ReadyPlanet.com
dot
dot
ส่วนสมาชิกหอการค้า TakCC Member Login
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
สมัครสมาชิกหอการค้าจังหวัดตาก
dot
bulletสิทธิประโยชน์สมาชิก
bulletขั้นตอนการสมัคร
bulletdownload ใบสมัครสมาชิก
dot
เกี่ยวกับ หอการค้าจังหวัดตาก
dot
bulletประวัติหอการค้าจังหวัดตาก
bulletข้อบังคับ หอการค้าจังหวัดตาก
bulletวิสัยทัศน์
bulletโครงสร้าง และพันธกิจ
bulletทำเนียบคณะกรรมการ
bulletสถานที่ติดต่อ
dot
อัลบั้มภาพ
dot
bulletภาพกิจกรรม
bulletผลงานเด่นที่ผ่านมา
dot
รายงานการประชุม
dot
dot
ข้อมูลจังหวัด และ สถิติการค้า
dot
bulletข้อมูลจังหวัดตาก
bulletสถิติการค้าชายแดน จังหวัดตาก
bulletท่าสินค้า และ คลังสินค้า ชายแดน
bulletจุดท่องเที่ยวในจังหวัดตาก
dot
ข่าวสารประเทศเพื่อนบ้าน
dot
bulletพม่า
bulletจีน
bulletเวียดนาม
bulletกัมพูชา
bulletลาว
bulletฐานข้อมูลกลุ่มประเทศ GMS
dot
ลิงค์ที่น่าสนใจ
dot
bulletHOT LINKS
bullet รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง
bulletโครงการป้ายของดีจังหวัดตาก


http://www.dft.go.th/th-th/index


คนไทย อันตราย สินค้าเสี่ยงภัยเกลื่อนเมือง
คนไทย อันตราย สินค้าเสี่ยงภัยเกลื่อนเมือง
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 30 ตุลาคม 2551 09:54 น.
       ไอ๊หยา ! ชีวิตคนไทยแขวนอยู่บนเส้นด้ายอีกแล้ว
       เครื่องเขียน เสื้อผ้า มีสารก่อมะเร็ง และสารจำหน่ายระคายเคืองขายเกลื่อนทุกหย่อมหญ้า
       พ่อค้าแม่ขาย นักเรียน เด็กเล็ก คนทำงาน โดนกันถ้วนหน้า
       เร่งตรวจสอบสินค้า 10 บาทปลอดภัยหรืออันตราย
       

       ปลายเดือนพฤษภาคม 2551 ก่อนข่าววิกฤตการณ์นมปนเปื้อนสารเมลามีน (Melamine) จากจีนกระฉ่อน และสร้างความประหวัดพรั่นพรึงแพร่ขยายไปทั่วโลก หนังสือพิมพ์ โอเรียลทอล เดลี่ นิวส์ ของฮ่องกงรายงานว่า กรมตรวจสอบแห่งเมืองกวางเจา ได้เข้าตรวจสอบสินค้า เสื้อผ้าเด็ก ของเล่น และเครื่องเขียน ทั้งหมดพบว่า 30% ของสินค้าที่ตรวจไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ไนหลายกรณียังตรวจพบสารเบนซิน และสารเคมีอื่นๆที่เป็นอันตรายซึ่งสามารถพบได้ในสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าและน้ำยาลบคำผิด การได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณที่มากขึ้นสามารถก่อให้เกิดมะเร็งในเลือด และการเจ็บป่วยร้ายแรงอื่นๆ
       
       ที่ร้ายแรงที่สุดของข่าวชิ้นนี้ก็คือ สินค้าที่พบสารก่อมะเร็งยังคงเป็นสินค้าที่ขายดีในตลาด เหตุการณ์นี้ทุกคนต้องพึงระวัง!!!
       
       และที่ยิ่งต้องระวังเพิ่มเป็นทวีคูณ ก็เนื่องมาจากสินค้าเหล่านี้หลายตัว “ทะลัก” เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราเรียบร้อยแล้ว
       
       เครื่องเขียนอันตราย
       
       ปัจจุบันตลาดเครื่องเขียนในบ้านเราแต่ละปีมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท จากจำนวนสินค้านับพันไอเท็ม แต่ประเภทที่ส่อว่าจะเกิดปัญหากับผู้บริโภคนอกจากน้ำยาลบคำผิดที่ปัจจุบันมีมูลค่า 1,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว ยังมีสินค้าประเภทอื่นๆอีก โดยเฉพาะชนิดที่มีตัวทำละลายเป็นส่วนประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ปากกาลูกลื่น ปากกาเคมี(Marker) ปากกาไฮไลท์ เป็นต้น
       
