| สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แอ้ดมั่นใจบาทแข็งไม่วิกฤติเท่าปี2540
จวกมั่วข่าว4รง.เจ๊ง นายกแอ้ดมั่นใจ บาทแข็ง ไม่วิกฤติเท่าปี40 จี้เดินเครื่องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ โฆสิต ควงผู้ว่าการ ธปท. จับเข่าคุยที่ทำเนียบฯ ล้อมคอก เสี่ย-เจ้าสัว แห่ปิดการโรงงาน อภัย ยันป่านนี้ไม่มีที่ไหนปิดจริงจัง แต่ต้องเฝ้าระวังไม่ประมาท เดินสายประชุมผู้ประกอบการ งัด 3 ทีเด็ดช่วยเหลือแรงงานยามฉุกเฉิน บอสรง.รองเท้ากรุงเก่าลั่นไม่ลอยแพ แค่ปรับแผนงานใหม่ ย้าย พนง. ไปบริษัทในเครือ จ่ายเงินเดือนเท่าเดิม ผู้ว่าฯสุพรรณสวดยับปลัดฯทำป่วน มั่วข่าว 4 รง.เจ๊งโดนระงับออร์เดอร์-แบงก์ไม่ปล่อยกู้-คนงานขวัญผวา เผย 14 จว.ทั่วไทยกระอักแล้ว แต่ยังแบกภาระได้ เร่งเดินหน้า กรมธรรม์คนว่างงาน ช่วยคนเตะฝุ่น ชาวเขาตกงานเครียดฆ่าตัวพิสดารสังเวยพิษ ศก. 1ศพ
ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 ส.ค. นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุตสาหกรรม นำผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ารายงานสถานการณ์ค่าเงินบาทให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีรับทราบ จากนั้น นายโฆสิต เปิดเผยว่า ระหว่างหารือกันนายกรัฐมนตรีสอบถามถึงเหตุการณ์ปิดโรงงานอุตสาหกรรม ได้ชี้แจงว่าไม่น่าวิตก เพราะปัญหาส่วนใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมคือขาดแคลนแรงงานเกิดขึ้นเฉพาะจุดและโรงงานบางแห่งเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารของภาคเอกชนว่าจะจัดการดูแลแรงงานที่เดือดร้อนอย่างไรบ้างและทางรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหานี้มาก
ส่วนแนวทางแก้ปัญหาค่าเงินบาท 6 มาตรการนั้น รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าคงต้องรอดูผลอีกระยะหนึ่ง แต่ขณะนี้สถานการณ์ปกติดีและในวันที่ 6 ส.ค. คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมจะหารือเกี่ยวกับส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศในส่วนของประชาชนทั่วไปและสถาบัน คาดว่าทุกอย่างคงชัดเจนและคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม
วันเดียวกันที่อิมแพ็คอารีน่าเมืองทองธานี พล.อ.สุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการควบคุมส่วนต่างค่าเงินบาทว่า ธปท. มีหน้าที่ควบคุมการนำเข้าและนำออกของเงินอยู่แล้ว ทางผู้ว่าการ ธปท.ก็ยืนยันว่าวิธีการควบคุมไม่มีผลกระทบต่อการไหลออกหรือการเก็งกำไรมากนัก สำหรับแนวทางรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทจะต้องมีมาตรการระยะยาวออกมา เพราะรัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงค่าเงินบาทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนต้องใช้เวลาดูกันอีกนาน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังไม่ยุติลงในช่วงเวลาสั้น ๆ
ที่กระทรวงแรงงาน ร.ต.อานนท์ อินทร สุขศรี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เป็นประธานเปิดประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างทั่วประเทศและเปิดเผยว่า ข้อมูลสถานการณ์จากการสำรวจ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ก.ค. 50 พบว่ามีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท แต่ยังไม่เลิกจ้างมี 14 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี สมุทรสงคราม มหาสารคาม ฉะเชิงเทรา ปัตตานี สมุทรปราการ ยะลา นครปฐม นครราชสีมา สมุทรสาคร ระยอง นครสวรรค์ ชัยนาท ลำพูน นอกจากนี้ยังมีเขตอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯอีก 6 พื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมผลิตส่งออกสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป โดยภาพรวมถือว่าทรงตัว ไม่วิกฤติขนาดปี 40 แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ซึ่งคณะทำงานจะติดตามสถานการณ์ทุกวันศุกร์และรอข้อมูลอีก 60 จังหวัดเพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป
ต่อมาเวลา 13.00 น. นายอภัย จันทน จุลกะ รมว.แรงงาน พร้อมคณะไปตรวจเยี่ยมแนวโน้มการเลิกจ้างแรงงานและประชุมหัวหน้าส่วนราชการ หอการค้า ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย รมว.แรงงาน ระบุว่าทางกระทรวงมีมาตรการ 3 ด้าน คือ 1. ให้เจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหมั่นออกพื้นที่พูดคุยกับนายจ้างเพื่อพิจารณาข้อกฎหมายการชะลอการเลิกจ้าง โดยให้ประสานกับจังหวัดใกล้เคียง 2. ให้จัดตำแหน่งงานรองรับเป็นทางเลือกให้ลูกค้างที่มีฝีมือ 3. เรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การประกันว่างงาน เงินค่าจ้างค่าชดเชยทุกคนต้องได้รับครบถ้วน รวมทั้งให้จัดหางานจังหวัดขึ้นป้ายประกาศจัดหางานเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานมีงานทำ ภาพรวมใน จ.พระนครศรีอยุธยา ยังไม่มีปัญหา
ส่วนสถานการณ์บริษัท รังสิต ฟุตแวร์ จำกัด เลขที่ 84 หมู่ 11 นิคมอุตสาหกรรมบ้านแพน ต.บางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ประกอบกิจการผลิตรองเท้าส่งออกยี่ห้อ K-swiss และ Timberland ที่มีข่าวจะเลิกจ้างพนักงานนั้น ฝ่ายบริหารยืนยันว่าเปิดกิจการมานาน 17 ปี มีกรรมการบริหารบริษัท 9 คน มีพนักงาน 1,912 คน แบ่งเป็นจ้างรายเดือน 287 คน รายวัน 1,625 คน แม้ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งตัว แต่ยังไม่มีนโยบายเลิกจ้าง โดยบริษัทมีมาตรการขอความร่วมมือพนักงานทุกคนเกี่ยวกับการจ่ายเงินเดือนและเตรียมโอนย้ายพนักงานบางส่วนไปทำงานโรงงานในเครือ เป็นเพียงการปรับโครงสร้างใหม่ โดยทุกคนจะได้สิทธิประโยชน์เท่าเดิมตามอายุงาน
ขณะที่ นายฤทธี สิงห์ประพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท รังสิต ฟุตแวร์ จำกัด ยืนยันชัดเจนว่า บริษัทยังไม่ปิดกิจการหรือปลดพนักงาน เพียงแต่ย้ายพนักงานบางส่วนไปทำงานในโรงงานในเครือของบริษัทเท่านั้น เพราะปริมาณ ออร์เดอร์สั่งซื้อไม่แน่นอน ส่งผลให้ขาดสภาพคล่อง จึงตกลงกับพนักงานในการจ่ายค่าจ้างในอัตราค่าแรงขั้นต่ำวันละ 160 บาท เท่ากันทุกคนไม่ว่าจะเป็นแรงงานฝีมือหรือไร้ฝีมือ โดยกำหนดจ่ายค่าจ้างครบในเดือน ก.ย.นี้
นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ปัญหาการเลิกจ้างพบว่า มีเพียงบางพื้นที่ บางกิจการ ไม่อยากให้ลูก จ้างตกใจ แต่เราไม่ประมาทได้ประสานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริงตามโรงงานแต่ละแห่งเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบไทยศิลป์ ขณะที่ นายสิทธิศักดิ์ วงศ์อ่อน ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ทั่วพื้นที่มีโรงงาน 1,620 แห่ง 80% เป็นโรงงานนำเข้าวัตถุ โรงงานส่งออกและอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ 20% เป็นอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ในภาพรวมไม่กระทบ เนื่องจากนำวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก ยกเว้นอุตสาหกรรมผลิตรองเท้าแข่งขันกับเวียดนามและจีนที่ค่าแรงถูกกว่าไม่ได้อาจมีปัญหาบ้าง
เย็นวันเดียวกัน รมว.แรงงาน ตรวจเยี่ยมบริษัท นำโชคชัย ออโต้เพรส จำกัด พื้นที่ ต.ตะค่า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ที่ผลิตชิ้นส่วนและแม่พิมพ์อะไหล่รถยนต์ส่งออกยุโรป อเมริกาและหลายประเทศแถบเอเชียที่มีข่าวว่าเดือดร้อนจากค่าเงินบาท โดย นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ ผวจ.สุพรรณบุรี ได้ยื่นหนังสือถึง นายอภัย ช่วยคุมเข้มการให้ข่าวของปลัดกระทรวงฯด้วย เนื่องจากให้ข่าวคลาดเคลื่อน ทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจสั่งระงับออร์เดอร์ ธนาคารระงับปล่อยเงินกู้และพนักงานตื่นตระหนก ทั้งนี้ ผวจ.สุพรรณบุรี ร่วมกับผู้ประกอบการบริษัท 4 แห่งยืนยันว่าไม่มีการเลิกกิจการและรมว.แรงงาน รับปากจะกำชับการให้ข่าวอย่างถูกต้องตามข้อเท็จจริงต่อไป
"ส่วนกรณีนายจ้างระบุว่าข้อมูลการเลิกจ้างของกระทรวงแรงงานไม่ชัดเจน เมื่อนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนทำให้เกิดความเสียหาย ตรงนี้ขอยืนยันว่าตามข้อมูลของกระทรวงฯยังไม่มีโรงงานปิดกิจการ มีแต่โรงงานที่เข้าข่ายเฝ้าระวัง กระทรวงจะเข้าไปดูแลเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท เผื่อมีการปิดกิจการจะได้เข้าไปช่วยเหลือพนักงานให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สำหรับข่าวโรงงาน 4 แห่งที่ จ.สุพรรณบุรี ขออภัยด้วย แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะเราต้องดูแลลูกจ้างให้ได้สิทธิตามกฎหมายและที่หลายฝ่ายมองว่ากระทรวงให้ข่าวเพื่อสร้างผลงานนั้น ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกัน ผมไม่ทำงานบนความทุกข์คนอื่น หากอยากได้ผลงานเอาม็อบมาชุมนุมแล้วแกล้งเข้าไปเคลียร์ไม่ดีกว่าหรือ" นายอภัยกล่าว
ส่วนกรณีพนักงานบริษัท ยูนิคดีไซน์ จำกัด เลขที่ 64 ต.นครเนื่องเขต อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ที่ผลิตรองเท้ากีฬายี่ห้อ NIKE จำนวนกว่า 200 คน ชุมนุมประท้วงหน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทราเรียกร้องให้ ผวจ. ฉะเชิงเทรา ช่วยเหลือหลังจากโรงงานประกาศปิดกิจการ ซึ่ง รมว.แรงงาน ได้เดินทางไปหารือกับผู้บริหารและตัวแทนพนักงานหาทางออกให้ทั้งสองฝ่ายแล้วนั้น ในวันเดียวกันนี้พนักงานทุกคนต่างรอความหวังจะได้รับเงินชดเชยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากฝ่ายบริหารตามที่ตกลงกันไว้ ไม่มีใครออกมาเคลื่อนไหวให้วุ่นวายแต่อย่างใด
ด้าน นางจันทรา บูรณฤกษ์ อธิบดีกรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการปิดกิจการทำให้แรงงานตกงานจำนวนมากว่า เตรียม หารือร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัย ผลักดันโครงการกรมธรรม์สำหรับการว่างงานให้เป็นรูป ธรรม หลังจากมีการร้องขอให้เข้าไปดูแลปัญหาว่างงาน อย่างไรก็ตามได้อนุมัติกรมธรรม์ว่างงานไประยะหนึ่งแล้ว แต่มีเพียงบริษัทกมลประกันภัยแห่งเดียวที่ขายกรมธรรม์และบริษัทเอกชนไม่กี่แห่งที่ให้ความสำคัญกับการประกันภัยการว่างงานให้พนักงาน หากโครงการนี้สำเร็จจะลดความเดือดร้อนให้คนตกงานและครอบครัวได้ระยะหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ทำประกันภัย ประเภทนี้ไว้เพียง 289 ราย และเป็นบริษัทเอกชนไม่ใช่โรงงาน
อย่างไรก็ตามมีเหยื่อสังเวยพิษเศรษฐกิจ อีก 1 รายแล้ว โดยช่วงเย็นวันเดียวกัน ร.ต.ท. สันติ ศิริสำราญ ร้อยเวร สภ.อ.เมืองเชียงราย รับแจ้งมีคนถูกไฟฟ้าช็อตตายในบ้านเช่าไม้ยกพื้นสูง เลขที่ 230 ถนนสันโค้งหลวง เขตเทศบาลนครเชียงราย ผู้ตายชื่อ นายจะงะ แสนหน่อ อายุ 24 ปี ชาวเขาเผ่าล่าหู ภูมิลำเนาอยู่บ้านไม่มีเลขที่ หมู่ 19 บ้านจูจี้ ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ใช้ลวดสเตนเลสพันคอเสียบปลั๊กไฟฟ้าฆ่าตัวตายคาห้องนอนสภาพนอนคว่ำหน้า ผิวหนังที่ลำคอไหม้ เกรียม ตัวแข็งทื่อ คาดว่าตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง สอบสวนทราบว่าผู้ตายมีอาชีพรับเหมามุงหลังคาบ้านและรับจ้างทั่วไป ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีไม่มีใครจ้าง ทำให้ตกงานไม่มีเงินใช้ เครียดจัดรอจังหวะปลอดผู้คนฆ่าตัวตายพิสดารช่วงกลางดึกที่ผ่านมาอย่างน่าอนาถ.
