภูมิ' article
ทรท.ร้อนตัว!!..รีบปฏิเสธส่งคนร่วมม็อบ 10 ธ.ค. article
ทางการหม่องลงดาบเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุจริตอีกนับร้อย article
เวียดนามเปิดสะพานแขวนเชื่อมอ่าวฮาลอง article
"สมภพ"ยันร่างกฎหมายค้าปลีกเป็นธรรม article
คนกรุงเตรียมควักกระเป๋าเพิ่ม บีทีเอสสรุปชัดขึ้นราคา 1 มี.ค.50 article
แรลลี่โฮจิมินห์-อุบลฯ-มุกดาหารร่วมเปิดสะพานมิตรภาพ article
มิติใหม่น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ นวัตกรรมรับกระแสรักสุขภาพ article
เชียงใหม่ฝันค้างสูญเม็ดเงินกว่า 3 พันล้าน "แม้ว"ไม่อยู่สารพัดเมกะโปรเจกต์ถูกระงับ article
อุ๋ยยื่นฟันรวด ครม.ทักษิณ ปลัดคลัง-บอร์ดออกหวยผิด ก.ม. article
สมาพันธ์ฯต้านค้าปลีกยักษ์บีบสนช. เร่งคลอดพ.ร.บ.ค้าปลีกก่อนเจอม็อบ article
พระเทพฯเสด็จเปิดสะพานโขง2 ค้าชายแดนคึกคัก-สินค้าผ่านเพิ่ม40% article
"ชวน"แนะฟื้นฟูสามเหลี่ยมศก.- เสริม 5 จว.เขตพิเศษฯ article
บทพิสูจน์นโยบายโปร่งใสของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ article
เอ็กซิมแบงก์ไทยช่วยขายพันธบัตรลาวระดมทุนน้ำเทิน 2 article
ไทย+17 ชาติ เซ็นลงขันทำทางรถไฟทรานส์เอเชีย article
พม่าจัดฉาก 'ซูจี' พบ 'แกมบารี' หวั่นถูกลงแส้ article
ตั้งราคาอย่างไร ให้กำไรที่สุด article
การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย article
Burmese workers fear Thai ID papers article
เปิด"คู่มือ"สู่"สุวรรณภูมิ" ไม่หลง-ไม่ไกล-ไปได้หลายทาง article
ลาก่อน...“ดอนเมือง” ที่คิดถึง article
ขอเชิญร่วมงาน "หอการค้าแฟร์ 2006" article
พม่า...โอกาสในแดนสนธยา article
ดัชนีความสุขผู้บริโภคเดือนก.ค.ลดลงจากเดือน มิ.ย.จากปัญหาการเมืองและค่าครองชีพ article
เดอะวอฟเฟิล’ ดันชอปพรีเมียม ยกระดับชนแฟรนไชส์ขนมนอก article
เผย 3 ปัจจัยหลักเตือนชะลอลงทุน สสว.เตรียมตั้งศูนย์เตือนภัย SMEs article
ชูธุรกิจโรงพยาบาลแชมเปี้ยนโปรดักต์ เชียงใหม่ลุ้น5พันล้านสปีด"ฮับสุขภาพ" article
‘โลตัส’ ลองของรุกเมืองปากพนัง - โชวห่วยม็อบต้านสุดฤทธิ์ article
ติวเข้มโชห่วยรับมือห้างค้าปลีกข้ามชาติรุกตลาดต่างจังหวัด article
ตั้งฮั่วเส็งฮึดสู้ศึกค้าปลีกลุยมินิซูเปอร์มาร์เก็ต article
เซย์ไฮ กับแนวคิด พรีเมี่ยม คอนวีเนี่ยนสโตร์ article
หอฯกระบี่ชูธงต้านยักษ์ค้าปลีก หวั่นซ้ำรอยทุบโชห่วยสูญพันธุ์ article
10 วิธีเริ่มธุรกิจแบบ "ฉลาดๆ" article
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10(พ.ศ.2550-2554) article
การใช้ Competency ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ อย่างมีประสิทธิภาพ article
จริยธรรมธุรกิจและจรรยาบรรณ article
ข่าวดี!!! เชิญสั่งจองเสื้อสีเหลือง ตราสัญลักษณ์ รุ่นใหม่ มีกระเป๋า article
ตลาดส่งออกไอศกรีมไทย article
โอกาศและอุปสรรค การส่งออกสินค้า OTOP article
การส่งออก อัญมณีและเครื่องประดับของอินเดีย article
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของกัมพูชา article
ขอเชิญร่วมแข่งขันแรลลี่การกุศล “หอการค้าไทย Family Rally” 49 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.