       จากการพูดคุยกับ ปรีชา อาชามงคล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และ วรพจน์ ซึ้งธรรมรส ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นีเวลล์ รับเบอร์เมด (ประเทศไทย) จำกัด ได้เล่าให้ “ผู้จัดการรายสัปดาห์” ฟังว่า ปัจจุบันมีน้ำยาลบคำผิดเข้ามาในตลาดบ้านเราค่อนข้างมาก แต่ที่ผิดสังเกตก็คือสินค้าเหล่านี้หลายตัวที่มาจากจีนไม่ได้ผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งที่ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า น้ำยาลบคำผิดซึ่งเป็นเครื่องเขียนเพียงตัวเดียวต้องผ่านอย. เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมจะตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าในสารละลาย หรือสารประกอบที่ใช้ในตัวน้ำยาจะประกอบไปด้วยวัตถุอันตราย (อ่านข่าวประกอบ วัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียน) เพราะในน้ำยาลบคำผิดจะมีสารที่เป็นตัวทำละลายเพื่อให้เกิดน้ำยาสีขาว น้ำยาทำลายที่เขาใช้โดยทั่วไปมันมีอยู่หลายกลุ่มมาก แต่บางกลุ่มที่เขาใช้มันมีอันตรายในแง่ของการทำลายระบบหายใจ และเป็นสารที่ทำให้ก่อเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะน้ำยาลบคำผิดที่มีส่วนประกอบของน้ำมันเบนซิน และสาร trichloroethane หรือที่รู้จักกันดีในหมู่ของผู้ประกอบการภายใต้ชื่อ 111
       
       ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการเทคนิคคณะที่ 26 โครงการฉลากเขียว สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมระบุถึงข้อกำหนดพิเศษของน้ำยาลบคำผิดว่า จะต้องไม่มีสารดังต่อไปนี้เป็นส่วนประกอบ คือ 1.สารที่เป็นสารก่อมะเร็งตามรายชื่อใน group 1 (สารก่อมะเร็งที่ได้รับการยืนยันแล้ว) และ group 2 (สารที่มีหลักฐานเพียงพอว่าก่อมะเร็ง) ของ International Agency for Research on Cancer (IARC) และที่มีประกาศเพิ่มเติม และ 2.สารประกอบอินทรีย์ฮาโลจิเนต (halogenated organic components) เช่น สาร 1,1,1-trichloroethane
       
       “ตอนนี้มีผู้นำเข้าอิสระมาจากหลายแหล่งนำเข้ามาเอง ด้วยความรวดเร็ว ราคาถูก ต้นทุนถูก นำเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาตจากอย. และมีขายในตลาดเต็มไปหมด”
       
       จากการสำรวจตลาดพบว่าตลาดน้ำยาลบคำผิดในบ้านเรา แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรก เป็นของที่มีคุณภาพ ตราสินค้ามีชื่อเสียง ได้รับอนุญาตจากอย. มีมาตรฐานอุตสาหกรรม ที่เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนี้ ได้แก่ ลิควิดเปเปอร์, เรโนลต์ เป็นต้น เนื่องจากเป็นสินค้าคุณภาพทั้งตัวน้ำยาลบคำผิด และบรรจุภัณฑ์ จึงทำให้ราคาสินค้าค่อนข้างสูงตามไปด้วย คือประมาณ 45-55 บาท มีลิควิดเปเปอร์เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 60% กลุ่มที่สอง เป็นน้ำยาลบคำผิดที่นำเข้าจากประเทศจีน ในกลุ่มนี้ยังสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก นำเข้าสินค้าจากจีน แต่นำเข้าโดยถูกกฎหมายด้วยการส่งสินค้าไปให้อย.ตรวจสอบ สินค้ามีตราสินค้า และมีการทำตลาดพอสมควร ส่วนที่สอง นำเข้าจากจีนเช่นกันแต่ไม่ได้ส่งสินค้าให้อย.ตรวจสอบมาตรฐาน วางขายในราคาถูกเพียง 9-12 บาทเท่านั้น ไม่มีการทำตลาด ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่าเป็นสินค้าค่อนข้างเสี่ยง
       
       ที่น่าตกใจก็คือสินค้าที่ถือว่าอันตรายต่อผู้บริโภคคนไทยตัวนี้มีขายในบ้านเรามานานนับสิบปี และถึงเวลานี้ก็ยังคงมีจำหน่ายอยู่ตามร้านเครื่องเขียนทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดแทบทุกร้าน โดยมีแหล่งกระจายสินค้าใหญ่อยู่ที่ตลาดสำเพ็ง ซึ่งกระบวนการนำเข้าก็ง่ายแสนง่าย และยากจะจับมือใครดม เพราะมีผู้นำเข้าอิสระเป็นจำนวนมาก แถมมูลค่าตลาดยังสูงถึง 200 ล้านบาทต่อปี จึงยั่วยวนให้รายใหม่ๆทยอยเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก
       