Source - เว็บไซต์เดลินิวส์ (Th)
Saturday, August 04, 2007 11:56
คลอดเกณฑ์กองทุนเอสเอ็มอีดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ2.25%
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนเอสเอ็มอีว่า ขณะนี้ได้ข้อสรุปว่าจะจัดวงเงินช่วยเหลือ 5,000 ล้านบาท โดยวงเงินส่วนแรก 4,500 ล้านบาท จะให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วไป ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท และขาดสภาพคล่อง โดย ธปท.และธนาคารพาณิชย์สมทบเงินช่วยเหลือเท่ากัน หรืออัตรา 50% ของเงินให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ ธปท.จะคิดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารพาณิชย์ในอัตรา 1% ต่อปี และกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยจากลูกค้าได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ ลบ 2.25% ต่อปี
สำหรับวงเงินอีกส่วน 500 ล้านบาท เตรียมไว้สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และอาจมีผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้กับธนาคารพาณิชย์ โดย ธปท.สมทบเงิน 90% ธนาคารพาณิชย์ สมทบ 10% ของเงินที่ให้ความช่วยเหลือ และธปท.จะคิดอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ในอัตรา 1% ต่อปีเช่นกัน ส่วนธนาคารพาณิชย์จะคิดอัตราดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) บวก 1% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีความเสี่ยงหนี้เสียสูง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่คิดต่ำมาก เมื่อเทียบกับลูกค้าในกลุ่มนี้ที่ปกติธนาคารพาณิชย์จะคิดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยเอ็มแอลอาร์บวก 4% ต่อปี
ทั้งนี้การช่วยเหลือมีระยะเวลา 3 ปี โดยจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีแต่ละรายไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท ให้ใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ตามช่องทางปกติ ในส่วนของการจัดสรรวงเงินให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง จะใช้ยอดคงค้างสินเชื่อเอสเอ็มอีของแต่ละแห่งเมื่อสิ้นปี 49 เป็นเกณฑ์จัดสรร
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า วันที่ 6 ส.ค. จะมีการหารือรายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีถึงขั้นตอนปฏิบัติในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อประกาศไปยังสมาชิกสภาหอการค้าไทยและ ส.อ.ท.ในการเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจยื่นขอและกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิจะยื่น.
Source - เว็บไซต์เดลินิวส์ (Th)
Saturday, August 04, 2007 12:01
ภูเก็ตจี้รัฐวางเกณฑ์คุมห้างยักษ์
ภูเก็ต:นายชวนะ เกียรติชวนะเสวี รองประธานคณะกรรมการหอการค้าและประธานกลุ่มธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง จ.ภูเก็ต กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่งว่า จังหวัดภูเก็ตในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับนโยบายที่เปิดกว้างให้กับระบบการค้าแบบเสรี จึงไม่ปิดกั้นที่จะมีการเปิดห้างร้านธุรกิจสมัยใหม่ แต่จุดสำคัญอยู่ที่การค้าเสรีต้องมีกติกา ซึ่งผู้ที่ควบคุมกติกาคือภาครัฐ เพื่อให้เกิดเป็นยุติธรรมกับทุกฝ่ายทั้งของต่างชาติระบบค้าปลีกในท้องถิ่น โดยจุดสำคัญคือให้สามารถอยู่ร่วมกันได้
"ร่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ควรให้ความสำคัญในเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ เพราะปัจจุบันภูเก็ตเองมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 3 แสนคน ในขณะที่มีห้างสรรพสินค้ามากถึง 7-8 แห่งดัง นั้นการที่ห้างใหญ่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกก็ควรนึกถึงผลกระทบทั้งในหลายๆด้านด้วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบสาธารณูปโภคโดยเฉพาะเรื่องของน้ำที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการระบบการกำจัดขยะที่ล้นเมือง และที่สำคัญที่สุดคือผู้ประกอบการท้องถิ่นร้านค้าปลีกโชว์ห่วยจะสามารถอยู่ได้หรือไม่"นายชวนะ กล่าว
ด้านดร.วิญญู วีรยางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานบัณฑิตศึกษา ม.ราชภัฎภูเก็ตกล่าวว่า ก่อนที่จะนำกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้จริงควรมีการพิจารณาอย่างรอบ คอบ คณะกรรมการที่ดูแลร่างกฎหมายควรมีผู้มีความรู้เกี่ยวกับการค้าปลีกและส่งเป็นอย่างดี และมีความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นด้วย อีกทั้งหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ระบุในร่างกฎหมายก็ไม่ควรที่จะกำหนดตายตัว ควรมีการปรับใช้ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่มากกว่า
Source - สยามรัฐ (Th)
Sunday, August 05, 2007 04:16
พ.ร.บ.แฟรนไชส์คลอดไม่ทันรัฐบาลชุดนี้
ประมวลข่าวความเคลื่อนไหวธุรกิจเอสเอ็มอี
ระหว่างวันที่ 26 ก.ค.-1 ส.ค.2550
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีแนวทางการช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ที่เป็นเรื่องใหญ่ คือ การตั้งกองทุนช่วย เหลือสภาพคล่องมูลค่า 5,000 ล้าน จนแล้วจนรอดสัปดาห์นี้ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างดูได้จากข่าว อาทิ แบงก์หารือปล่อยกู้กองทุน SMEs หรือ 6 ส.ค.ชี้ขาดกองทุนSMEs หรือ SMEs แบงก์เสนอคลัง ผุดกองทุน 5 พันล้าน เป็นต้น
ในขณะที่ผู้ประกอบการรอไม่ไหว หาทางช่วยตัวเองก่อน เช่น กรณีนายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทย และของตกแต่งบ้าน เผยสมาชิก 180 ราย ร้อยละ 95 เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แม้ว่าจะพยายามลดต้นทุน หรือลดออร์เดอร์แล้วก็ตาม คาดว่าภายใน 2เดือน หากรัฐแก้ไขปัญหาไม่ได้ กลุ่มของขวัญจะปิดตัวลง 50-100 ราย และข่าวอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เผยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องนำเครื่องจักรไปเป็นหลักทรัพย์เพื่อขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานฯ และนำไปจำนองกับสถาบันการเงิน เพื่อขอสินเชื่อ ซึ่งยอดการนำเครื่องจักรขึ้นทะเบียนในช่วงครึ่งปีแรก มีจำนวน 1,838 ราย คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3แสนล้านบาท ในขณะที่มีคำโต้แย้งของ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวณิช ปลัดอุตสาหกรรม เผยมีเพียง 20% เท่านั้นที่ปิดกิจการเพราะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท แต่ส่วนใหญ่ 70-80%เป็นการปิดตัวตามวงจรธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เวลาย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ วันแรกของเดือนสิงหาคมปรากฏข่าวโรงงานรองเท้า "ยูเนี่ยนฟุทแวร์" ในเครือสหยูเนี่ยนขอปิดกิจการพร้อมกับรังสิตฟุทแวร์ จ.อยุธยา โรง งานรองเท้าแบรนด์เนมส่งออก โดยให้เหตุผลว่ารับไม่ไหวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้แข่งขันต่อไปไม่ได้
รหัสข่าว 10120006: 26/07/50: ผู้จัดการรายวัน
นายบุญชัย หลีระพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีไทย เผย ได้ส่งพรบ. ธุรกิจแฟรนไชส์ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก.พาณิชย์ พิจารณาแล้ว คาดว่าคงยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันในรัฐบาลนี้ และอาจส่งผลให้ทั้งผู้ลงทุน และผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่นในการลงทุน ทั้งๆ ที่ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นทางเลือกที่สำคัญของผู้ที่คิดจะเป็นเจ้าของธุรกิจรวมถึงอัตราการเติบโตของธุรกิจแฟรนไชส์ก็จะชะงักงัน ไม่สามารถแข่งกับต่างชาติได้ทั้งนี้ ได้แก้ปัญหาโดยการจัด workshop สร้างฐานความรู้ให้กับผู้ประกอบการ และต่อยอดนวัตกรรมใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีใช้เป็นแหล่งข้อมูล เพื่อนำไปปรับใช้ในธุรกิจของตนเองได้
++ "ขนมเปี๊ยะบางเลน" อร่อยจากพ่อถึงลูก
รหัสข่าว 10310033:26/07/50: ผู้จัดการรายวัน
ปพิชา อภินันทนกูล ทายาทผู้ดูแลกิจการขนมเปี๊ยะ "เฮ่งเฮียง" เผย พ่อของเธอได้เปิดร้านในตลาดบางเลน จ.นครปฐม เมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นร้านแรกในชุมชนแห่งนี้ และอยู่ยาวนานถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ทำให้ครองใจลูกค้ามาตลอด คือสูตรดั้งเดิมของรุ่นพ่อ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกัน มีการพัฒนาสินค้าควบคู่กับแนวอนุรักษ์ และพัฒนาตอบรับความต้องการของตลาดยุคใหม่ ด้านเงินทุนดำเนินธุรกิจนั้น ส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจาก เอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งนอกจากจะให้สินเชื่อแล้ว ทางธนาคารยังส่งเข้าโครงการอบรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การลดต้นทุน รวมถึงพาไปออกงานแสดงสินค้าช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายมากยิ่งขึ้น
++ "เคทีบีลิสซิ่ง" รุกเอสเอ็มอี รับถ่ายเอกสาร
รหัสข่าว 10310035: 27/07/50: โพสต์ทูเดย์
