ReadyPlanet.com
dot
dot
ส่วนสมาชิกหอการค้า TakCC Member Login
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
สมัครสมาชิกหอการค้าจังหวัดตาก
dot
bulletสิทธิประโยชน์สมาชิก
bulletขั้นตอนการสมัคร
bulletdownload ใบสมัครสมาชิก
dot
เกี่ยวกับ หอการค้าจังหวัดตาก
dot
bulletประวัติหอการค้าจังหวัดตาก
bulletข้อบังคับ หอการค้าจังหวัดตาก
bulletวิสัยทัศน์
bulletโครงสร้าง และพันธกิจ
bulletทำเนียบคณะกรรมการ
bulletสถานที่ติดต่อ
dot
อัลบั้มภาพ
dot
bulletภาพกิจกรรม
bulletผลงานเด่นที่ผ่านมา
dot
รายงานการประชุม
dot
dot
ข้อมูลจังหวัด และ สถิติการค้า
dot
bulletข้อมูลจังหวัดตาก
bulletสถิติการค้าชายแดน จังหวัดตาก
bulletท่าสินค้า และ คลังสินค้า ชายแดน
bulletจุดท่องเที่ยวในจังหวัดตาก
dot
ข่าวสารประเทศเพื่อนบ้าน
dot
bulletพม่า
bulletจีน
bulletเวียดนาม
bulletกัมพูชา
bulletลาว
bulletฐานข้อมูลกลุ่มประเทศ GMS
dot
ลิงค์ที่น่าสนใจ
dot
bulletHOT LINKS
bullet รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง
bulletโครงการป้ายของดีจังหวัดตาก


http://www.dft.go.th/th-th/index


สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 20 ส.ค. 50

สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

หอฯกาญจน์ชงผวจ.เปิดด่านพระเจดีย์

          ** หลังทำเศรฐกิจทรุด-รายได้ทัวร์หดกว่า 100 ล.

          ** แนะต่อสายพม่าช่วยอีกแรง

          ปธ.หอการค้า จ.กาญจนบุรี นำทีมสมาชิกเข้าหารือผู้ว่าฯ หลังผู้ค้าในจังหวัดรวมตัวเรียกร้องให้เปิดด่านบ้านพระเจดีย์ 3 องค์ เหตุทนรับสภาพขาดทุน จากยอดทัวร์ตกไม่ไหวทำรายได้รวมหดเดือนละกว่า 100 ล้านบาท พร้อมเสนอเจรจาพม่าช่วยเหลืออีกทาง ด้านพ่อเมืองหนุนเต็มสูบ ชี้ให้กลับไปถกมาใหม่ก่อนนำเข้าที่ประชุมใหญ่

          กาญจนบุรี:นายธีรชัย ชุติมันต์ ประธานสมาคมหอการค้า จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่าสาเหตุที่ต้องนำบรรดาสมาชิกหอการค้าใน จ.กาญจนบุรี ทั้งหมด จำนวนกว่า 30 รายเข้าพบนายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องมาจากช่วงที่ผ่านมาด่านชายแดนไทย-พม่า โดยเฉพาะด่านบ้านพระเจดีย์ 3 องค์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขต อ.สังขละบุรีได้มีการปิดด่านมานานกว่า 4 เดือน ส่งผลทำให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและนักธุรกิจที่ประกอบกิจการนำเข้าและส่งออกของ จ.กาญจนบุรี ทั้งหมด รวมถึงบรรดาเจ้าของกิจการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ท สนามกลอฟ์ หรือแพพัก-แพล่อง ต่างก็ต้องประสบปัญหาภาวะขาดทุน จนบางรายถึงกับปรับเปลี่ยนการทำธุรกิจเดิมไปเป็นค้าขายอาหาร หรือไม่ก็ปิดกิจการไปเลยก็มี

          "ล่าสุด จึงมีการร้องเรียนและปรึกษามาทางสมาคมฯ เพื่อขอร้องให้เป็นตัวแทนเข้าพบผู้ว่าฯ เรียกร้องทางจังหวัดให้มีการช่วยเหลือและหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ ด้วยการเปิดจุดผ่อนปรนเปิดด่านชายแดนไทย-พม่า โดยใช้กฎหมาย มาตรา 5 ทวิ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ด่านศุลกากร พร้อมกันนั้นได้ขอให้ประสานไปทางฝ่ายความมั่นคงทางทหาร และรัฐบาลประเทศพม่า เพื่อเจรจาประสานขอความร่วมมือในเรื่องการเปิดด่านฯซึ่งท่านผู้ว่าฯเอง ก็เห็นด้วยและยืนยันที่จะให้การช่วยเหลือ รวมทั้งแนะนำให้ทางสมาคมฯเรียกประชุมสมาชิกทั้งหมด เพื่อหารือในเรื่องการแก้ไขปัญหาและข้อเรียกร้อง ก่อนนำเสนอไปทางจังหวัดใหม่อีกครั้ง"

          นายธีรชัย กล่าวต่อว่า หากเรื่องนี้ยังไม่มีการแก้ไขและช่วยเหลือกันอย่างจริงจังสภาพเศรษฐกิจของ จ.กาญจนบุรี ก็อาจต้องพังและล่มสลายอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยเดินทางมาเที่ยวที่กาญจน์กันแล้ว สาเหตุก็เพราะด่านชายแดนไทย-พม่า ถูกปิดมานานกว่า 4 เดือนนั่นเอง ส่งผลให้เม็ดเงินที่เราเคยได้รับเดือนละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ต้องหายไป ขณะที่นักธุรกิจบางรายก็มีการเลิกกิจการและหันไปขายข้าวแกง แต่ก็ยังเจ้งอยู่ดี เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมากิน ทำให้ขณะนี้ผู้ประกอบการในพื้นที่ส่วนใหญ่เริ่มอยู่กันไม่ได้แล้ว

 

Source - สยามรัฐ (Th)

Saturday, August 18, 2007  04:19

 

ผู้ส่งออกภาคใต้ครวญปริ่มขาดใจ +บาทแข็งทำเจ็บตัวถ้วนหน้าตั้งแต่ปลากระป๋องยันบ่อกุ้ง