       แต่จะว่าไปแล้วสินค้าประเภทน้ำยาลบคำผิดทุกตัวที่มีสารทำละลายไม่ว่าแบรนด์ใดๆ ล้วนมีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่สูดแล้วไม่เป็นอะไร หรือสูดแล้วก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น กรณีของลิควิดเปเปอร์ก็ตระหนักในเรื่องนี้ แม้ว่าตัวผลิตภัณฑ์และตัวทำละลายจะผ่านมาตรฐานอย. และได้รับฉลากเขียวว่าไม่เป็นภัยต่อผู้บริโภคก็ตาม แต่ก็ยังจงใจใส่กลิ่นคัสตาร์ดเข้าไปเพื่อทำสร้างกลิ่นให้ฉุน เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกระคายเคืองจะได้ไม่ดม ขณะที่บางยี่ห้อที่เป็นอันตรายอาจใช้จุดขายตรงกลิ่นหอม ทำให้ผู้บริโภคคิดว่าเป็นของดี
       
       ใครคือเหยื่อ
       
       หากพิจารณาผู้ใช้สินค้าพวกนี้คงหนีไม่พ้นบรรดานักเรียน นักศึกษา เป็นหลัก เนื่องจากนิยมซื้อของโดยคำนึงถึงราคามากกว่า โดยเฉพาะนักเรียนตามต่างจังหวัด อีกทั้งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่าน้ำยาลบคำผิดต้องมีเครื่องหมายอย. อยู่ด้วย จึงคิดว่าใช้สินค้าของยี่ห้อไหนก็เหมือนกัน โดยไม่คาดคิดมาก่อนว่ามีอันตรายแอบซ่อนอยู่ในน้ำยาลบคำผิดชนิดขวดหรือชนิดปากกาที่พวกเขาใช้อยู่ บางครั้งบรรดาตะกั่ว หรือปรอทยังอาจเคลือบมากับบรรจุภัณฑ์ และบางครั้งน้ำยาที่ถูกทาทับบนกระดาษทั้งที่แห่งแล้วหรือยังเปียกอยู่ก็อาจเป็นอันตรายหากใครบางคนไปสัมผัสเข้า
       
       “สัมผัสก็สามารถซึมเข้าร่างกายได้ด้วย เพราะมันมีสารตกค้าง เพราะบางทีการฉีดตัวด้าม หรือบาร์เรล บางทีเขาฉีดด้วยพลาสติกในพลาสติกบางทีมีการใส่เม็ดสีลงไปเพื่อให้ตัวด้ามเป็นสีนั้นสีนี้ มันจะมีสารตะกั่วสารปรอท เหมือนกับกรณีของเล่นเด็กที่สารปรอทหรือตะกั่วตกค้างอยู่ มันก็รับได้ทั้งในแง่ของไอระเหย จับ และการกินเข้าไป”
       
       ขณะที่บรรดาบริษัท หรือหน่วยงานราชการ แม้จะเป็นอีกกลุ่มที่นิยมใช้น้ำยาลบคำผิด แต่กลุ่มนี้มักซื้อสินค้าที่มียี่ห้อมากกว่า เนื่องจากกลุ่มนี้อาจเคยมีประสบการณ์จากการซื้อสินค้าโดยมองที่ราคา แต่เมื่อนำไปใช้จะพบว่าจากจำนวนที่ซื้อมา 10 แท่งจะใช้ได้จริงเพียง 5 แท่งเท่านั้น มิหนำซ้ำมีระยะเวลาในการใช้ได้เพียงไม่กี่วัน หรือบางกรณีระบุข้างบรรจุภัณฑ์ว่ามีปริมาตร 7 หรือ 10 ml แต่พอเขย่าจริงมีจำนวนของเหลวที่อยู่ข้างในไม่ถึงจำนวนที่ระบุ
       
       สำหรับรูปร่างหน้าตาของสินค้าในกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่มักจะใช้กระดาษ หรือสติ๊กเกอร์รูปการ์ตูน สีสัดสดใส พันทับบรรจุภัณฑ์ ส่วนใหญ่เป็นแบบปากกา เพื่อดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายหลักคือกลุ่มผู้หญิง
       
       นอกจากน้ำยาลบคำผิดแล้ว เครื่องเขียนประเภท ปากกาลูกลื่น ปากกาเคมี(Marker) ปากกาไฮไลท์ ยังอาจเป็น “อาวุธ” พิฆาตตนเองโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากแต่ละสินค้าที่ว่านั้นต่างมีตัวทำละลายเป็นองค์ประกอบหลัก ที่สำคัญ และสินค้าหลายตัวเป็นสินค้าที่ผลิตมาจากประเทศจีน แถมมีบางสินค้าเป็นโรงงานของคนจีนที่เข้ามาเปิดในประเทศไทยทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด
       