นายภิญญาวัฒน์ จันทรกานตานนท์ กก.ผจก.บ.เคทีบี ลิสซิ่ง เผย จะสานต่อธุรกิจกับบ.อินเตอร์ ฟาร์อีสท์วิศวการ (ไอเฟค) ในอนาคต โดยจะให้บริการเช่าซื้อลีสซิ่งเครื่องถ่ายเอกสารแก่ลูกค้าของไอเฟค ทั้งลูกค้าบริษัทเอสเอ็มอี และลูกค้ารายย่อยด้าน นายดำริห์ เอมมาโนชญ์ รองปธ.จนท.บริหาร-ปฏิบัติการ ไอเฟค เผย จะมีโครงการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีร้านถ่ายเอกสาร และงานพิมพ์แบบครบวงจร ซึ่งกำลังศึกษาว่าจะเริ่มเปิดร้านนำร่องไปก่อน หรือให้ผู้ประกอบการภายนอกเข้ามาทำ แล้วค่อยขยายฐานออกไป หรือทำในรูปแบบแฟรนไชส์ คาด ได้ข้อสรุปใน 1-2 เดือน
++ ถกดอกเบี้ยกองทุนเอสเอ็มอีไม่ลงตัว
รหัสข่าว 10310036: 27/07/50: คมชัดลึก/โพสต์ทูเดย์/มติชน/กรุงเทพธุรกิจ/ไทยโพสต์
นายสมมาต ขุนเศษฐ รองเลขาธิการส.อ.ท.เผย การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อสรุปแนวทางการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี วงเงิน5,000 ล้านบาทนั้น ทางผู้ประกอบการต้อง การเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ย 1.5% ส่วนสถาบันการเงินยืนยันคิดที่ MLR -2.25% ทางสมาคมธนาคารไทยจึงจะนำกลับไปหารือกับสมาชิกอีกครั้ง สำหรับเกณฑ์การปล่อยกู้ เบื้องต้นจะให้ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อรายและต้องเป็นผู้ส่งออกทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนผู้ประกอบการที่ผลิตป้อนให้แก่ผู้ส่งออกสามารถใช้ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นหลักค้ำประกัน แทนใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน โดยมีระยะเวลากู้3 ปี คาดปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการได้ราว 1,000 ราย
++ ย้ำเอสเอ็มอีปิดตัวตามวงจร-บาทแข็งส่วนน้อย
รหัสข่าว 10310037: 28/07/50: สยามธุรกิจ
จากกรณีที่เอสเอ็มอี 400 แห่ง ปิดกิจการไปในช่วงนี้ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวณิช ปลัดอุตสาหกรรม เผย มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ปิดกิจการเพราะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 70-80 เป็นการปิดตัวตามวงจรธุรกิจ ซึ่งตามสถิติธุรกิจที่เปิดกิจการครั้งแรก จะอยู่รอดเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการทุกอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น สำหรับการจัดการเงินกองทุนช่วยเหลือSMEs นั้น ขอให้สมาคมธ.ไทย เลือกปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กก่อน เพราะไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก
++ ทหารไทยผนึกจุฬาฯ อุ้มเอสเอ็มอี
รหัสข่าว 08100130: 28/07/50: ไทยรัฐ
นายสุภัค ศิวะรักษ์ กก.ผจก.ใหญ่ และปธ.จนท.บห.ธ.ทหารไทย (มหาชน) เผยได้ร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จัดทำ "โครงการเพื่อประสิทธิภาพสำหรับลูกค้าSMEs ของ ธ.ทหารไทย" เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี และการใช้พลังงานแก่ลูกค้าที่ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งจะส่งเสริมให้ลูกค้าของธนาคารมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีโอกาส workshop ทางวิศวกรรมแก่นิสิตปริญญาโทเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ การที่ธนาคารได้ริเริ่มโครงการนี้ เพื่อร่วมสร้างความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอีของไทย โดยจัดหาผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำในการปรับปรุงขบวนการทำงาน หรือปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย
++ กาแฟโบราณ 3 in 1
รหัสข่าว 10310038: 29/07/50: สยามรัฐ
Coffee Karn และ Tea Karn กาแฟโบราณเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศที่ประยุกต์ใช้กาแฟ/ชาโบราณ มาไว้ในรูป 3 in 1 นายลี่ฮก ชาญทัฬหพงศ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ เผยว่า กาแฟ/ชาโบราณบรรจุซองยังไม่มีใครทำ จึงเกิดแนวคิดที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค ซึ่งผลการตอบรับดีมาก เนื่องจากแยกส่วนผสม กาแฟครีมเทียม และน้ำตาลออกจากกัน แตกต่างจากส่วนใหญ่ที่รวมซองเดียว นอกจากนี้ เตรียมผลิตชาเขียวโบราณเพิ่มอีกชนิดหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ภายหลังการเปิดตัวสินค้าจนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคแล้ว ต้องมีการขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้มากขึ้น จึงเปิดรับตัวแทนเพื่อสร้างช่องทางการกระจายสินค้าไปสู่ระดับภูมิภาค และเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ
++ แบงก์หารือปล่อยกู้กองทุนเอสเอ็มอี
รหัสข่าว 10310040: 29/07/50: สยามรัฐ
นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เผย กองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่จัดตั้งขึ้น แตกต่างจากลักษณะที่คิดไว้ในเบื้องต้น ทำให้วิธีการบริหารจัดการอาจต้องเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง จากเดิมที่คาดว่าจะตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท โดยมีตัวแทนจากก.คลัง และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีที่มีปัญหา และเสนอปัญหาผ่านธนาคารขึ้นไป แต่หลักการใหม่ธนาคารต้องรับความเสี่ยงด้วย ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องมีการหารืออีกครั้งในเรื่องของรูปแบบ และรายละเอียดของกองทุนดังกล่าว รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่จะคิดกับเอสเอ็มอีด้วย
++ สสว.ผนึกส.อ.ท.เสริมแกร่งเอสเอ็มอี
รหัสข่าว 10310042: 30/07/50: ผู้จัดการรายวัน/แนวหน้า 28/07/50: สยามรัฐ
นายวิสสุต เศรษฐบุตร ที่ปรึกษา ผอ.สสว. เผย ก.อุตสาหกรรม โดย สสว.ร่วมกับ ส.อ.ท. นำโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นช่องทางในการเพิ่มทักษะและศักยภาพด้านบริหารจัดการแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เป็น SmartSMEs รวมทั้งเป็นต้นแบบให้กับผู้ประกอบการรายอื่น หลังเปิดตัวโครงการหลัก 6 โครงการประกอบด้วย 1.ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม 2.จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 5 ภูมิภาค 3.จับคู่ธุรกิจ 4.สนับสนุนการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพเครื่องจักรแก่เอสเอ็มอี 5.ส่งเสริมเครือข่ายระบบจัดส่งสินค้า และพัสดุ และ6.พัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขาระดับจังหวัด และภูมิภาค ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ไปแล้ว พร้อมกันนี้ ได้เตรียมจัดงานที่ จ.ขอนแก่น ด้วย
++ บราเดอร์รุกเอสเอ็มอีดันยอดพันล้าน
รหัสข่าว 10310043: 30/07/50: ดอกเบี้ยธุรกิจ
นายสมชัย สูงสง่า กก.ผจก.บจก.บราเดอร์ คอมเมอร์เชียล (ไทย) เผย ปีนี้บริษัทรุกตลาดธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ทั้งนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ ต้องการใช้เครื่องพิมพ์ หรืออุปกรณ์สำนักงานที่มีระบบป้องกันภัยข้อมูล เพื่อป้องกันการถูกขโมยข้อมูลจากภายในองค์กร หรือจากคนภายนอก รวมทั้งวิธีการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการควบคุม และราคาเป็นสิ่งแรกที่เอสเอ็มอีให้ความสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวคัลเลอร์เลเซอร์ รุ่น HL-4040CN และ HL-4050CDN ที่มีความเหมาะสมกับธุรกิจเอสเอ็มอีในปัจจุบัน คาดปีนี้จะมีรายได้ 1,000 ล้านบาท
++ พิษบาทแข็งเอสเอ็มอีของชำร่วยแห่ปิดตัว
รหัสข่าว 10310044: 30/07/50: ประชาชาติธุรกิจ (ราย 3 วัน)
นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทย และของตกแต่งบ้าน เผยสมาชิก 180 ราย ร้อยละ 95 เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กำลังประสบปัญหาเงินบาทแข็งค่า ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับผลกระทบจากปัญหาได้ แม้ว่าจะพยายามลดต้นทุน หรือลดออร์เดอร์แล้วก็ตาม คาดว่าภายใน 2 เดือน หากรัฐแก้ไขปัญหาไม่ได้ กลุ่มของขวัญจะปิดตัวลง 50-100 ราย ตามอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ได้รับผลกระทบไปก่อนหน้านี้ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ต้องรักษาการดำเนินกิจการให้อยู่ได้ ต้องลดการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก งานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงงานBIG&BIH ครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 16-21 ต.ค.นี้ด้วย
++ เอสเอ็มอีถังแตกขนเครื่องจักรจำนอง
รหัสข่าว 10310047: 31/07/50: คมชัดลึก/กรุงเทพธุรกิจ
นายรัชดา สิงคาลวนิช อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กสอ.) เผย ขณะนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องนำเครื่องจักรไปเป็นหลักทรัพย์ เพื่อขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานฯและนำไปจำนองกับสถาบันการเงิน เพื่อขอสินเชื่อในลักษณะแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เพื่อแก้ปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินที่เริ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ยอดการนำเครื่องจักรขึ้นทะเบียนในช่วงครึ่งปีแรก มีผู้ประกอบการจำนวน 1,838 ราย นำเครื่องจักรมาขึ้นทะเบียนเพื่อจำนองกับสถาบันการเงิน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านบาท และคาดตลอดปีจะมีมูลค่าสูงกว่า 5 แสนล้านบาท
++ เอสเอ็มอีแบงก์เสนอคลัง ผุดกองทุน 5 พันล.