          พิษบาทแข็งยังป่วนไม่เลิก กลุ่มผู้ส่งออกภาคใต้อ่วมตามกัน โรงงานปลากระป๋องเริ่มขาดทุนสะสมรายละนับร้อยล้าน ส่งออกพืชผลการเกษตรขาดทุนเดือนละ 2-3 แสนบาท จ่อคิวปิดตัวหลายหลาย ผู้เลี้ยงกุ้งขาดทุนบ่อละแสน  ขณะที่ผู้ส่งออกยางได้รับผลกระทบน้อยสุด

          นายโอฬาร อุยะกุล  ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา และเจ้าของบริษัทปลากระป๋องสยาม จำกัด  ซึ่งผลิตปลากระป๋องส่งออก 90% เปิดเผยว่า ตอนนี้ผู้ส่งออกอยู่ในภาวะจะขาดใจ  เพราะเงินบาทที่แข็งค่า  ทำให้โรงงานผู้ส่งออกปลากระป๋องขาดทุนสะสมแล้วไม่ต่ำกว่าโรงงานละ 300 ล้านบาท  ประกอบกับมีต้นทุนที่สูงขึ้น จากค่าขนส่งที่สูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ตอนนี้อยู่ได้เพราะกินบุญเก่า มีโรงงานต้องปิดกิจการไปแล้ว 10 โรงงงาน แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าโรงงานไหน

          "ผมคุยกับเจ้าของโรงแรมในภูเก็ต  พบว่า ธุรกิจท่องเที่ยวฝั่งอันดามันก็ได้รับผลกระทบ  เงิน  1,000 ดอลลาร์สหรัฐ นำมาใช้จ่ายในโรงแรมในเมืองไทยได้น้อยลง  นักท่องเที่ยวก็ต้องทบทวนการมาเที่ยวเมืองไทย"

          ผู้ประกอบการมีการหารือกันถึงปัญหาค่าเงินบาทเห็นว่า การแก้ปัญหาของรัฐยังสับสนและยังไม่เห็นผล  สำหรับการปรับกลยุทธเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวนั้น ต้องปรับไลน์ในการผลิต  เปลี่ยนกรรมวิธีในการผลิต ใช้เครื่องจักรแทนคนให้มากขึ้น  เพราะต้นทุนค่าแรงงานสูงขึ้น  ซึ่งการปรับไลน์ในการผลิตอุตสาหกรรมอาหารส่งออก ต้องใช้เวลา 3-5 ปี และต้องลงทุนเครื่องจักรจำนวนมาก

          นายกัมพล วัชระนิมิต กรรมการผู้จัดการบริษัท ทรอปิคอลแคนนิ่ง จำกัด จังหวัดสงขลา  ผู้ผลิตและผู้ส่งออกปลากระป๋องตราอะยัม  กล่าวว่า  ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเคยอยู่ที่   36 บาท มาอยู่ที่ 33 บาท  ทำให้ต้องแบกต้นทุนที่เพิ่มขึ้น คือ ค่าขนส่งและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น มาตรการของรัฐยังสับสนอยู่  ไม่ช่วยให้ดีขึ้น  ทำให้สู้คู่แข่งคือ ฟิลิปินส์  เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้ยาก

          นายวรเพชร เอี่ยมประพันธ์ตรี ประธานฝ่ายพัฒนาการค้าชายแดน  หอการค้าจังหวัดสงขลาและกรรมการผู้จัดการบริษัท ไอพีดีทรานสปอร์ต แอนด์อิมปอร์ต เอ็กปอร์ต จำกัด  ผู้ส่งออกพืชไร่ทางการเกษตรไปยังประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย  กล่าวว่า     จากค่าเงินบาทแข็ง  ผู้ประกอบการส่งออกพืชผลทางการเกษตร  ต้องแบกภาระต้นทุนและค่าขนส่ง  ทำให้ขาดทุนเดือนละ 200,000-300,000 บาท  หรือขาดทุนแล้วปีละ 2-3 ล้านบาท     หลายรายต้องปรับเปลี่ยนผู้บริหารเข้ามาแก้ปัญหา หลายรายใกล้ปิดตัว เพราะทำต่อไปไม่ไหว  โดยปกติการซื้อขายสินค้าพืชผลการเกษตร จะตกลงซื้อขายล่วงหน้า 3-6 เดือน ทุกออเดอร์ที่ได้รับ ก็คือ การขาดทุน เพราะเงินที่เคยได้รับดอลลาร์สหรัฐละ 36-38 บาท มาอยู่ที่  33-34 บาท  ก็ปรับตัวโดยการลดราคารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุน

          นายชัยรัตน์ เรืองวรุณวัฒนา เจ้าของบริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา (1982) จำกัด  และประธานฝ่ายอุตสาหกรรมยาง หอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ผู้ส่งออกยางพารา  ได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ส่งออกอย่างอื่น   เนื่องจากมีวิธีการปรับตัวด้วยการลดราคารับซื้อน้ำยางข้นจากปีที่แล้วรับซื้อที่ราคา 100 บาท มาซื้อที่กิโลกรัมละ  61 บาท  ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมนี้ จึงไม่ถึงกับต้องปิดกิจการ

          นายศักดา มั่นนันทกุล ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ขณะนี้ผู้เลี้ยงกุ้งในภาคใต้ประสบภาวะขาดทุนหนัก เฉลี่ยขาดทุนบ่อละ 100,000 บาท  จากต้นทุนการเลี้ยง น้ำมันแพง ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ไม่สามารถแข่งขันราคาในการส่งออกกุ้งกับประเทศคู่แข่ง คือ เวียตนาม อินโดนีเซีย และจีนได้  ส่งผลให้มีผู้เลี้ยงลดลงเหลือเพียง 30 %

          ส่วนผู้ส่งออกไม้ยางพาราแปรรูป ชะลอการรับซื้อ เพราะขาดทุนจากค่าเงินบาท ส่งผลให้ราคาไม้ยางพาราปรับตัวต่ำลง  โดยนายสุพัต ศรีรัตนไพบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายจัดหาวัตถุดิบ  บริษัท ตรังไม้ยางพารา จำกัด จำกัด เปิดเผยว่า ราคาไม้ยางพาราต่ำลง จากค่าเงินบาทที่แข็งตัว  ทำให้โรงงานผู้ส่งออกขาดทุน  จึงไม่กล้ารับซื้อไม้ยางไว้มาก