       อย่างไรก็ตาม สินค้าเหล่านี้ที่ผลิตจากจีนหรือผลิตโดยคนจีนในไทยไม่ใช่จะน่ากลัวไปทั้งหมด แต่ที่ควรจับตาให้มากก็คือปากกาที่ขายปลีกต่ำกว่าราคาขายตามในท้องตลาดมาก เช่น ราคาจำหน่ายตามร้านทั่วไปอาจจะประมาณ 20-40 บาทต่อด้าม แต่สินค้าที่ “น่ากลัว” อาจจำหน่ายในราคาเพียงด้ามละ 6-12 บาทเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันสินค้าที่เข้าข่ายในลักษณะนี้มีเป็นจำนวนมาก เพราะทุกโรงงานสามารถผลิตสินค้าพวกนี้กันได้ทั้งนั้น ที่สำคัญเวลานี้คนไทยใช้ปากกาเคมีทั้งที่มี 1 หัว หรือ 2 หัวกันมากทั้งนักเรียนที่ใช้เขียนบอร์ดทำรายงาน พ่อค้าแม่ขายที่ใช้เขียนป้ายบอกราคา พนักงานตามบริษัทที่ต้องใช้เขียนเพื่อระบุประเภทสินค้า ซึ่งกลุ่มต่างๆที่กล่าวมาล้วนเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ใช้สินค้าประเภทนี้เช่นกันเพราะจะให้ความสำคัญกับราคาเช่นเดียวกับน้ำยาลบคำผิด จนเวลานี้มูลค่าตลาดสูงกว่าตลาดน้ำยาลบคำผิด แสดงให้เห็นว่ามีคนที่ใช้สินค้าที่ว่านี้จำนวนมหาศาล
       
       บางครั้งผู้บริโภคอาจไม่รู้ว่าตนกำลังซื้อสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และกำลังจะทำร้ายตนเองโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่พอจะช่วยได้ในการซื้อสินค้าประเภทนี้ก็คือ พิจารณาจากตราสินค้า บริษัทนำเข้าที่เชื่อถือได้ ผลิตภัณฑ์อยู่ในแพ็คสะอาด มีวันที่หมดอายุ มีผู้ผลิตแน่นอน วัสดุที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์เป็นของดี ส่วนการดูตรา อย. ก็เป็นอีกหนทางที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการซื้อสินค้า แต่ควรพึงระวังไว้สักเล็กน้อยว่า บางสินค้าอาจสวมรอยใช้ตรา อย.ปลอม เหมือนกรณีรถยนต์ที่สวมทะเบียนปลอม ทำให้การซื้อโดยพิจารณาจากตรงนี้เพียงอย่างเดียวอาจยากพอสมควร
       
       ซื้อเสื้อ ต้องดูเนื้อ ระวังสี
       
       เสื้อผ้าเป็นอีกหนึ่งหมวดสินค้าที่ได้รับการตรวจว่าไม่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค กรมตรวจสอบของจีนพบว่า 70% ใช้สีที่ไม่ทนน้ำ หรือเหงื่อ ผู้ชำนาญการของจีนระบุว่า หากใช้สีที่ห้ามใช้นี้ในเสื้อผ้าเด็กในระยะยาวก่อให้เกิดสารมะเร็งได้
       
       “สีที่ไม่ทนน้ำหรือเหงื่อจะทำให้สีตก เมื่อโดนผิวหนังจะถูกดูดซึมเข้าไป หากหายใจก็จะไอด้รับสารพวกนี้เข้าไปด้วย รวมถึงไอระเหยไปที่ตาๆก็จะแสบ และก่อให้เกิดมะเร็ง” หนังสือพิมพ์โอเรียลทอล เดลี่ ระบุ
       
       สิ่งที่น่าสนใจและมีผลประทบมายังเมืองไทยก็คือ ปัจจุบันเสื้อผ้าหลายยี่ห้อผลิตมาจากโรงงานในประเทศจีน ทั้งที่เป็นยี่ห้อหรูหราจากต่างประเทศวางขายในห้างสรรพสินค้ามีระดับ หรือสินค้าโนเนมวางขายแบกะดินตามตลาดนัดตัวละไม่กี่สิบบาท ซึ่งเสื้อผ้าที่เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบจาก “สีมรณะ” ที่ว่านี้น่าจะเป็นเสื้อที่วางจำหน่ายในตลาดล่างเป็นหลัก
       
       จักสรณ์ วรางค์ศรีศิริ กรรมการผู้จัดการ ธนวัฒน์แฟชั่นเฮ้าส์ ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับตลาดเสื้อผ้า ที่ปัจจุบันการส่งออกไม่ค่อยดี ส่งผลให้การแข่งขันในประเทศค่อนข้างรุนแรง จนหลายๆรายหันมาใช้วิธีการลดต้นทุนด้วยการใช้ผ้าใยสังเคราะห์หรือโพลีเอสเตอร์แทนการใช้คอตตอน ซึ่งผ้าใยสังเคราะห์จะระบายลมได้ไม่ดีเท่าผ้าคอตตอน ส่งผลให้เกิดการอับเหงื่อ เกิดอาการคัน และอาจจะระคายเคืองสำหรับผู้บริโภคบางรายที่มีอาการแพ้ง่าย
       