รหัสข่าว 08100131: 01/08/50: The Nation/สยามรัฐ/แนวหน้า/ไทยรัฐ/ไทยโพสต์ 31/07/50: โพสต์ทูเดย์/ไทยโพสต์
นายพงษ์ศักดิ์ ชิวชรัตน์ กก.ผจก.เอสเอ็มอีแบงก์ เผย เตรียมเสนอเรื่องการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 5,000 ล้านบาท ให้ นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง พิจารณาภายในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อให้ ก.คลัง ค้ำประกันพันธบัตรที่ธนาคารจะออกไประดมทุนขายให้กับนักลงทุน เพื่อนำมาจัดตั้งกองทุนดังกล่าว นอกจากนั้นจะเสนอรัฐสนับสนุนงบประมาณชดเชยภาระดอกเบี้ยในการออกพันธบัตร 2-3% ทั้งนี้ เพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเอสเอ็มอีได้ในอัตรา 4-5% ขณะเดียวกัน ธนาคารจะดึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำประมาณ500-600 ล้านบาท จากกองทุนร่วมลงทุนที่รัฐบาลจะตั้งขึ้น จากการสมทบเงินระหว่างธปท.และสมาคมธนาคารไทย วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ
++ 6 ส.ค.ชี้ขาดกองทุนเอสเอ็มอี
รหัสข่าว 10310041: 01/08/50: บ้านเมือง/ข่าวหุ้น/ไทยโพสต์ 30/07/50:โพสต์ทูเดย์/ไทยโพสต์/ข่าวสด/มติชน
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ปธ.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยในการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน วันที่ 6 ส.ค.นี้ จะสรุปแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท ซึ่งรัฐมีวงเงินช่วยเหลือ 5,000 ล้านบาททั้งนี้ รายละเอียดการจัดตั้งกองทุน จะแบ่งเป็น 2 กองทุนย่อย คือ 1.กองทุนขนาด 4,500ล้านบาท มีเงินจากวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และ ธปท. และซอฟต์โลนจากธนาคารพาณิชย์ แห่งละ 2,250 ล้านบาท 2.เงินกองทุนพิเศษ 500 ล้านบาท ช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายที่เป็นเอ็นพีแอล นอกจากนี้ จะหารือถึงแนวทางชำระค่าวัตถุดิบเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯซึ่งเอกชนเสนอขอให้จ่ายเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ ในการซื้อวัตถุดิบในประเทศระหว่างเอกชนด้วยกันเอง
++ ตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเอสเอ็มอี 5 ภาค
รหัสข่าว 10310048: 01/08/50: แนวหน้า/โพสต์ทูเดย์
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ปธ.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยร่วมกับ สสว. จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมขึ้นใน 5 ภูมิภาค เพื่อสร้างศักยภาพ และขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านเครือข่ายการเปิดตลาดธุรกิจใหม่ คาดปีนี้จะมีเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการ 75 ราย ทั้งนี้ ศูนย์บ่มเพาะฯ นี้ จะมีพี่เลี้ยงที่เป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์จริงคอยให้คำแนะนำ และเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจในด้านต่างๆ พร้อมทั้งจัดหาแหล่งวัตถุดิบ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการ อนึ่ง ศูนย์บ่มเพาะ 5 ภูมิภาคประกอบด้วย ภาคกลาง บ่มเพาะธุรกิจเครื่องเคลือบดินเผาและอู่รถยนต์ ภาคตะวันออกและภาคเหนือ ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ภาคใต้ เน้นบ่มเพาะธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และอีสาน บ่มเพาะธุรกิจสิ่งทอ
Source - สยามรัฐ (Th)
Sunday, August 05, 2007 04:21
ค้าเขตไทย-พม่าตก20%
ตาก - เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายอำพล ฉัตรไชยาฤกษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-พม่า ด่านศุลกากร แม่สอด-เมียวดี อ.แม่สอด ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2550 ว่าตัวเลขการค้าลดลงกว่า 20% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2549 มูลค่าการส่งออกลดลงเหลือเดือนละ 600-700 ล้านบาท จากที่เคยส่งออกเดือนละ 1,000-1,300 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ตัวเลขการค้าลดลงไปแล้ว 1,600 ล้านบาท และแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2550 ยังไม่มีที่ท่าว่าจะกระเตื้องขึ้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขส่งออกการค้าชายแดนลดลงมาจาก 5 ปัจจัยหลัก คือ 1.เงินจ๊าตพม่าตกลงเหลือเพียง 100 จ๊าตแลกเงินบาทได้เพียง 2.80 บาท ทำให้ดูเหมือนว่าสินค้าไทยราคาแพง 2.ไทยกำลังถูกสินค้าประเทศจีนที่เลียนแบบเข้าไปตีตลาด 3.พม่ามีการจัดระเบียบการค้าชายแดนและมีการเข้มงวด 4.สะพานมิตรภาพไทย-พม่ามีการชำรุดต้องซ่อมแซม ห้ามรถบรรทุกผ่าน ต้องมีการทยอยสินค้า และ 5.ปัญหาของชนกลุ่มน้อย
Source - เว็บไซต์ข่าวสด (Th)
Sunday, August 05, 2007 05:04
เส้นทางอาร์3เอ เนื้อหอมจัดเอกชนไทยเล็งต่อยอดแบ่งเค้ก
จาการที่สาธารณรัฐประชาชนจีน มีแผนในการพัฒนามณฑลยูนนานให้เป็นเมืองเศรษฐกิจทางตอนใต้ของประเทศ โดยเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มความร่วมมือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือของไทย ภาคเหนือของสปป.ลาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า และภาคใต้ของจีน (มลฑลยูนนาน) ซึ่งครอบคลุมเนื้อที่ของ 4 ประเทศ มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 100 ล้านคน ผ่านถนนสายอาร์ 3(R3) โดยในส่วนของที่ผ่านมาพม่าจะเรียกว่า อาร์3บี(R3b)และส่วนที่ผ่านสปป.ลาวจะเรียกว่า อาร์3เอ(R3a) ถึงวันนี้ถนนในส่วนของอาร์3เอ มีความคืบหน้าไปมากและคาดกันว่า น่าจะสามารถเปิดใช้ได้ในสิ้นปี 2550 นี้ ความสำคัญของถนนเส้นนี้นอกจากจะเป็นยุทธศาสตร์ในการเชื่อมพื้นที่ 4 ประเทศดังกล่าวแล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอื่นๆได้อีกด้วย โดยสามารถร่นระยะเวลาในการเดินทางโดยรถยนต์จากนครคุนหมิง มลฑลยูนนานมายังกรุงเทพฯ จากประมาณ 42 ชั่วโมง เหลือประมาณ 20 ชั่วโมง ส่งผลให้ถนนสายนี้เนื้อหอมตั้งแต่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ หลายประเทศ โดยเฉพาะไทย มีภาคเอกชนจากหลายจังหวัดให้ความสนใจที่จะต่อยอดจากถนนสายนี้กันอย่างวคึกคัก
หอการค้าเชียงรายพัฒนาโลจิสติกส์รองรับ
นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า หอการค้าขจังหวัดเชียงรายได้ส่งหนังสือไปยังหอการค้าจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เพื่อประสานไปยังผู้ปรกะอกบารขนส่งในจังหวัด เพื่อรวมกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งรองรับปริมาณการขนส่งที่จะเพิ่มในพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หลังถนนเชื่อมจีนตอนใต้ผ่านพม่า และสปป.ลาวมาไทย ซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ในปลาสยปี 2550 ซึ่งเชื่อว่าเมื่อถนนเชื่อมไทย-จีน(อาร์3เอ) และสะพานข้ามแม่น้ำโชงที่เชื่อมอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป. ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2554 จะทำให้เกิดการขนส่งสินตามมาอย่างมหาศาล เนื่องจากจีนให้ความสำคัญกับถนนสายนี้ค่อนข้างมาก
"ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมในการรองรับ ก่อนที่สะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมถนนอาร์3เอจะแล้วเสร็จในปี 2554 จะต้องรวมตัวกันเพื่อสน้างอำนาจต่อรอง เมื่อโลจิสติกส์เดินหน้าไปได้ การขนถ่ายสินค้าจากไทยสู่ตลาดสี่เหลี่ยมเศรษบกิจ โดยเฉพาะจีนตอนใต้ ทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ก็จะตามมา โดยมีเชียงรายเป็นฮับ"นายพัฒนากล่าว
ก่อนหน้านี้ภาครัฐและเอกชนในจังหวัดเชียงรายได้เดินทางไปเยือน 4 เมืองหลักของมณฑลยูนนาน ประกอบด้วย นครคุนหมิง เมืองฉู่ฉง เมืองต้าหลี่ และเมืองลี่เจียง เพื่อหารือถึงการขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุนระหว่างไทย-จีนตอนใต้ ซึ่งประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวถึงการเดินทางไปเชื่อมสัมพันธ์และขยายความร่วมมือดังกล่าวว่า
การขยายความร่วมมือกับเมืองต่างๆ ในมณฑลยูนนาน ซึ่งอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักเหมือนกับคุนหมิงและสิบสองปันนาถือว่า เป็นการต่อยอดถนนอาร์3เอไปในตัว เพราะหากถนนสายดังกล่าวนี้เสร็จสมบูรณ์ การเดินทางด้วยรถยนต์จากเชียงรายไปยังเมืองต่างๆ ในมณฑลยูนนาน สามารถจะทำได้อย่างสะดวก เพราะถนนภายในประเทศจีนมีความพร้อมหมดแล้ว สามารถต่อยอดไปถึงเมืองต่างๆ ในมณฑลยูนนานได้เร็ว น่าจะทำให้โอกาสของธุรกิจไทยมีมากขึ้น ตลอดจนความร่วมมือด้านต่างๆ โดยเฉพาะความร่วมมือในการยกระดับระบบลอจิสติกส์ร่วมกันระหว่างไทยกับจีนตอนใต้จะเป็นรูปธรรมได้เร็วยิ่งขึ้น มีความพร้อมก่อนที่การเชื่อมโยงเส้นทางทางบกจะเสร็จสมบูรณ์
นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงถนนเชื่อมไทยกับจีนตอนใต้ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเส้นทางอาร์3ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้ จะส่งผลให้การค้าระหว่างไทยกับจีนมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากที่ผ่านมาการขนส่งสินค้าส่สนใหญ่จะใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางในการขนส่งสินค้า ซึ่งไม่ค่อนสะดวก แม้ว่าระยะเวลาการขนส่งจากจีนมาไทย จะใช้เวลาเพียง 1 วัน แต่หากเดินทางจากไทยไปจีนจะต้องใช้เวลาถึง 3 วัน ดังยนั้นเมื่อการคมนาคมทางบกเปิดใช้ จะทำให้การขนส่วงสินค้าสะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งต้นทุนจะต่ำลง