          นายพนม นิยม ผู้อำนวยการกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดสงขลา เขต 1  เปิดเผยว่า ราคาไม้ยางถูกลง  เพราะปริมาณมีมาก และผลกระทบจากการส่งออกที่มาจากค่าเงินบาทแข็งตัว  โรงงานแปรรูปไม้ยางพาราจึงลดราคาการรับซื้อลง

 

Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th)

Saturday, August 18, 2007  06:38

 

อุดรตัวเลือกสุดท้ายศูนย์ประชุมอีสาน

          ว.ว.เคาะโต๊ะเลือกอุดรเป็นสถานที่ก่อสร้างศูนย์ประชุมภาคอีสาน หอการค้าจังหวัดอุดรชี้เป็นผลจากการร่วมแรงของภาคเอกชนในการผลักดัน ด้านอุปนายกสมาคมโรงแรมภาคอีสานหนุนสุดตัว มั่นใจจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจอีกแรง

          นายสวาท  ธีระรัตน์นุกูลชัย  ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้มีมติเลือกเอาพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเป็นสถานที่จัดตั้งก่อสร้างศูนย์ประชุมประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  หรือศูนย์ประชุมอินโดจีน  ซึ่งจะใช้พื้นที่บริเวณหนองสาธารณะหนองแดริมถนนถนนมิตรภาพสายอุดรธานี – หนองคาย ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีไปทางด้านจังหวัดหนองคายประมาณ 4 กิโลเมตร งานนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จของทางหอการค้าจังหวัดอุดรธานีด้วยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นความร่วมมือกันของภาคเอกชนในจังหวัดอุดรธานี  ที่ได้ร่วมกันให้ข้อมูลทุกด้านของจังหวัดกับทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ จนมาถึงจุดในการตัดสินใจเลือกเอาจังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่จัดตั้งและก่อสร้างศูนย์ประชุมประจำภาคตะวันออกเฉียงในครั้งนี้  ซึ่งในอนาคตจะทำให้พื้นที่จังหวัดอุดรธานีและใกล้เคียงรวมไปถึงกลุ่มจังหวัด 6.1  มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และยังจะเป็นการสร้างงานให้กับพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย

          สำหรับศูนย์ประชุมประจำภาคดังกล่าว เป็นโครงการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ที่จะให้มีการจัดตั้งและก่อสร้างศูนย์ประชุมประจำภาคขึ้นทั้งหมด 4 ภาค     และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้ทางว.ว.เป็นผู้สำรวจและรวบรวมข้อมูลพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำเอาไปวิเคราะห์คัดเลือกพื้นที่  ซึ่งล่าสุดนี้ทางคณะทำการสำรวจรวบรวมข้อมูลพื้นที่ของ วว.ได้มีมติให้เลือกจังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดจัดตั้งและก่อสร้างศูนย์ประชุมประจำภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ  ทั้งนี้คณะที่ทำการสำรวจรวบรวมข้อมูลได้พิจารณาถึงด้านความมีศักยภาพ การคมนาคมเชื่อมโยงไปยังพื้นที่จังหวัดอื่นๆ รวมไปถึงการเดินทางคมนาคมเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

          นายสุทัศน์  แพรสุรินทร์  ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมเจริญโฮเต็ล และอุปนายกสมาคมโรงแรมภาคอีสาน กล่าวว่า เห็นด้วยที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำเอาโครงการกระตุ้นการตลาดการประชุมสัมมนาเข้าในภาคอีสานและภาคอีสานตอนบน   ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี  เพราะนอกจากจะเป็นการกระตุ้นการตลาดประชุมสัมมนาของภาคอีสานแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจของภาคอีสานอีกทางหนึ่งด้วย  เมื่อมีศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ประจำภาคแล้ว ในอนาคตการจัดประชุมสัมมนาของภูมิภาค ระดับประเทศก็จะมีในจังหวัดอุดรธานีมากขึ้น จะช่วยสร้างงาน สร้างความรู้เรื่องการบริการ และอื่นๆอีกหลายอย่าง  เชื่อว่าเมื่อมีศูนย์ประชุมขนาดใหญ่จุคนได้เป็นจำนวนมาก ต่อไปก็จะเป็นศูนย์กลางในการจัดการประชุมระดับนานาชาติ  เพราะจังหวัดอุดรธานีสามารถเดินทางเชื่อมโยงไปยังประเทศสปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ได้สะดวก

          ส่วนผลกระทบต่อที่พักหรือโรงแรมนั้น นายสุทัศน์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบ  เพราะโครงการไม่ได้สร้างโรงแรม ส่วนห้องพักในจังหวัดอุดรธานีก็มีมากพอที่รองรับคณะการประชุมได้นับหมื่นคน  แต่ขาดสถานที่ประชุมที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นหากว่าศูนย์ประชุมดังกล่าวก่อสร้างเสร็จตามโครงการ ก็จะอำนวยประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก  จังหวัดอุดรธานีมีความเหมาะสมในการที่จะเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมสัมมนามาก  แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังขาดสถานที่จัดการประชุมขนาดใหญ่เท่านั้น

 

Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th)

Saturday, August 18, 2007  06:39

 

สะพานข้ามโขง 3 นครพนม-แขวงคำม่วน เชื่อมอีสานติดทะเล

          นับเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ต้องการจะปรับตนเองจาก Land Lock  ซึ่งไม่มีพื้นที่ออกสู่ทะเลไปสู่   Land Link เพื่อเป็นทางผ่านในการขนส่งสินค้าไปที่ท่าเรือต่างๆของเวียดนามไม่ว่าจะเป็น ดานัง   ฮอนลา  หวุ๋งหว๋าง ฯลฯ  แนวทางดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งอินโดจีน อาเซียนซึ่งจะรวมไปถึงประเทศไทย ภายในระยะเวลาไม่กี่ข้างหน้า