       ทั้งนี้การเกิดขึ้นของผ้าโพลีเอสเตอร์ เริ่มต้นจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนจนทำให้ผลผลิตฝ้ายที่ใช้ทำผ้าคอตตอนในตลาดโลกมีปริมาณลดลง ทำให้เสื้อผ้ามีราคาแพง ดังนั้นญี่ปุ่นจึงคิดค้นพัฒนาผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งเหมาะกับผู้บริโภคในประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เนื่องจากเนื้อผ้าที่ไม่มีประสิทธิภาพในการระบายอากาศ ทำให้รักษาความอบอุ่นให้กับผู้สวมใส่ ทว่าไม่เหมาะกับประเทศในเขตร้อนอย่างเมือง ทว่าด้วยราคาที่ถูกส่งผลให้เสื้อผ้าที่ผลิตจากโพลีเอสเตอร์ได้รับความนิยมโดยเฉพาะในตลาดล่างที่เน้นการทำราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่งเป็นหลัก
       
       ต้นทุนของเนื้อผ้าที่เป็นคอตตอนจะขึ้นอยู่กับสี ถ้าเป็นสีอ่อนก็จะมีราคาถูกกว่าสีเข้ม เนื่องจากต้องใช้สารเคมีในการย้อมสีผ้าค่อนข้างมาก แต่หากเป็นผ้าใยสังเคราะห์แล้วแต่ละสีจะมีต้นทุนที่ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยตลาดของผ้าใยสังเคราะห์ค่อนข้างเปิดกว้างโดยเฉพาะในยุคที่แฟชั่นเสื้อเหลืองได้รับความนิยม หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่กระแสดังกล่าวเริ่มซาลงไป แต่หลายองค์กรก็มีการทำเสื้อผ้าให้กับพนักงานโดยใช้ผ้าโพลีเอสเตอร์
       
       ในขณะที่ตลาดระดับบนจะเน้นเนื้อผ้าคอตตอนมากกว่า หรืออาจจะมีการใช้เนื้อผ้าผสม 65:35 โดย 65% จะเป็นคอตตอน และ 35% เป็นโพลีเอสเตอร์ หรือบางดีไซน์ก็อาจใช้โพลีเอสเตอร์บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะระบุวัตถุดิบอย่างตรงไปตรงมาทำให้ได้รับความเชื่อถือจากลูกค้า ซึ่งต่างจากตลาดล่างที่ไม่มีการระบุให้ผู้บริโภครับรู้ว่าสินค้านั้นๆเป็นเนื้อผ้าชนิดใด
       
       “คนที่อยู่นอกวงการคงยากที่จะแยกออกด้วยสายตา เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆส่งผลให้ผ้าโพลีเอสเตอร์มีลักษณะภายนอกที่ใกล้เคียงกับผ้าคอตตอนค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเงาของผ้า หรือความยืดหยุ่นของผ้า สามารถทำให้ใกล้เคียงกับคอตตอนได้ แต่เวลาใช้จะรู้สึกร้อน หรือหากใช้ไปนานๆ จะเกิดขุย หรือเป็นขน ซึ่งวิธีเดียวที่จะพิสูจน์ว่าเป็นเนื้อผ้าชนิดใดคือการใช้ไฟหรือความร้อนในการเผาเส้นด้ายในเนื้อผ้า ซึ่งหากไหม้กลายเป็นขี้เถ้าก็จะเป็นผ้าคอตตอน แต่ถ้าด้ายหงิกงอเหมือนการเผาเชือกฟางก็จะเป็นผ้าใยสังเคราะห์” จักสรณ์ กล่าว
       
       สำหรับผู้ผลิตและพ่อค้า ต่างคร่ำหวอดในวงการจึงรู้จักเนื้อผ้ากันอย่างดี และเวลาสั่งซื้อสินค้าก็จะขึ้นอยู่กับเนื้อผ้าที่ใช้ผลิต เพราะมีต้นทุนที่ต่างกัน แต่เมื่อผ่านไปสู่การขายไปยังผู้บริโภค ก็จะเป็นขั้นตอนที่อาจจะมีการโกหกลูกค้าว่าเป็นผ้าคอตตอน เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเนื้อผ้าทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งต่างจากเสื้อผ้าที่มีแบรนด์เป็นที่ยอมรับ ที่ต้องรักษามาตรฐานสินค้าเอาไว้ เมื่อใช้ผ้าคอตตอนมาตลอดก็ต้องใช้ต่อไปเพื่อรักษาความพึงพอใจของผู้บริโภค ในขณะที่ตลาดเสื้อผ้าระดับล่างก็ไม่มีใครใช้ผ้าคอตตอนมาทำเพราะต้นทุนก็จะสูงขึ้นทำให้ไม่สามารถขายในราคาที่จูงใจผู้บริโภคได้
       