เมล์เขียวบิ๊กขนส่งภาคเหนือขอเกาะขบวน
ด้านผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งโดยตรง ก็เริ่มมีความเคลื่อนแล้ว ล่าสุดบริษัท ไทยพัฒนกิจขนส่ง จำกัด ผู้บริการขนส่งมวลชนรายใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่รู้จักกันทั่วไปว่า เมล์เขียว เป็นอีกรายที่เริ่มเตรียมความพร้อมในการต่อยอดใช้ประโยชน์จากถนนอาร์3เอ โดยนายสมชาย ทองคำคูณ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยพัฒนกิจขนส่ง จำกัด เปิดเผยถึงการเตรียมการรับถนนอาร์3เอ )เส้นทางใหม่ที่จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนว่า ทางกรีนบัสมองเห็นลู่ทางอนาคตธุรกิจรับส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศจากถนนอาร์3เอ โดยจะจับมือกับจีนและลาวในการร่วมทุน เพื่อกำหนดเครือข่ายการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศ โดยผ่านทางช่องทางหอการค้าจังหวัดเชียงราย เพราะหอการค้าจังหวัดเชียงรายได้ทำเอ็มโอยูกับหอการค้าคุนหมิง ซึ่งจะมีการตกลงการเป็นคู่ธุรกิจกันในอนาคตด้วย
สำหรับเส้นทางเดินรถขนส่งผู้โดยสารที่น่าจะลงทุน คือ เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย-เชียงของ และไปหลวงน้ำทา-เชียงรุ้ง-คุนหมิง คาดว่าปริมาณผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อวันคงไม่ต่ำกว่า 400-500 คน ในช่วง 1-2 ปีแรก แต่ต่อไปในอนาคตคิดว่า แนวโน้มอาจจะเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว เพราะทางคุนหมิง มีประชากรหลายล้านคน ประกอบกับนักธุรกิจจากจีนมีความต้องการเข้ามาทำธุรกิจและท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ และลงมาที่กรุงเทพฯ พัทยา หรือภูเก็ต เนื่องจากคุนหมิงมีภูมิประเทศเป็นภูเขาเป็นส่วนใหญ่ จึงคาดหวังเรื่องการท่องเที่ยวเป็นหลัก
นายสมชาย กล่าวต่อไปว่า นอกจากแผนลงทุนในด้านการขนส่งผู้โดยสารแล้ว ยังมีการลงทุนด้านการขนส่งสินค้า มีแผนงานที่จะขยายธุรกิจในเรื่องของคาร์โก้ จะเป็นคาร์โก้ในกลุ่มเล็กๆ เป็นนีซมาร์เก็ต คือ กลุ่มธุรกิจที่ต้องการความสะดวก สบายสูง เป็นคาร์โก้แบบดอร์ทรูคอร์ ต้องการเรื่องของความรวดเร็ว ฉะนั้นสิ่งที่กรีนบัสจะทำ คือ เป็นกลุ่มธุรกิจเฉพาะ
ไม่เพียงแต่ภาคเอกชนในพื้นที่ภาคเหนือเท่านั้นที่เริ่มเคลื่อนไหวเตรีนยมตัวรองรับธุรกิจการค้าจากถนนอาร์3เอเท่านั้น แม้ในภาคอีสานเอง อย่างหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี ก็เล็งเห็นถึงโอกาสทางการค้า การลงทุน ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่สปป.ลาวตอนใต้ ซึ่งแม้จะไม่ใช่พื้นที่เชื่อมต่อโดยตรง แต่ก็คาดหมายว่า จีนจะใช้เส้นทางดังกล่าวในการขยายการค้าเชื่อมต่อลงมายังสปป.ลาวตอนใต้
นายชวลิต องควานิช ประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงโอกาสทางการค้าและการลงทุนในสปป.ลาวตอนใต้ว่า ที่แจ่มใจที่สุด คือ ด้านการท่องเที่ยว
เนื่องจากสปป.ลาวตอนใต้เป็นที่ตั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ดีและมากที่สุดของสปป.ลาว โดยเฉพาะน้ำตกและเกาะแก่งต่างๆที่มีมากถึงกว่า 200 แห่ง ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จัก อาทิ น้ำตกคอนพะเพ็งและหลี่ผี
ถึงวันนี้ภาครัฐและเอกชนของไทย จะต้องเร่งเตรียมความพร้อมอย่างเร็วและจริงจัง หากหวังจะแบ่งเค้กจากเส้นทางอาร์ 3 ก่อนที่จะถูกผู้ประกอบการจีนกินรวบ เนื่องจากเอกชนจีนเอง ก็ตั้งท่าที่จะต่อยอดจากเส้นทางอาร์3 เช่นกัน
Source - เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ (Th)
Sunday, August 05, 2007 05:18
เชียงใหม่เข้มเลิกผู้ว่าฯชีอีโอ
จังหวัดเชียงใหม่ฟื้นบทบาทภาคเอกชน ยกเลิกการบริหารแบบบูรณาการ ตั้งคณะกรรมการใหม่ ดึงเอกชนและภาคประชาชนเข้าร่วม เผยเป็นครั้งแรกที่ให้เอกชนมีส่วนร่วมในการบริหารงบประมาณของจังหวัด พร้อมเร่งขยายให้ถึงระดับตำบล ล่าสุดหอการค้าจังหวัดเชียงใหม เร่งตั้งคณะกรรมหารหอการค้าระดับอำเภอขึ้นมาทำงานร่วมกับภาครัฐในระดับอำเภอ
นายณรงค์ ตนานุวัฒน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า นายวิชัย ศรีขวัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ประกาศยกเลิกคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ(กบจ.)จังหวัดเชียงใหม่ และประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจังหวัดขึ้นมา โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคาส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน โดยใช้ยุทธศาสตร์การบริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการระดับจังหวัดจนถึงระดับตำบล
ดังนั้นในขณะนี้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมทุกเรื่องของจังหวัด และร่วมเป็นคณะทำงานทุกคณะที่จังหวัดตั้งขึ้น คณะกรรมการชุดแรก คือ คณะกรรมการบริหารจังหวัดเชียงใหม่ ภาคเอกชนที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ได้แก่ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ประธานชมรมธนาคารจังหวัดเชียงใหม่ และนายกสมาคมศูนย์ประสานงานองค์การเอกชนเชียงใหม่ และได้มีส่วนร่วมในการวางแผนร่างยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงใหม่ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2550-2554) เพื่อให้บริการและแก้ไขประชาชนได้ตรงตามความต้องการ โดยการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ภาคเอกชน ภาค ประชาชน
ขณะนี้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ได้ร่างเสร็จแล้ว ยุทธศาสตร์ จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มภาระกิจ ได้แก่ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง และด้านการบริหารจัดการ และทั้ง 4 เรื่องขณะนี้กำลังเผยแพร่ไปสู่ส่วนราชการ ประชาชน ถือเป็นคำภีร์ในการพัฒนา ประชาชนก็สามารถมีส่วนร่วมได้ ภายใต้การขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการบริหารจังหวัดเชียงใหม่
นายณรงค์ กล่าวต่อไปอีกว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดมอบอำนาจให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นคณะกรรมการที่เข้ามาดูแลงบประมาณ ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อน เราเองก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่กลั่นกรองงบประมาณ ดังนั้นการทำงานต้องมีความโปร่งใส เพราะว่ามีภาคประชาชน และภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมทำงานในภาครัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดเองก็เน้นนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่ใสสะอาด ซึ่งเชื่อแน่ว่าเป็นแนวนโยบายที่ดีมากที่จะทำให้ข้าราชการมีความโปร่งใส มีการปลอดจากการแทรกแซงของข้าราชการการเมือง ข้าราชการต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน และประชาชนทางภาคเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุน
แผนยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงใหม่ มีการทำประชาพิจารณ์ไปเรียบร้อยแล้ว จังหวัดเชียงใหม่เองมีคนพูดเป็นคำเมืองว่า "นครแห่งฮีบฮอย บ้านจุ้มเมืองเย็น กินหอม ต๋อมม่วน" ซึ่งตรงนี้ถ้าคนเมืองเองฟังแล้วเข้าใจชัดเจนว่า นครเชียงใหม่เป็นนครแห่งวัฒนธรรม เป็นนครแห่งจารีตประเพณี นครแห่งความสุข และสุขภาพที่ดี อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งในเศรษฐกิจของเรา จะทำอย่างไรให้มันตรงกับตรงนี้ จะทำอย่างไรให้มีสังคมแห่งความสงบสุข มีความเคารพนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีความกตัญญู กตเวทีต่อผู้สูงอายุ มีอัธยาศัยไมตรีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งตรงนี้แบ่งมาเป็นยุทธศาสตร์ทั้งหมด และทางหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้เป็นกรรมการทั้ง 4ส่วน ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการ
ด้านเศรษฐกิจเองก็แบ่งออกมาหลายๆส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร ภาคเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เกษตร แล้วเกษตรแปรรูป จากเกษตรแปรรูปเข้าไปโรงงานอุตสาหกรรม จากโรงงานอุตสาหกรรมไปภาคการค้า ภาคการค้าออกไปเศรษฐกิจมหาภาค คือ ต่างประเทศ ทั้ง 4 ส่วนมีการเชื่อมกัน เมื่อก่อนไม่เคยเชื่อมกัน ทางด้านภาระกิจด้านเศรษฐกิจยอมรับว่าหัวหน้าส่วนราชการต่างคนต่างทำ แต่ตอนนี้ก็มีแผนที่จะเชื่อมโยงกัน แต่งบประมาณของจังหวัดมีแค่ 10 กว่าล้านบาทเท่านั้น ก็แบ่งกัน ซึ่งในปีนี้ก็มีอยู่โครงการเดียวไปโรดโชว์ที่พัทยา โดยสภาอุตสาหกรรมจัวหวัด และอุตสาหกรรมจังหวัด ไปจัดงานประชาสัมพันธ์และขายของที่พัทยา ซึ่งเชื่อแน่ว่าทั้งหมดในอนาคตก็คงเป็นไปตามแผนทั้ง 4 กลุ่มภาระกิจในการบริหารของจังหวัดเชียงใหม่และแผนทั้งหมดนี้ถ้าต้องการปรับสามารถปรับได้ตลอด