          แม้ว่าสะพานข้ามโขงจะสามารถใช้งานไปแล้ว 2 แห่งไม่ว่าจะเป็นหนองคาย-เวียงจันทน์  และ มุกดาหาร-สะหวันนะเขต  แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของสปป.ลาว ซึ่งนับวันจะเติบใหญ่มากขึ้นในฐานะศูนย์กลางพลังงานแห่งภูมิภาคหรือ Battery of Asia จึงเป็นที่มาของโครงการสะพานข้ามโขง 3 (นครพนม-แขวงคำม่วน)

          ด้วยเหตุนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศ  สมาคมไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพ และลาว-ไทย เพื่อมิตรภาพ จึงจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-ท่าแขก ) จุดเชื่อมโยงเพื่อผลประโยชน์ร่วมไทย-ลาว" ณ โรงแรมนครพนม ริเวอร์วิว จังหวัดนครพนม ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศที่จะได้รับในการสร้างสะพานแห่งนี้

          +++ เชื่อมไทยสู่ตลาดใหม่ 70 ล้านคน

          เริ่มต้นจาก นายวิบูลย์  คูสกุล เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ กล่าวถึงประโยชน์ของสะพานแห่งที่สามว่า ทุกคนต่างยอมรับว่านครพนมเป็นเมืองปิด สะพานแห่งนี้จะทำให้นครพนมและอีกหลายๆจังหวัดในย่านนี้ มีทางออกสู่ทะเลด้วยระยะทางเพียง 300 กว่ากิโลเมตรเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นท่าเรือที่เมืองวิงห์  ,  ดานัง ฯลฯ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของทุกคนทั้งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงให้เติบโตมากยิ่งขึ้น   แม้ว่าวันนี้ปริมาณการค้าจะไม่ได้มากอย่างที่คิด แต่ถ้าได้ดูตัวเลขสถิติการค้าจากการสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 จะพบว่าปริมาณการค้าก่อนสร้างสะพานและหลังสร้างต่างกันมาก หลังสร้างเติบโตขึ้นกว่า 300% ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก

          "ในอนาคต 30 ปีข้างหน้าความสัมพันธ์ที่ไทยมีต่อลาวก็คือในเรื่องเครือข่ายการคมนาคม การเชื่อมโยงจากภาคอีสานไปสู่พื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่แค่ 7 ล้านคนในลาวแต่ทั้งภูมิภาคซึ่งไม่น้อยกว่า  70 ล้านคนในเวียดนามและจีนตอนใต้  ที่จะสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนถ้าสะพานแห่งนี้สร้างเสร็จ"

          ที่สำคัญการลงทุนในโครงการต่างๆ น้อยใหญ่จะเกิดขึ้นมากในแขวงคำม่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน เช่น เขื่อนน้ำเทิน 2 อุตสาหกรรมเหมืองแร่  การท่องเที่ยว  และการเกษตร ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นธุรกิจที่นักลงทุนไทยสามารถเข้าไปดำเนินการได้

          +++กรมทางหลวงของบก่อสร้างปี 2551

          ด้านนายชาญชัย  เตชัสหงส์  วิศวกรใหญ่ด้านการสำรวจและออกแบบกรมทางหลวง กล่าวถึงแนวทางดำเนินโครงการ ว่า  ในวันที่  22 มิถุนายน 2547 คณะรัฐมนตรีให้มีการศึกษาความเหมาะสมของโครงการและมอบหมายให้กรมทางหลวงศึกษาทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมและอนุมัติเงินให้ 20 กว่าล้านบาท ซึ่งจะต้องดูหัวข้อหลักๆ 7 หัวข้อ ซึ่งทุกอย่างผ่านเกณฑ์ทั้งหมดในระดับที่น่าพึงพอใจและมีความเหมาะสมที่จะลงทุนซึ่งจะให้ผลคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

          "ในการประชุมสุดยอดผู้นำ ACMECS นายกรัฐมนตรีลาวได้เสนอจุดก่อสร้างสะพานที่เหมาะสมคือ จุดบ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ตรงข้ามกับบ้านหอม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม  และในวันที่ 29 กันยายน 2549 กรมทางหลวงได้จัดสรรงบประมาณวงเงิน 28.5 ล้านบาท เพื่อว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและเวนคืนที่ดินกำหนดระยะ 9 เดือน และจะได้นำข้อมูลดังกล่าวเสนอขออนุมัติงบประมาณ1,400 ล้านบาทสำหรับการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2551"

          ++ลาว ปลื้มสองประเทศเห็นประโยชน์ร่วมกัน

          สำหรับผู้แทนฝ่ายสปป ลาว. นายพัน พุททะวง รักษาการหัวหน้ากรมหัวทาง (กรมทางหลวง) สปป.ลาว กล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลทั้งสองประเทศต่างได้สร้างสะพานมิตรภาพสำเร็จแล้วถึง 2 แห่ง ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างมาก และเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากแน่นอน     ที่สำคัญการสร้างสะพานแห่งนี้จะเชื่อมต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยไปยังหัวเมืองทางเหนือของลาวและทางใต้ของเวียดนามนับตั้งแต่นครพนม แขวงคำม่วน(ท่าแขก) หลักซาว เมืองวินห์ (จ.เงอาน เวียดนาม) ฮาติงห์  ซึ่งจะเชื่อมโยงการค้าของสามประเทศให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

          "ข้าพเจ้ามีความยินดีที่รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างเห็นความสำคัญของสะพานที่จะกำลังจะสร้างซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East -West Economic Corridor) ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากจะทำให้เศรษฐกิจการค้าของทั้งสองประเทศเติบโตและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งทางเรายินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในโครงการนี้"

          +++ เชิญ นักธุรกิจไทยมุ่งสู่ลาว

          นายคำขัน  แสงอำไพ  ผู้อำนวยการแผนกติดตามและตรวจตราแผนการลงทุน คณะกรรมการแผนการและการลงทุนสปป.ลาว  กล่าวว่าทางรัฐบาลลาวมีนโยบายดึงดูดนักลงทุนทั้งในเรื่องการเช่าพื้นที่ระยะยาวตั้งแต่ 40 ปี จนถึง 75 ปี การยกเว้นอากรกำไร  ภาษีนำเข้าวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ก่อสร้าง การยกเว้นภาษีในการส่งออกสินค้า ฯลฯ

          สำหรับแขนงกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ได้แก่  ธุรกิจพลังงาน เช่นการลงทุนสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2    ธุรกิจเหมืองแร่ซึ่งมีนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศได้เขียนโครงการขอสัมปทานจากรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 12 โครงการ  สำหรับการลงทุนในกสิกรรมก็นักธุรกิจไทยมาลงทุนทำคอนแทร็กต์ ฟาร์มมิ่ง เป็นจำนวนมาก ส่วนการท่องเที่ยวแบ่งเป็น 3 อย่างด้วยกันคือ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ท่องเที่ยวการเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ   การลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการมาก ไม่ว่าจะเป็นการค้าวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง และ โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น กิจการผลิตวัตถุ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์เพื่อสนองให้แก่การผลิตอุตสาหกรรม

          ++หอนครพนมเชื่อขนถ่ายสินค้าภูมิภาคนี้จะเปลี่ยนไป

          ด้านนายมงคล  ตันสุวรรณ รองประธานหอการค้าฝ่ายนโยบายและแผนได้สะท้อนมุมมองในการสร้างสะพานแห่งนี้ว่า การสร้างสะพานข้ามโขงทั้ง 2 แห่งล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้ามองให้กว้างกว่านี้จะเห็นว่าระบบการขนถ่ายสินค้าจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่สินค้าจะต้องถูกขนไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือคลองเตย ก็จะมาอยู่ที่ท่าเรือต่างๆในเวียดนามโดยมีลาวเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า

          "ระบบการขนถ่ายสินค้าในภูมิภาคนี้จะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด การขนส่งสินค้าจะรวดเร็วขึ้นนับตั้งแต่การขนถ่ายจากนครพนม มุกดาหาร หรือ แม้แต่หนองคาย ซึ่งแต่เดิมต้องมาที่แหลมฉบัง หรือ ท่าเรือคลองเตย ซึ่งระยะกว่า 700 กิโลเมตรจะต้องใช้เวลานาน ทำรอบได้น้อยมาก แต่ถ้าอยู่ในรัศมีเพียงแค่ 300 กว่ากิโลเมตร จะสามารถทำรอบได้มากกว่าเดิม  การเดินเรือก็เช่นกันจากแหลมฉบัง หรือคลองเตยต้องอ้อมทางใต้ของกัมพูชาและเวียดนาม กว่าจะมาถึงดานังไม่ต่ำกว่า 7 วันแต่ถ้าเป็นจุดนี้ใช้ระยะเวลาเดินทาง 1 วัน ก็สามารถมาถึงได้"

          +++โครงการใหญ่ต้องมาลงทุนในคำม่วน

          สำหรับนายประเสริฐ วงศ์มาลาสิทธิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม สะท้อนมุมมองเปรียบเทียบกับจังหวัดมุกดาหาร-สะหวันนะเขต ว่าขณะนี้ได้มีนักลงทุนชาวสิงคโปร์ และหลายชาติได้ลงทุนร่วมกันทำโครงการสะหวันซิตี้ (Savan City) ขึ้นมาโดยใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท

          "โครงการสะหวันซิตี้ เรียกว่าเป็นเมืองใหม่ที่มีพร้อมทุกอย่างก็ว่าได้ ตรงนี้ผมเชื่อว่าถ้านครพนมมีการสร้างสะพานแห่งที่ 3 ในอนาคตก็คงจะต้องมีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยเข้ามาลงทุนในแขวงคำม่วนซึ่งจะทำให้นครพนมได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลแน่นอน เพราะศักยภาพของแขวงคำม่วนจะสามารถกระจายสินค้าไปยังลาวตอนบนและเวียดนามตอนบนจนถึงประเทศจีน" นายประเสริฐ กล่าวปิดท้าย

          ทั้งหมดคือมุมมองของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการดังกล่าว ทว่าสุดท้ายจะโครงการนี้จะสำเร็จได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่า เพราะถ้าการเมืองยังไม่สงบเช่นนี้ทั้งสองประเทศก็คงจะต้องรอคอยกันไปเรื่อยๆ  ก็ได้แต่ภาวนาให้ผู้หลักผู้ใหญ่หันหน้าเข้าหากันเพื่อพัฒนาประเทศอย่างจริงจังเพราะทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต่างก็พัฒนาตนเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ

 

Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th)

Saturday, August 18, 2007  06:41

 

เซรามิกลำปางวิกฤติหนัก

          > รายย่อยตายเกลื่อน-รายใหญ่ย้ายฐาน

          นายประสิทธิ์ สิริศรีสกุลชัย ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมเซรามิกในจังหวัดลำปาง ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลักให้กับจังหวัดค่อนข้างย่ำแย่ เพราะมีปัญหาเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เหลือกำไรไม่เท่าไหร่ บางโรงงานต้องยอมแบกภาระขาดทุน เนื่องจากไม่สามารถขึ้นราคาขายได้ ปัจจุบันโรงงานขนาดเล็กที่มีแรงงานประมาณ 10-50 คนปิดตัวไปแล้วประมาณ 30 กว่าแห่งจากโรงงานที่มีทั้งหมด 200 กว่าแห่ง หรือคิดเป็น 10% ส่วนโรงงานที่มีคนงานตั้งแต่ 400-500 คนก็มีทีท่าว่าอาจจะปิดตัวตามหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ ในขณะที่โรงงานขนาดใหญ่ที่มียอดขายปีละ 200-300 ล้านบาทแม้จะยังประคองตัวไปได้แต่ก็มี 2-3 รายเริ่มย้ายฐานการผลิตไปที่ประเทศเวียดนามและจีน เนื่องจากมีแรงงานราคาถูกและสามารถกำหนดต้นทุน การผลิตได้