       อย่างไรก็ดีนอกจากเรื่องของเนื้อผ้าแล้ว ยังมีเรื่องของสีที่ใช้ในการสกรีนเสื้อผ้า ซึ่งมี 2 ประเภทคือ สีน้ำหรือสีที่จมลงไปในเนื้อผ้า ซึ่งจะใช้กับเนื้อผ้าที่มีสีอ่อนเท่านั้น ส่วนเนื้อผ้าที่มีสีเข้มจะใช้สียาง หรือสีลอย ซึ่งสีประเภทหลังมีส่วนผสมของทินเนอร์ค่อนข้างมากซึ่งส่งผลหากมีการสูดดมเข้าไปในปริมาณที่มาก ซึ่ง จักสรณ์ ได้กล่าวถึงกระบวนการของเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่มีกระบวนการในการรีดซึ่งทำให้กลิ่นสีจางไป ขณะที่ตลาดล่างอาจมีการเร่งการผลิต พอสกรีนผ้าเสร็จก็บรรจุเข้าถุงทำให้กลิ่นสียังคงอยู่ ดังนั้นเมื่อซื้อไปแล้วควรซักและรีดก่อนใส่ เพราะจะทำให้กลิ่นทินเนอร์ที่ปะปนมากับสีสกรีนเจือจางลง ทั้งนี้ในการรีดทับสีสกรีนควรมีผ้ามารองหรือกลับด้านเสื้อผ้า โดยรีดด้านที่ไม่มีสีสกรีน จะช่วยถนอมให้สีสกรีนไม่เสื่อมสภาพเร็วเกินไป
       
       “กระบวนการสกรีนสีลงบนเสื้อผ้าเป็นขั้นตอนที่ส่งผลต่อคนงานทำสีสกรีนเสื้อผ้ามากกว่าผู้บริโภค เพราะเมื่อซื้อเสื้อผ้ามาผ่านไปสัก 2 วันกลิ่นก็จะจางลง แต่ในร้านสกรีนเสื้อผ้าที่เป็นห้องแถวเล็กๆอาจไม่มีการป้องกันพิษ เช่นการปล่อยน้ำเสียที่ใช้ล้างเฟรมที่ใช้สกรีนสีลงสู่ธรรมชาติ หรือคนงานหากไม่สวมผ้าปิดปาก หรือสถานที่ทำงานไม่มีการระบายอากาศที่ดีก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนงานได้ ซึ่งโรงงานเล็กๆเหล่านี้มักหลุดพ้นจากการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ ในขณะที่โรงงานใหญ่มีการทำตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว” จักสรณ์ กล่าว
       
       ระวังภัยของถูก
       
       จากการสำรวจของ “ผู้จัดการรายสัปดาห์” พบว่าปัจจุบันร้านค้าประเภท 10 บาท หรือร้านค้าราคาพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านเร่ไปตามตลาดนัดบ้าง หรือเช่าพื้นที่ตามห้างเพื่อขายของราคาถูก ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากมีราคาเป็นตัวดึงดูด ทว่าสินค้าเหล่านั้นส่วนใหญ่มักมีคุณภาพตามราคา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากพลาสติก หรือสินค้าประเภทเคมีสังเคราะห์ทั้งหลายจะมีกลิ่นที่ชวนให้ปวดหัวอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นภาชนะพลาสติก ถ้วย ถัง กะละมัง ต่างๆ ตลอดจนที่เช็ดกระจกซึ่งในส่วนของฟองน้ำจะมีกลิ่นเคมีที่ฉุนมาก ซึ่งสินค้าเหล่านี้ไม่ได้มีหน่วยงานใดออกมารับรองมาตรฐานความปลอดภัย โดยสินค้าหลายรายการมิได้ระบุแหล่งที่มาหรือแหล่งผลิตว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด จึงเป็นการยากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไล่ตรวจสอบไปถึงต้นตอแหล่งผลิตสินค้าที่อาจก่อให้เกิดพิษต่อผู้บริโภค
       
       นอกจากบรรดาสินค้าราคาถูกจากร้าน 10 บาท ตามตลาดนัดแล้ว ในห้างสรรพสินค้าเองก็ยังพบว่ามีสินค้าบางกลุ่มที่ควรได้รับการตรวจสอบความปลอดภัย โดยเฉพาะของเล่นจากเมืองจีนที่มักมีกลิ่นฉุนของพลาสติกหรือกลิ่นสีที่ใช้เคลือบของเล่น ซึ่งในส่วนของสีอาจมีการหลุดลอกติดมือเป็นอันตรายต่อผู้จับต้องสินค้าเหล่านี้ หรือแม้แต่แผนกกีฬาก็ยังมีสินค้าบางรายการบางรุ่นจากเมืองจีนที่ต้องตรวจสอบ เช่น ไม้ปิงปองจากเมืองจีนซึ่งมีราคาถูกกว่าไม้ปิงปองทั่วไป จะมีกลิ่นเหม็นของหนัง กลิ่นยางหรือวัสดุสังเคราะห์ที่ใช้ติดบนไม้ปิงปอง หรือบางรุ่นมีกลิ่นเหม็นคล้ายน้ำมันก๊าด ซึ่งไม่น่าจะปลอดภัยต่อผู้บริโภค สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงภัยใกล้ตัวจากการใช้สินค้าต่างๆในชีวิตประจำวันที่เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้มากขึ้น
       