ทางด้านเศรษฐกิจ เชียงใหม่เน้นด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่จะต้องสมดุลย์กัน ท่องเที่ยวฐานวัฒนธรรมถึงจะเป็นเศรษฐกิจได้ ฐานวัฒนธรรมยอมรับว่า ตอนนี้ผลการวิจัยที่น่าสนใจและก็น่าตกใจ เมื่อก่อนคนต่างชาติที่มาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ถามว่าชอบอะไร เขาบอกว่าชอบคน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว คือ ตอนนี้คนที่มีอัธยาศัยไมตรีเริ่มที่จะหายไปจากเมืองเชียงใหม่แล้ว ซึ่งตรงนี้น่ากลัว ตนเป็นประธานกรรมการหอการค้าพยายามเน้นด้านวัฒนธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ น้ำใจไมตรีของเราหายไปแล้ว ยิ่งเด็กรุ่นหลัง ไม่มีแล้วรอยยิ้ม เรากำลังหลงทางแล้ว เป็นจุดอันตรายของคนเมืองของเรา ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ตระหนักปัญหานี้ เร่งที่ฟื้นฟู โดยจะเริ่มรณรงค์แต่งกายพื้นเมือง ด้วยการประกวดการแต่งกายพื้นเมืองการประกวดตีกลองพื้นเมือง ต่างๆที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม
นายณรงค์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแล้วยังมีคณะกรรมการบริหารงานอำเภอ ทำเป็นลำดับชั้น ทุกภาคส่วนจะได้มีส่วนร่วมได้มีดำริให้มีการจัดตั้งหอการค้าอำเภอขึ้น ที่ผ่านมาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ได้สัญจรไปยังอำเภอต่างๆ เพื่อพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นด้านเศรษฐกิจร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการและประชาชนในแต่ละอำเภอที่มีศักยภาพ เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการของแต่ละภาคส่วนธุรกิจ อันจะเป็นประโยชน์ในการสรรหาแนวทางสนับสนุนและส่งเสริมภาคเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป พร้อมทั้งมีนโยบายได้ตั้งคณะอนุกรรมการหอการค้าในแต่ละอำเภอขึ้น เพื่อประสานงาน อย่างน้อยอำเภอละ 2 ท่านกับทางอำเภอ เพื่อที่จะได้สะท้อนถึงปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริงก่อนที่จะนำเสนอสู่ระดับขังหวัด
โดยหอการค้าสัญจรครั้งที่ 1 เดินทางไปพบปะหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการและประชาชนในอำเภอสันป่าตอง ณ ที่ว่าการอำเภอสันป่าตองในเชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากอำเภอสันป่าตองและธนาคารกรุงเทพ สาขาอำเภอสันป่าตอง ครั้งแรกนี้มีผู้ร่วมประชุมนับ 20 ท่าน ทั้งนี้หอการค้าเชียงใหม่ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหอการค้าอำเภอสันป่าตองจำนวน 2 ท่าน คือ นางสุพัตรา ผ่อนจัตุรัส ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง และนายจันทร์แก้ว ปัญโญใหญ่ นายกสมาคมพ่อค้าสันป่าตอง หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่จะสัญจรไปตามอำเภอต่างๆ อาทิ ฝาง พร้าว หางดง สารภี สันทราย แม่ริม แม่แตง ฯลฯ และจะตั้งเป็นคณะอนุกรรมการอำเภอให้ครบทุกอำเภอต่อไป
Source - เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ (Th)
Sunday, August 05, 2007 05:19
ปิดกระแสแฟชั่นสมัยใหม่ไม่ไหว ร้องภาครัฐขอความเป็นตามตามกติกา
นายชวนะ เกียรติชวนะเสวี รองประธานคณะกรรมการหอการค้าและประธานกลุ่มธุรกิจค้าปลีกค้าส่งจังหวัดภูเก็ต ให้ความเห็นเกี่ยวกับกระแสวัยรุ่นเกี่ยวกับแฟชั่นสมัยใหม่ที่ทะลักมาพร้อมกับความนิยม ว่า เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับนโยบายเปิดกว้างให้กับระบบการค้าเสรี จึงไม่สามารถปิดกั้นการเปิดห้างร้านธุรกิจสมัยใหม่ในท้องถิ่น จึงทำให้เกิดกระแสความนิยมแฟชั่นใหม่ระบาดในหมู่วัยรุ่นอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถจะยับยั้งได้ จนทำให้ฝ่ายที่มีความต้องการอนุรักษ์วิถีชนบทมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่จะมาทำลายวัฒนธรรมประเพณีไทยดั้งเดิม ดังนั้นกลุ่มธุรกิจการค้าในภูเก็ตจึงต้องร้องขอความเป็นธรรมกับภาครัฐ เพื่อให้ความเสมอภาคกับทุกฝ่าย โดยการตั้งกฎกติกา ซึ่งควบคุมโดยภาครัฐ เพื่อให้มีความยุติธรรมกับทุกฝ่าย คือทั้งโมเดิร์นเทรดและค้าปลีกในท้องถิ่นเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะหากเทียบกันแล้วคงยากที่จะแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ทางหอการค้าจึงต้องการให้รัฐบาลลงมาจัดระเบียบกติกาเช่นเรื่องหลักเกณฑ์การขยายสาขา ที่ต้องรองรับกับประชากรซึ่งมีอยู่ประมาณ 300,000 คน ในขณะที่มีห้างสรรพสินค้ามากถึง 7-8 แห่ง ดังนั้นการที่ห้างใหญ่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกก็ควรนึกถึงผลกระทบทั้งในหลาย ๆ ด้านด้วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบสาธารณูปโภคโดยเฉพาะเรื่องของน้ำที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ระบบการกำจัดขยะที่ล้นเมือง และที่สำคัญที่สุดคือผู้ประกอบการท้องถิ่นร้านค้าปลีก โชว์ห่วยจะสามารถอยู่ได้หรือไม่
นายชวนะ กล่าวต่อไปว่าทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐนำภาษีท้องถิ่นมาตั้งกองทุน เพื่อสนับสนุนให้โชว์ห่วย ให้สามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินไปพัฒนาโชว์ห่วยให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดการใช้จ่ายเงินหมุนเวียนในพื้นที่ ซึ่งการจะพัฒนาประเทศให้มีความรุ่งเรือง รัฐต้องไม่ลืมที่จะดูแลสิทธิประโยชน์ของคนในประเทศด้วย เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่ร่วมกันแบบมั่นคงและยั่งยืนได้
ทางด้านดร.วิญญู วีรยางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต กล่าวว่า ก่อนที่จะนำกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้จริงควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ คณะกรรมการที่ดูแลร่างกฎหมายควรมีผู้มีความรู้เกี่ยวกับการค้าปลีกและส่งเป็นอย่างดี และมีความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นด้วย อีกทั้งหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ระบุในร่างพระราชบัญญัติก็ไม่ควรที่จะกำหนดตายตัว ควรมีการปรับใช้ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่มากกว่า เช่น เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์การตั้งห้างโมเดิร์นเทรดตามจำนวนประชากรและพื้นที่ เนื่องจากในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละจังหวัดมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ต้องให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ได้ แม้ว่าโดยส่วนตัวจะเห็นว่าขณะนี้สังคมไทยจะยังไม่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ว่าก็เห็นตรงกับทุกคนที่ว่าสักวันหนึ่งมันต้องเป็นเช่นนี้ แต่อยากจะให้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงโดยมีวิวัฒนาการที่มีความพร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วย
Source - แนวหน้า (Th)
Sunday, August 05, 2007 12:43
คุณแหน ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2550
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพพล.ต.ต. ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร วันที่ 10 ส.ค.เวลา 17.30 น.สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทาน เพลิงศพ ณ เมรุหลวงฯ วัดเทพศิรินทราวาส พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ...9 ส.ค. 19.00 น. พระพิธีธรรมสวด พระอภิธรรม...
บุรณัช ลิมจิตติ ผจก.ประจำประเทศไทย สายการบิน ออสเตรียน จัดทีมต้อนรับผู้โดยสารชั้น บิซิเนสคลาสขึ้นไป นำผ่านพิธีการ และคอยดูแลส่งถึงประตูเครื่องบินเป็นที่ประทับใจสายการบินแรก...ที่พิเศษขากลับ สุวรรณภูมิ มีรถบริการไม่ต้องเดินไกล สุดสายตา...
วัฒนา-วันเนาว์ บุลสุข ยกลูกสาวจุฑาทิพย์ให้อยู่ในความดูแลของสุรจิตบุตรมุ่ยเตียง รัศมีรัตน์ งานฉลองสมรสที่แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ 11 ส.ค....
คุณหญิงณัฐิกา อังอุบลกุล ดีใจมากเมื่อกิจการ บจ.น้ำตาลและอ้อยตะวันออก ได้รับรางวัลโรงงานดีเด่น เตรียมเปิดตัวโครงการการลงทุนใหม่ในกลุ่มบริษัทเร็วๆ นี้...
องคมนตรีศ.นพ.เกษม วัฒนชัย รับเชิญศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธาน คณะกรรมการนักธุรกิจสตรี หอการค้าไทย บรรยายเรื่อง นักธุรกิจกับปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง 14 ส.ค. 14.00 น. ที่อาคารบรรเจิดชลวิจารณ์...
ขอแสดงความเสียใจกับไพฑูรย์ มนูสุข ที่สูญเสียภรรยาสุดที่รักสุรางค์(รามณรงค์) อดีตนายกสมาคมส่งเสริมบุคลิกภาพสตรีฯ,อดีตนายกสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมาย ฯลฯ สวดศพเวลา 18.30 น. ที่วัดมกุฏฯ ศาลา 8 ถึง 8 ส.ค...พระราชทานเพลิงศพ วันพฤหัสบดี 9 ส.ค. 17.00 น. ...
มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก โดยคุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิฯ จะทำบุญถวายสังฆทาน เนื่องในวันก่อตั้ง 9 ส.ค. ที่มูลนิธิฯ หลังจากนั้นจะนำของไปเยี่ยม ทหารที่รักษาตัวอยู่ ณ รพ.ทหารผ่านศึก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ...
สามศรีพี่น้อง ม.ร.ว.ภรณี รอสส์,ม.ร.ว.อัจฉริยา คงสิริ, ม.ร.ว.วิภาสิริ วุฑฒินันท์ จัดลดราคาผ้าโขมพัสตร์ กลางปี 15% ที่ร้านถ.นเรศ ติดสน.บางรัก และสาขา มิราเคิล มอลล์ สุขุมวิท 41 ถึง 11 ส.ค. สินค้าผ้าไทยลายโขมพัสตร์สวยๆ ทั้งนั้น ...