          "ปัญหาผู้ประกอบการเซรามิกขณะ นี้เจอหลายเด้งมาก 1.คือการแข็งค่าของเงินบาทที่ทำให้กำไรหายไปทันทีร้อยเปอร์เซ็นต์ โรงงานบางแห่งพยายามขอขึ้นราคาสินค้าปรากฏว่าลูกค้าหายหมด หันไปซื้อที่อื่นแทน ส่วนอีกปัญหาที่กำลังจะตามมาคือการที่รัฐบาลจะปล่อยลอย ตัวราคาก๊าซ LPG ซึ่งถือเป็นพลังงานหลักที่ใช้ในอุตสาหกรรมนี้ซึ่งจะทำให้ราคาขึ้นอีกประมาณกิโลกรัมละ 7-8 บาท เพิ่มต้นทุนผู้ผลิตอีก 2-3% ซึ่งหากเงินบาทยังแข็งค่าเช่นนี้ไปจนถึงปลายปีเชื่อว่าโรงงานอีกหลายแห่งคงไม่สามารถประคองตัวอยู่รอดได้ ต้องปิดกิจการหรือไปหาแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคา ถูกกว่าแทน"

          นายประสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการเซรามิกส่วนใหญ่เป็นลักษณะรับจ้างผลิต คือมีออเดอร์โดยตรงจากต่าง ประเทศ ไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง การที่ รัฐบาลบอกว่าให้ปรับตัวโดยสร้างแบรนด์ของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้น ได้ชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลาปรับตัวอย่างน้อยหลายปี เพราะตั้งแต่ตั้งโรงงานมา 30-40 ปีเป็นลักษณะรับจ้างผลิตอย่างเดียว กำลังการผลิตหรือบุคลากรถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดังกล่าว เพราะฉะนั้นหากจะสร้าง แบรนด์เป็นของตัวเองก็ต้องสร้างบุคลากร ใหม่ บริหารจัดการสินค้าใหม่

          สำหรับข้อเสนอที่นายประสิทธิ์คิดว่ารัฐน่าจะเข้ามาช่วยเหลือได้ทันทีคือการหา แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และให้สิทธิพิเศษกับผู้ประกอบการเซรามิกซื้อก๊าซ LPG ในราคาปัจจุบันไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับ สู่ภาวะปกติ

 

Source - สยามธุรกิจ (Th)

Saturday, August 18, 2007  08:19

 

ด่านเชียงแสนโต้ข้อมูลอย.มั่ว ยันคุมเข้มอาหารจีนปนเปื้อน

          โพสต์ทูเดย์ — ด่านศุลกากรเชียงแสนป้องสินค้าจีนลดปนเปือนเหลือแค่ 10-20% อัด อย.อ้างข้อมูลเก่า รองเลขาธิการ อย. แฉซ้ำพบสินค้าไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 100 รายการ

          นายพัชรดิษฐ์ สินสวัสดิ์ นายด่านศุลกากรเชียงแสน จ.เชียงราย กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลขององค์การอาหารและยา (อย.) ว่าพบสารปนเปื้อนในผัก ผลไม้ ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน ถือเป็นสถิติเก่าที่รวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลในปัจจุบัน

          “ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ทาง อย.ได้มาจัดประชุมที่เชียงแสนแล้วก็เอาสถิติเก่าขึ้นมาพูด แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ทางด่านศุลกากรได้ทำงานเต็มที่และสามารถควบคุมได้” นายพัชรดิษฐ์ กล่าว

          นายพัชรดิษฐ์ กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่มีข้อตกลงเอฟทีเอไทย-จีน เมื่อปี 2549 ทำให้มีการเข้มงวดในการส่งออก-นำเข้ามากขึ้น ซึ่งจากการตรวจพบสารปนเปื้อนในผักผลไม้ของจีนถือว่าลดลงมาก โดยในปีที่แล้วพบมากถึง 80% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 10-20%

          “ด่านศุลกากรเชียงแสนได้ตรวจสอบอย่างเข้มงวดมาตลอด หากพบว่ามีสารพิษปนเปื้อนเกินเกณฑ์มาตรฐาน ทางด่านจะกักสินค้าไว้พร้อมกับทำลายและส่งกลับ และหากพบว่ามีแมลงจะนำไปรมควันเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยจะไม่ปล่อยให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเล็ดลอดเข้ามาถึงผู้บริโภคในประเทศ” นายพัชรดิษฐ์ กล่าว

          นายด่านศุลกากรเชียงแสน กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวถือเป็นเรื่องดีที่ทำให้ทุกฝ่ายตื่นตัวและระมัดระวังกันมากขึ้น

          ขณะที่นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า สินค้าจีนมีการปนเปื้อนจริง แต่ อย.ควรระบุแหล่งต้นทางนำเข้าให้ชัดเจน เพราะสินค้าจีนอาจมาจากท่าเรือแหลมฉบังหรือท่าเรือคลองเตย ส่วนด่านชายแดน จ.เชียงราย ได้ตรวจสอบเข้มงวดอยู่แล้ว

          ด้าน นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองเลขา ธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า หลังจาก อย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจพบสารปนเปื้อนตกค้างในผักและผลไม้ที่นำเข้าจากประเทศจีนแล้ว อย.ยังได้ขึ้นบัญชีดำสินค้านำเข้าจากหลายประเทศที่จะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษมากกว่า 100 รายการ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะผัก  ผลไม้ และอาหารแห้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครื่องสำอางด้วย

          “ที่ผ่านมา อย.ได้สุ่มตรวจสินค้านำเข้าทุกชนิดอยู่แล้ว โดยไม่เจาะจงว่าเป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง และหากตรวจพบสารเคมีปนเปื้อนในปริมาณที่เกินกว่ามาตรฐาน สินค้าชนิดนั้นก็จะอยู่ในบัญชีดังกล่าวทันที ซึ่งถือเป็นแผนงานที่ อย.จะต้องทำการสุ่มตรวจสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น” นพ.นิพนธ์ กล่าว

          นพ.นิพนธ์ กล่าวว่า ผักและผลไม้จะมี การปนเปื้อนอยู่ 2 ประเภทคือ สารเคมีและ เชื้อแบคทีเรีย ซึ่ง อย.มีข้อกำหนดมาตรฐานว่าสารเคมีและแบคทีเรียชนิดใดบ้างที่ไม่อนุญาตให้ปนเปื้อนในอาหารได้เลย หรือบางชนิดสามารถพบได้ แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด

          “การสุ่มตรวจสินค้านำเข้าในแง่ของการปฏิบัตินั้น ทั้งจำนวนบุคลากรและการสุ่มตรวจ ไม่สามารถเทียบได้เลยกับปริมาณสินค้าที่นำเข้าในแต่ละปี ฉะนั้นจึงไม่สามารถตรวจได้ครบทุกตัวอย่าง” นพ.นิพนธ์ กล่าว