       ************
       
       เครื่องสำอางอันตราย
       
       ไม่ใช่แค่บรรดาเครื่องเขียน เสื้อผ้า ทั้งที่ผลิตในไทยหรือในจีนเท่านั้นที่มีปัญหา แต่เครื่องสำอางที่ฉาบทาคุณสาวๆให้สวยเช้งก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อใบหน้าของคุณสุภาพสตรีเช่นเดียวกัน แต่กรณีนี้ยังโชคดีที่ อย.เข้ามาดูแล ต่างจากเสื้อผ้าและสินค้าอื่นๆที่ไม่มีอย.มาคอยสอดส่อง
       
       จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจพบเครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้จำนวนมาก และมีการประกาศรายชื่อเครื่องสำอางอันตรายดังกล่าวให้ประชาชนทราบเป็นระยะ เพื่อจะได้ระมัดระวังไม่ซื้อมาใช้นั้น ทาง อย. ได้มีการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านเครื่องสำอางอย่างต่อเนื่องและดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง
       
       ที่ผ่านมาได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ออกเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางตามร้านค้าในเขตกรุงเทพฯ และส่งตรวจวิเคราะห์หาสารห้ามใช้ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค พบเครื่องสำอางมีสารห้าม ใช้รวม 23 รายการ มีส่วนผสมของกรด เรทิโนอิกหรือกรดวิตามินเอ สารประกอบของปรอท และไฮโดรควิโนน ซึ่งสารห้ามใช้ทั้ง 3 ชนิด ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคืองและเป็นสาเหตุทำให้ผิวหน้าถึงขั้นเสียโฉม รวมทั้งยังพบเครื่องสำอางอีก 2 รายการมีปริมาณสารสำคัญเกินกว่าร้อยละ 20 ของที่แจ้งไว้บนฉลาก จัดเป็นเครื่องสำอางปลอม จึงขอเตือนประชาชนอย่าซื้อมาใช้ เด็ดขาด
       
       สำหรับรายชื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมีดังต่อไปนี้
       
       เครื่องสำอางที่ตรวจพบไฮโดร ควิโนน ได้แก่ (1) โลชั่นปรับสภาพผิวเอสจี (ขายพร้อม Mui Lee Hiang ครีมทาสิวฝ้า) ผลิตโดย บริษัท บูมบิซิเนสส์ จำกัด 59 ถ. โรจนะ ม. 9 ต. วังน้อย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เลขที่ผลิต 01 วันที่ผลิต 12-01-50 (2) มิสเดย์ หน้าเด้ง ขาวใสกระชับ (ครีมแก้ฝ้า) ผลิตโดย บริษัท เนเจอร์เฮิร์บ จำกัด 1218/89 ม. 6 ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เลขที่ผลิต 0012 วันที่ผลิต 090807
       
       (3) วินเซิร์ฟ โลชั่นลดฝ้า-กันแดด ผลิตโดย บริษัท ฟรี เวย์ บิวตี้ จำกัด 21/217 แขวง/เขตบางแค กรุงเทพฯ วันที่ผลิต 07.50(4) 3 ทรีเดย์ ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน (ครีม) (5) 3 ทรีเดย์ ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน (โลชั่น) ทั้ง 2 ชนิดระบุเลขที่ผลิต 010708 วันที่ผลิต 27012005 (6) 3 Tree Days Natural DUO BEAUTY LIGHTENING (โลชั่น) เลขที่ผลิต 010707 วันที่ผลิต 28012005 โดยลำดับที่ 4-6 ผลิตโดย บริษัท ทรีเดย์ (ประเทศไทย) จำกัด 872/1084 ม. 18 บางกะปิ กรุงเทพฯ (7) พรีม PREAME ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน (ครีม ลดริ้วรอย)
       