คุณแหน
Source - เว็บไซต์แนวหน้า (Th)
Monday, August 06, 2007 01:51
"รากหญ้า"ซมพิษบาทแข็ง วิตกราคาสินค้าเกษตรกรวูบ รับเอกชนลดเป้าส่งออกข้าว
นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ชี้อุตสาหกรรมบางประเภท เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ ขีดความสามารถแข่งขันสูง แม้ "บาทแข็ง"วิตกหากเงินบาทแข็งค่าอีกส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรแน่ เผยส่งออกข้าวปี'50 หลุดเป้าจากคาดการณ์ 8.5 เหลือ 8 ล้านตัน
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า การที่กระทรวงพาณิชย์จะปรับประมาณการส่งออกปี 2550 ใหม่ โดยจะให้เติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 เห็นว่าภาพรวมการส่งออกปีนี้จะสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 เนื่องจากอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ยังสามารถแข่งขันตามการแข็งค่าของเงินบาทขณะนี้ได้ แต่อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น สินค้าภาคการเกษตรคงจะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและคงมีปัญหาที่ไม่สามารถส่งออกได้ตรงตามเป้าหมายปีนี้ได้
เช่น เป้าหมายการส่งออกข้าวปี 2550 จากครึ่งปีแรก คาดว่าภาพรวมการส่งออกข้าวทั้งปีจะอยู่ที่ 8.5 ล้านตัน แต่จากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวฯ จึงมีการประเมินตัวเลขการส่งออกข้าวปีนี้น่าจะส่งออกได้เพียง 8 ล้านตันเท่านั้น ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทอย่าให้ผันผวนมากเกินไป และควรอยู่ในระดับที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเหมาะสม หากแข็งค่าเฉลี่ยที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้แข่งขันยาก จึงอยากให้ภาครัฐดูแล เพราะต่อจากนี้ไปสินค้าภาคการเกษตรจะออกสู่ตลาดปริมาณมาก จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐจะนิ่งนอนใจไม่ได้
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมทบทวนประมาณตัวเลขการส่งออกปี 2550 ใหม่ เป็นร้อยละ 15 จากเดิมคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยทั้งปีร้อยละ 12.5 หรือคิดเป็นมูลค่า 145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเห็นว่าการส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ มีอัตราการเติบโตสูง เฉลี่ยโตร้อยละ 18 หรือคิดเป็นมูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตัวเลขฐานการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้คาดว่าครึ่งปีหลังจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกเฉลี่ยทั้งปีเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 แต่ยอมรับว่าค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าในระดับปัจจุบันที่ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมรายเล็กของไทยต้องมีการปรับตัว ส่วนอุตสาหกรรมรายใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ คอมพิวเตอร์ จะสามารถรับกับสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าไปได้ระยะหนึ่ง
นายประมนต์ กล่าวอีกว่า หากค่าเงินบาทยังแข็งค่า อุตสาหกรรมทั้งระบบในระยะยาวจะต้องปรับปรุงโครงสร้างรองรับการแข่งขัน และต้องยอมเสียตลาดด้วยการขึ้นราคาสินค้าส่งออก เพื่อให้กิจการอยู่รอด เอกชนรับตัวเลขการส่งออกร้อยละ 15 แต่ภาครัฐต้องหามาตรการที่ทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยวันที่6สิงหาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประเด็นสำคัญที่จะหารือในที่ประชุม คือ แนวทางการใช้เงินสนับสนุนผ่านกองทุนเอสเอ็มอี 5,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นชอบแล้ว แต่ทาง กกร.จะลงไปดูว่าจะมีการใช้เงินเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างไร และการชำระระบบธุรกิจที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยประเด็นดังกล่าวยังติดขัดในเรื่องกฎหมายที่จะต้องทำความเข้าใจ และเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมอีกครั้งในวันเดียวกัน
Source - เว็บไซต์แนวหน้า (Th)
Monday, August 06, 2007 02:02
หอการค้าโคราชผุดงานอาหารย่างต่อยอดท่องเที่ยว
หอการค้าโคราชผุดงานอาหารย่างต่อยอดท่องเที่ยว
นครราชสีมา :นายคำรณ ครบนพรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า เมื่อปี 2539 หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา โดยนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ อดีตเป็นประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมาในสมัยนั้น ได้จัดกิจกรรม เทศกาลอาหารย่างโคราช ขึ้น 3 วัน เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและสนับสนุนกิจการของธุรกิจค้าปลีกรายย่อยประเภทอาหารย่าง ซึ่งจังหวัดนครราชสีมามีชื่อเสียงด้านอาหารประเภท ไก่ย่าง มียี่ห้อวางขายในท้องตลาดต่างๆ กว่า 15 ชนิด ซึ่งมีรสชาติที่อร่อยแตกต่างกันไปตามพื้นที่ โดยการจัดงานเทศกาลอาหารย่างในครั้งนั้นได้รับความชื่นชอบจากประชาชนที่มาร่วมชมงานดังกล่าว ทำให้มีเงินสะพัดหลายแสนบาท ดังนั้นเพื่อให้การจัดงาน เทศกาลอาหารย่างโคราช ได้รับการเผยแพร่ต่อไปหอการค้าจังหวัดนครราชสีมาเห็นว่าควรจะมีการจัดกิจกรรมดังกล่าวในลักษณะต่อยอดและเพิ่มสีสันความน่าสนใจของงานให้มากขึ้นและควรจัดเป็นเทศกาลประจำปีของจังหวัด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างเอกลักษณ์ประเภทอาหารย่างให้แพร่หลายยิ่งขึ้นเป็นที่รู้จักของคนในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความนิยมชมชอบต่อไป
นายคำณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครราชสีมา อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมสนับสนุนส่งเสริมธุรกิจอาหารย่างในจังหวัดทุกชนิด เป็นการสร้างเอกลักษณ์ชื่อเสียงด้านเทศกาลอาหารย่างโดยเฉพาะไก่ย่างของจังหวัดให้เป็นอาหารอร่อยสุดยอดระดับประเทศ และเป็นกิจกรรมหารายได้ให้กับหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา
งานเทศกาลอาหารย่างโคราชจะมีรูปแบบในลักษณะของงานออกบูธกลางแจ้งประมาณ 50-100 บูธ บริเวณถนนคนเดิน หรือบริเวณประตูพลแสน โดยมีการแสดงดนตรี คอนเสิร์ตเวทีกลางแจ้ง สวนสนุกแบบเมืองคาวบอย กิจกรรมประกวดเทพธิดาอาหารย่าง ขบวนแห่รถโบราณ ขบวนรถมอเตอร์ไซด์ฮาเร่ ประกวดกางเกงยีนส์เก่าสุด แพงสุด หายากที่สุด เป็นต้น จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น และเป็นเทศกาลประจำปีช่วงต้นฤดูหนาว โดยคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรระดับรากหญ้า และพร้อมจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2550 หรือช่วงต้นเดือนธันวาคม 2550 นายคำรณกล่าว
Source - เว็บไซต์สยามรัฐ (Th)
Monday, August 06, 2007 03:06
ถกเกณฑ์กู้กองทุนเอสเอ็มอี ปล่อยกู้ใน1เดือน-คลังจี้แก้การตลาด-คุณภาพ
กกร.หารือวางเกณฑ์ปล่อยกู้กองทุนเอสเอ็มอี คาดใช้เวลา 1 เดือนปล่อยกู้ได้ ด้านคลังชี้ให้เงินทุนแค่แก้ปัญหาระยะสั้น รัฐต้องเร่งแก้เรื่องการตลาดและคุณภาพการผลิต เตือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะประเมินมาตรการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า 6 มาตรการว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด เพื่อนำเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม และหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพื่อให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ โดยการปล่อยสินเชื่อควรจะมีการตั้งคณะกรรมการของ กกร.ขึ้นมาพิจารณาการให้สินเชื่อที่อยู่ในหลักเกณฑ์ของกองทุน
ทั้งนี้ หลังจากที่รายละเอียดของกองทุนได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐแล้ว จะเปิดให้เอสเอ็มอีที่ต้องการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องเข้ามาลงทะเบียน ซึ่งเอสเอ็มอีที่จะมาลงทะเบียนขอสินเชื่อจะไม่จำกัดเฉพาะที่เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท. หรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยจะเปิดกว้างให้เอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก และได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่ามาลงทะเบียนได้
"คาดว่าจะใช้เวลาเตรียมการและปล่อยกู้ได้จริงไม่เกิน 1 เดือน เพื่อให้ทันต่อการให้สินเชื่อกับเอสเอ็มอีแก้ปัญหาขาดสภาพคล่อง เมื่อเอสเอ็มอีมีสภาพคล่องเข้าสู่ภาวะปกติแล้วสถาบันการเงินจะพิจารณาหยุดการให้สินเชื่อทันที" นายสันติ กล่าว
สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาจะให้สินเชื่อกับเอสเอ็มอี ได้แก่ 1.เอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเอง 2.เอสเอ็มอีที่เป็นซับคอนแทรคให้กับผู้ส่งออกรายใหญ่ การขอกู้ต้องมีเอกสารประกอบ อาทิ ใบคำสั่งซื้อ มาชี้แจงว่าเป็นเอสเอ็มอีที่อยู่ในธุรกิจส่งออกจริงๆ โดยเอสเอ็มอีไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่ม ซึ่งสถาบันการเงินจะพิจารณาจากหลักทรัพย์ค้ำประกันเดิมที่เอสเอ็มอีให้ไว้กับสถาบันการเงินอยู่แล้ว
ขณะที่รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี คงไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด แต่เป็นการยืดอายุของผู้ประกอบธุรกิจเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ปัจจุบันปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เงินทุน แต่อยู่ที่ปัญหาด้านการตลาดและคุณภาพการผลิตสินค้า หากรัฐบาลไม่เข้าไปช่วยเหลือในด้านดังกล่าว เงินทุนที่ได้มาจะถือเป็นการช่วยภาคธุรกิจในระยะสั้นเท่านั้น
ที่ผ่านมามีหลายกองทุนที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจ แต่ก็ไม่สามารถช่วยผู้ประกอบการได้ ขณะเดียวกัน เงื่อนไขในการใช้เงินก็ยังเป็นปัญหา ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าไปใช้เงินทุนในส่วนนี้ได้เต็มที่ ทางที่ดีรัฐบาลควรเข้าไปสนับสนุนการตลาดและคุณภาพการผลิตดีกว่า ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แหล่งข่าว กล่าว
Source - เว็บไซต์คมชัดลึก (Th)
Monday, August 06, 2007 03:25
กกร.ถกแก้ผลกระทบค่าบาทวันนี้