 

Source - โพสต์ ทูเดย์ (Th)

Saturday, August 18, 2007  09:29

 

World of Muslim'07  เปิดประตูการค้า..."สินค้ามุสลิม"

          ประกายดาว แบ่งสันเทียะ

          งาน "เวิลด์ ออฟ มุสลิม '07 " ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ไม่ต่างจากการเปิดประตูทางการค้าสินค้ามุสลิม ที่มีขนาดประชากรไม่ต่ำกว่า 1.3 หมื่นล้านคน ขณะที่ไทยยังมีส่วนแบ่งการตลาดสินค้าดังกล่าวไม่ถึง 1% ได้เวลาเคาะประตูการค้ากันแล้ว

          การจัดงานแสดงสินค้า "World of  Muslim '07" ตั้งแต่วันที่ 7-9 กันยายน 2550 จะเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดให้คนมุสลิม ทั้งตัวแทนจำหน่าย (เอเย่นต์) นักลงทุนจากประเทศมุสลิม ที่มีกำลังซื้อสูง เห็นถึงความพร้อมของไทยในฐานะฐานผลิตสินค้ามุสลิม ที่แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่ปีหนึ่งๆ มีการส่งออกสินค้ามุสลิมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท หรือมีอัตราขยายตัว 30-40%

          อนิรุท สมุทรโคจร ประธานสมาคมนักธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย-มุสลิม อธิบายถึงยุทธศาสตร์การนำสินค้าไทยผงาดโลกมุสลิมว่า สมาคมได้ร่วมมือกับหอการค้าและอุตสาหกรรมมุสลิม (OEC และ ICCI -Islamic Chamber of Commerce & Industry ) เพื่อร่วมกันจัดงาน เวิลด์ ออฟ มุสลิม '07 ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจแล้ว ยังจะขยายผลไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในไทย ตั้งแต่ธุรกิจท่องเที่ยว สุขภาพ ธนาคาร และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะมีสมาชิกเข้าร่วมงานกว่า 57 ประเทศ

          งานดังกล่าว ยังถือเป็นการทำการตลาดให้กับประเทศไทย เพิ่มความน่าเชื่อถือถึงความพร้อมที่จะเชื่อมโยงการค้ากับโลกมุสลิม แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของสินค้าและการเปิดรับการลงทุน ก่อนที่จะเสียโอกาสให้กับประเทศมุสลิมอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่โหมโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างหนักเช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม อนิรุทเห็นว่า หากจะเปรียบเทียบโครงสร้างของพื้นฐานของไทยกับประเทศเหล่านี้แล้ว จะพบว่าไทยเป็นต่อมากกว่า ฉะนั้นสิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการคือต้องหมั่นเดินสายโรดโชว์ในกลุ่มประเทศที่มีเงินลงทุนสูง อาทิเช่น คูเวต ยูเออี ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ เป็นต้น โดยขณะนี้ได้เกิดการจับคู่เจรจาการค้ากันแล้วในหลายกลุ่ม แต่ที่เขาเห็นว่าเตรียมปักธงลงทุนในไทย มีอยู่ 2 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

          "นักลงทุนจากประเทศมุสลิมส่วนใหญ่เน้นไปลงทุนมาเลเซีย อินโดนีเซีย เพราะเห็นว่าเป็นประเทศมุสลิมด้วยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไทยมีความพร้อมกว่ามาก แม้แต่มาเลเซียก็ยังต้องการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยบางส่วน" ประธานสมาคมนักธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย-มุสลิม เล่า

          นอกจากการจัดงาน เวิลด์ ออฟ มุสลิม เพื่อสร้างบรรยากาศในการลงทุนแล้ว สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การเตรียมพร้อมจัดตั้งมาตรฐาน ที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้ามุสลิม อาทิเช่น ระบบเอกสาร การจัดการ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และอาหารให้ถูกต้องตามหลักฮาลาล โดยความร่วมมือกับศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเรื้อรัง อาทิเช่น การขอวีซ่าจะต้องสะดวก รวดเร็ว

          สำหรับรูปแบบการจัดงาน เวิลด์ ออฟ มุสลิม จะจัดเป็นรูปแบบ Thailand Day โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญของไทยคอยให้คำปรึกษาด้านการลงทุน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ฮาลาล การรักษาพยาบาล และการท่องเที่ยว ซึ่งนักลงทุนทั้ง 3 กลุ่มนี้ กำลังให้ความสนใจเข้ามาลงทุนมาก

          "หากเราพัฒนาระบบให้ดี เชื่อว่านักลงทุนก็เข้ามาเอง จากที่ผ่านมาไปมาเลเซียและอินโดนีเซียบ้าง ฉะนั้นงานนี้เราจะต้องบอกให้เขารู้ว่าเรามีดี พร้อมจะรับเงินลงทุน และดูแลนักลงทุนได้ ซึ่งมากกว่า 60% ของประเทศมุสลิมที่มาลงทุนในไทย เคยเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว แต่ผ่านการลงทุนทางอ้อมผ่านประเทศอื่น อาทิเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และยุโรป ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้การลงทุนและกำไรทั้งหมดไม่ผ่านเฉพาะคนไทย"

          นอกจากนี้ หากต้องการให้เกิดการลงทุนตรงมากขึ้น จำเป็นต้องปรับระบบการเงินเพิ่มเติมให้พร้อมรับการลงทุน โดยมีธนาคารกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ที่พร้อมรับการลงทุนดังกล่าว

          นอกจากนี้ หากดูสถิติที่ผ่านมา จะพบว่าแม้ว่าตลาดสินค้าฮาลาลจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 30-40% แต่หากเทียบกับส่วนแบ่งทางการตลาดโลกแล้วถือว่ายังต่ำมาก ไม่ถึง 1% หรือมีมูลค่า 326.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2549 และคาดว่าในปี 2550 จะขยายตัวประมาณ 365.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกลุ่มธุรกรรมพิเศษ อาทิเช่น ภาคบริการ มีมูลค่า 32.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ศักยภาพในการลงทุนจึงยังมีอยู่มาก