       (8) พรีม PREAME ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน (โลชั่นป้องกันแสงแดด) ทั้ง 2 ชนิดผลิตโดย บริษัท พรีเม่ กรุ๊ป จำกัด 872/1084 ม.18 บางกะปิ กรุงเทพฯ เลขที่ผลิต 010706 วันที่ผลิต 25012005 (9) แพน-วี เนเชอรัล ครีม สมุนไพรลดสิว ฝ้า (โลชั่น) ผลิตโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด อีด้าแพน 325/34 กรุงเทพฯ (10) D White Night Time (ครีมแก้ฝ้า ดีไวท์ ไนท์ไทม์) ผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย บริษัท ดีไวท์ เฮอเบอร์ จำกัด 199/4511 บางบัวทอง นนทบุรี วันที่ผลิต 15-03-50(11) MEDEXT BLEACHING CREAM (บรรจุอยู่ใน MEDEXT BLEACHING SET ชุดแก้ฝ้าปรับสภาพผิว)ผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย บริษัท โปรดักส์ พลัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 105/181 เคหะร่มเกล้า ลาด กระบัง กรุงเทพฯ เลขที่ผลิต 05 วันที่ผลิต 011102
       
       เครื่องสำอางที่ตรวจพบ สารประกอบของปรอท ได้แก่ (12) ครีม บัวหิมะ หลิง หลิง รุ่นวันหมดอายุ 04/11/08 และ 11/10/08 เลขที่ผลิต 11/06 รุ่นวันหมดอายุ 09/10/08 เลขที่ผลิต 10/06 และรุ่นวันหมดอายุ10/10/08 (13) ครีมโสมเหม่ยเซิน (Mei Zhen) เลขที่ผลิต 12/06 ผู้แทนจำหน่ายของทั้ง 2 ยี่ห้อ คือ บริษัท เอสอาร์ วี เทรด ดิ้ง จำกัด 117/4 ม.6 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ (14) Dr. JAPAN Green Tea Cream & Repair Serum (Green Tea Cream) ผลิตโดย บริษัท บี แอนด์ บี คอสเมติก จำกัด 671/3 บางนา-ตราด บางพลี สมุทรปราการ เลขที่ผลิต 01 วันที่ผลิต 30-01-06 (15) Dr. JAPAN GREEN TEA CREAM(16) ครีมชาเขียว DR. JAPAN ทั้ง 2 ชนิดผลิตโดย บริษัท โอเรียวชา (ประเทศญี่ปุ่น ) จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท บี แอนด์ บี คอสเมติก จำกัด
       
       (17) OEISHI GREEN TEA CREAM & HONEI MEAL (ขายพร้อมสบู่ชาเขียวสครับสูตรสปาOEISHI Classic) ผลิตโดย บริษัท โอเรียวชา (ประเทศญี่ปุ่น ) จำกัด จัดจำหน่ายโดยบริษัท ริช คอสเมติก (18) OEISHIGOAT MILK & WHITENING ครีมนมแพะ100% (ตลับฟ้า กลางคืน) ผลิตโดย The cosmetic Club of Thailand วันที่ผลิต 15/6/50 (19) QIAN LI BEI SI (Whitening & Speckle Cream; Night Cream) (20) QIANLI BEI SI (Nutitious Repair & Care Cream; Day Cream) ทั้งสองยี่ห้อมีผู้ผลิต/ ผู้จำหน่าย คือ HongKongQianlitang (International) Beauty care Health Care Product Co., Ltd. วันที่ผลิต 2006/09/06 (21) จินเหมยครีมสมุนไพรโสม
       
       เครื่องสำอางที่ตรวจพบกรดเรทิโนอิก ได้แก่ (22) GJ Oriental formula Green Tea Whitening Cream ผู้ผลิต บจก. ไบโอแลนด์ (ประเทศญี่ปุ่น) ผู้แทน จำหน่าย บจก. จีเจ มาร์เก็ตติ้งเครื่องสำอางที่ตรวจพบไฮโดรควิโนนและกรด เรทิโนอิก (23) D White Night Time (โลชั่น- กันแดดดีไวท์) ผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย บริษัท ดีไวท์ เฮอเบอร์ จำกัด 199/4511 บางบัวทอง นนทบุรี วันที่ผลิต 15-03-50
       
       นอกจากนี้ ยังตรวจวิเคราะห์พบเครื่องสำอางที่มีปริมาณสารสำคัญ คือ กรดแลคติค เกินกว่าร้อยละ 20 ของที่แจ้งไว้บนฉลาก จำนวน 2 รายการ ได้แก่ (24) PLUS + WHITE COSME CEUTICAL AHA 20%TREATMENT SERUM วันที่ผลิต 120107 และ (25) PLUS + WHITE COSMECEUTICAL AHA 25%TREATMENT SERUM วันที่ผลิต 100306 ผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย บริษัท โปรดักส์ พลัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 212/283-4 ซ.พัฒนาการ 66 แขวง/เขตประเวศ กรุงเทพฯ ซึ่งผลิต ภัณฑ์ ทั้งสองรายการเข้าข่ายเป็นเครื่อง สำอางปลอม และเนื่องจากมีกรดแลคติคในปริมาณสูงอาจทำให้ผู้บริโภคระคายเคือง หน้าแดง แส