เมื่อวันที่ 5 ส.ค.50 นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ในวันนี้(6 ส.ค.) จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3 สถาบัน (กกร.) โดยมีประเด็นสำคัญที่จะหารือในที่ประชุมคือ แนวทางการใช้เงินสนับสนุนผ่านกองทุนเอสเอ็มอี 5,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เห็นชอบแล้วแต่ทาง กกร.จะลงไปดูว่าจะมีการใช้เงินเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างไร และการชำระระบบธุรกิจที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยประเด็นดังกล่าวยังติดขัดในเรื่องกฎหมายที่จะต้องทำความเข้าใจและเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมอีกครั้ง
Source - สยามรัฐ (Th)
Monday, August 06, 2007 04:16
สอท.จี้สอบข้อมูลเลิกจ้างก่อนเปิดเผย
ส.อ.ท.เตรียมหารือ "อภัย"เบรกเปิดเผยข่าวปิดโรงงาน ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวันนี้ ชี้ภาครัฐควรตรวจสอบข้อมูลเอกชนให้ชัดเจนเผยข่าวคลาดเคลื่อนกระทบความเชื่อมั่น ขณะที่สถาบันการเงิน-ลูกค้า-ซัพพลายเออร์ ผวาหนักหวั่นกระทบธุรกิจ ขณะที่กระทรวงแรงงานเสนอ 2 มาตรการตั้งวอร์รูมวิเคราะห์ข้อมูลเลิกจ้าง
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส.อ.ท. และสมาคมธนาคารไทย วันนี้ (6 ส.ค.) โดยจะหารือถึงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยราชการเกี่ยวกับการปิดโรงงานหรือการเลิกจ้างแรงงาน เพื่อนำเรื่องดังกล่าวไปชี้แจงความเห็นของภาคเอกชนในที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนร่วม ซึ่งมีนายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมด้วย โดยภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐตรวจสอบข้อมูลจากสถานประกอบการให้แน่ชัดก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลออกมา เพราะข่าวที่ออกมาทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อน
นายสันติ กล่าวว่า ส.อ.ท.ต้องการให้ภาครัฐส่งข้อมูลเกี่ยวกับการปิดโรงงานและการเลิกจ้างมาที่ ส.อ.ท. เพื่อให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมการเตรียมตัวหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะ ส.อ.ท.มีสภาอุตสาหกรรมจังหวัดรวม 70 จังหวัด ดูแลผู้ประกอบการประมาณ 8,000 รายทั่วประเทศ และในวันนี้ (6 ส.ค.) ส.อ.ท.จะส่งหนังสือถึงสภาอุตสาหกรรมจังหวัดทุกแห่ง และกลุ่มอุตสาหกรรมในส่วนกลาง 36 กลุ่ม เพื่อให้สภาอุตสาหกรรมจังหวัดและกลุ่มอุตสาหกรรมติดตามตรวจสอบผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มปิดโรงงานและเลิกจ้างแรงงาน ทำให้รับทราบข้อมูลและหาทางเข้าไปช่วยผู้ประกอบการที่มีปัญหา
นายวัลลภ วิตนากร รองเลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาครัฐควรระมัดระวังการให้ข่าวเรื่องการปิดโรงงาน และต้องมีความรอบคอบในการตรวจสอบข้อมูล โดยต้องสอบถามข้อมูลจากผู้ประกอบการให้แน่ชัดก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลออกไป เพราะโรงงานหลายแห่งที่รัฐออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าจะปิดโรงงานแต่ข้อเท็จจริงพบว่าต้องการแรงงานเพิ่ม เมื่อข่าวที่เผยแพร่ออกมายังไม่ได้รับการตรวจสอบจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการอย่างมาก ทำให้กระทบความเชื่อมั่นกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย คือ สถาบันการเงิน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ คนงาน
ด้าน นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กระทรวงแรงงานจะเสนอรายงานสถานการณ์การเลิกจ้าง ซึ่งขณะนี้พบว่า ปัญหาการเลิกจ้างเริ่มนิ่งแล้ว ไม่มีสัญญาณการเลิกจ้างจากโรงงานทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
"ผมว่าทุกอย่างเริ่มจะดีขึ้น เพราะจากการลงพื้นที่เพื่อรับทราบสถานการณ์การจ้างงานทั้งโรงงานขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ไม่มีใครมีปัญหา ในการเลิกจ้าง แต่มีปัญหาเรื่องแหล่งเงินที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการแต่ละรายก็มีปัญหาในเรื่องเศรษฐกิจส่วนตัวเหมือนกัน" นายจุฑาธวัช กล่าว
ส่วนการแก้ปัญหาการประสานงานข้อมูลการเลิกจ้างงานกับสภาอุตสาหกรรมนั้น นายจุฑาธวัช กล่าวว่า พร้อมจะประสานข้อมูล ไม่ได้มีปัญหาและที่ผ่านมาได้หารือกับสภาอุตสาหกรรมอยู่แล้วคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา
อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานได้เสนอให้มีการจัดตั้งเป็น วอร์รูมพิเศษ เพื่อรวบรวมข้อมูล การจ้างงานทั้งประเทศ รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์รายวัน และมีการเผยแพร่ข่าวสารให้เป็นระบบ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะวางมาตรการเป็น 2 แนวทาง คือ 1.มาตรการก่อนการเลิกจ้างให้ กสร.เข้าไปเฝ้าระวังสถานประกอบการที่อยู่ในข่าย อาจต้องเลิกจ้างพนักงาน และให้ สปส.ไปวางรูปแบบการชะลอการจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง เพื่อช่วยเหลือด้านการลดต้นทุนการผลิต 2.มาตรการหลังการเลิกจ้าง คือให้กรมการจัดหางาน สำรวจและประสานนายจ้าง เพื่อจัดทำศูนย์ข้อมูลทะเบียนตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศ และให้ สปส.ไปคิดรูปแบบความเป็นไปได้ที่จะลดเงินสมทบให้กับนายจ้าง
Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Monday, August 06, 2007 06:09
ดีเดย์30วันแบงก์ปล่อยกู้"เอสเอ็มอี"
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประชุมร่วมวันนี้กำหนดหลักเกณฑ์กองทุน 5,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ช่วยเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท-ขาดสภาพคล่อง แบงก์เคาะอัตราดอกเบี้ย MLR-2.25% ระบุเสี่ยงสูงหวั่นเกิดเอ็นพีแอล ด้าน ส.อ.ท.เสนอตั้งคณะกรรมการกรองสมาชิกก่อนให้สินเชื่อ เปิดกว้างเอสเอ็มอีลงทะเบียนขอเงินกู้ "ประธาน ส.อ.ท." มั่นใจภายใน 30 วันปล่อยสินเชื่อได้ ขณะที่กลุ่มสิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่ม -เครื่องใช้ไฟฟ้า-ชิ้นส่วนยานยนต์ และอาหารจ่อคิวยื่นขอ
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส.อ.ท. และสมาคมธนาคารไทยวันนี้ (6 ส.ค.) ที่ประชุมจะหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องจากปัญหาเงินบาทแข็งค่า กองทุนดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเหลือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการส่งออก ที่มียอดคำสั่งซื้อลดลงเนื่องจากขาดสภาพคล่อง
นอกจากนี้จะมีการหารือถึงมาตรการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า 6 มาตรการที่ประกาศออกมาว่า จะใช้ได้ผลมากน้อยเพียงไร เพื่อนำเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมที่มีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม วันเดียวกัน
หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้คลอดแผนกองทุนให้ความช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท โดยอัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็นสองประเภท คือกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่องวงเงิน 4,500 ล้านบาท เป็นกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วไป ธนาคารพาณิชย์จะเก็บอัตราดอกเบี้ย MLR-2.25% และกองทุนที่เหลืออีก 500 ล้านบาท ให้กับเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องรุนแรง กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสียสูง ธนาคารพาณิชย์เก็บอัตราดอกเบี้ย MLR+1% แต่ก็ถือว่าต่ำกว่าปกติที่สถาบันการเงินเรียกเก็บจากลูกค้าในกลุ่มเสี่ยงที่อัตรา MLR+4%
ทั้งนี้ตามประกาศที่แจ้งกับธนาคารพาณิชย์ ธปท.จะเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยจากจำนวนสินเชื่อดังกล่าว จากธนาคารพาณิชย์ในอัตรา 1% ต่อปีของเงินสินเชื่อทั้งสองประเภท โดยการจัดสรรวงเงินให้ธนาคารพาณิชย์นั้น ธปท.จะพิจารณาโดยใช้ยอดสินเชื่อคงค้างเอสเอ็มอี ของแต่ละธนาคารพาณิชย์เมื่อสิ้นปี 2549
การให้ความช่วยเหลือสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำกับเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท จะมีระยะเวลาช่วยเหลือ 3 ปี โดยธุรกิจเอสเอ็มอีแต่ละรายจะได้รับความช่วยเหลือรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท ให้ใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ตามปกติ
ทั้งนี้เงินสินเชื่อซอฟท์โลนจำนวน 4,500 ล้านบาท ที่ให้กับเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องทั่วไปนั้น ธปท.จะให้เงินสมทบ 50% และธนาคารพาณิชย์สมทบอีก 50% ส่วนซอฟท์โลนจำนวน 500 ล้านบาท ที่ให้กับเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง ธปท.จะสมทบเงิน 90% และธนาคารพาณิชย์สมทบอีก 10%
คาดภายใน 30 วันปล่อยกู้เอสเอ็มอีได้
อย่างไรก็ตาม ในการปล่อยสินเชื่อควรมีการตั้งคณะกรรมการของ กกร.ขึ้นมาพิจารณาการให้สินเชื่อเอสเอ็มอีที่อยู่ในหลักเกณฑ์ของกองทุน หลังจากที่รายละเอียดของกองทุนได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐแล้ว จะเปิดให้เอสเอ็มอีที่ต้องการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องเข้ามาลงทะเบียน ซึ่งเอสเอ็มอีที่จะมาลงทะเบียนขอสินเชื่อจะไม่จำกัดเฉพาะเอสเอ็มอีที่เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท. หรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยจะเปิดกว้างให้เอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก และได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่ามาลงทะเบียนได้ คาดว่าจะใช้เวลาเตรียมการและปล่อยกู้ได้จริงไม่เกิน 1 เดือน ทั้งนี้เพื่อให้ทันต่อการให้สินเชื่อกับเอสเอ็มอีแก้ปัญหาขาดสภาพคล่อง เมื่อเอสเอ็มอีมีสภาพคล่องเข้าสู่ภาวะปกติแล้วสถาบันการเงินจะพิจารณาหยุดการให้สินเชื่อทันที
สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาจะให้สินเชื่อกับเอสเอ็มอี ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ 1.เอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเอง 2.เอสเอ็มอีที่เป็นซับคอนแทร็คให้กับผู้ส่งออกรายใหญ่ การขอกู้ต้องมีเอกสารประกอบ อาทิเช่น ใบคำสั่งซื้อ |