          วินัย ดะห์ลัน คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า โอกาสการค้าสินค้ามุสลิมยังมีอยู่ทั่วโลก ไม่เฉพาะประเทศมุสลิมในแถบตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังหมายถึงอีกหลายประเทศที่มีคนมุสลิมกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก นั่นเป็นกลุ่มลูกค้าที่น่าเข้าไปเพิ่มมูลค่าการตลาดได้อีก

          วินัยยังคาดว่า หากการจัดงาน เวิลด์ ออฟ มุสลิม สำเร็จตามเป้าหมาย จะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกเป็น 333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2550 และเพิ่มเป็น 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2551 และ1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2552

          และเห็นว่าตัวเลขการส่งออกสินค้ามุสลิมยังเพิ่มได้อีกมากเพราะฐานเดิมยังเล็ก หากผู้ประกอบการรู้จักทำตลาดในประเทศมุสลิมและการจับตลาดเฉพาะ (Niche Market) ในประเทศใหญ่ อาทิเช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น เพราะทั้งสองประเทศนี้ มีประชากรมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่สินค้าไทยมีความหลากหลายทั้งอาหาร เสื้อผ้า

          ประเทศไทยยังจัดอยู่ในอันดับ 4 ของประเทศผู้ส่งออกสินค้ามุสลิม อันดับก่อนหน้าล้วนเป็นประเทศในโลกมุสลิม ดังนั้นไทยจึงจัดเป็นประเทศในแถบเอเชีย ที่มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคมุสลิมมากที่สุด จึงมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้อีกมาก

          เขาเล่าว่า ตลาดสินค้าฮาลาล เป็นตลาดที่เติบโตปีละ 30-40% และชาวมุสลิมในยุโรปและสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย รวมถึงจีน อินเดีย ก็มีประชากรมุสลิมถึง 50% ของประชากรทั่วประเทศ พอจะยืนยันถึงขนาดตลาดได้เป็นอย่างดี เดิมไทยก็ส่งสินค้าปกติไปขายยังประเทศเหล่านี้อยู่แล้ว หากปรับเปลี่ยนสินค้าให้เข้าถึงมุสลิมในประเทศเหล่านี้ได้ด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มยอดจำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง

Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ Biz Week (Th)

Saturday, August 18, 2007  10:12

 

"รับ-ไม่รับ"ร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมชี้ชะตาประเทศไทย

          พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี "ในวันที่ 19 ส.ค.ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร รัฐบาลก็พร้อมจะเดินหน้าและยอมรับการตัดสินใจของประชาชน"

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) "เราคนไทยที่กำลังลงเรือลำเดียวกัน พอรัฐบาลบอกว่าลงเรือเราก็ลงเรือ แต่ปรากฏว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าถอยหลัง"

          มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) "ข้อดีคือพยายามแก้ไขจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ 2540 ส่วนตัวไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทุกมาตรา บางมาตราอยากจะขีดทิ้งด้วยซ้ำ"

          ศ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ เลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ "การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งให้เป็นที่พอใจของคนส่วนใหญ่เป็นเรื่องยาก และไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ร่างได้สมบูรณ์แบบทั้งหมด"

          ศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ "รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปรียบเหมือนกลุ่มที่สามของประชาธิปไตยตัวแทนสมัยใหม่ และไม่ได้ถอยหลังเข้าคลองเหมือนที่หลายคนกล่าวอ้าง"

          พล.ท.จริยะ ทองทับ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายกิจการพลเรือนทหารบก "อยากเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งจะเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย"

          อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ "เราควรเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเริ่มต้นการฟื้นฟูประชาธิปไตยต่อไป ข้อด้อยต่างๆ ก็ให้สภาที่มาจากการเลือกตั้งแก้ไขต่อไป"

          ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย "ผมอยากให้มีเลือกตั้งเร็วๆ ถ้าจะมีเลือกตั้งเร็วแล้วไม่เอารัฐธรรมนูญไม่ได้ มันต้องเอา แต่เอาแบบถูกบังคับแต่งนะ แต่งกับคนที่เราไม่รัก"

          พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก "ผมรับร้อยเปอร์เซ็นต์"

          พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  ฝ่ายความมั่นคง "รับสิครับ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สิทธิในการตรวจสอบแก่ประชาชนมากขึ้น และจำกัดสิทธินักการเมืองไม่ให้ผูกขาดทางการเมือง ส่งผลให้นักการเมืองโกงกินลำบากขึ้น"

          ผศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "รับสิ ถ้าไม่รับบ้านเมืองก็ปั่นป่วน"

          โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม "ผลการลงประชามติคงทำให้ผู้บริโภครู้สึกผ่อนคลาย ก็จะส่งผลดีทำให้จีดีพีขยายตัวได้เกิน 4%"

          สุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. "เห็นว่าถ้าผลออกมาเป็นการรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะทำให้การเลือกตั้งเกิดเร็วขึ้น ซึ่งนักธุรกิจเองก็อยากเห็นการฟื้นตัวและนโยบายที่ผลักดันเศรษฐกิจไปข้างหน้า"

          ณรงค์ โชควัฒนา นักวิชาการอิสระ "หากโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นข่าวดี เพราะจะนำไปสู่การเลือกตั้งในช่วงปลายปี และส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางการเมือง"

          สันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท. "หากผลออกมาว่าประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ จะเกิดการเลือกตั้งตามระยะเวลาที่กำหนด หลายอุตสาหกรรมจะกลับมาคึกคัก"

          อดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธาน ส.อ.ท. "การรับร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้ภาวะสุญญากาศของประเทศที่มีมาประมาณ 2 ปีหายไป เพราะทุกอย่างจะกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติ"

          พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย "ถ้ามีการรับร่างรัฐธรรมนูญ จะมีความชัดเจนเรื่องกิจกรรมทางการเมือง ที่จะเกิดต่อไปในอนาคต"

          อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย "อยากให้มีการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

          ธีรชน มโนมัยพิบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค "การลงมติครั้งนี้คงผ่านการรับร่าง และถึงแม้จะนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่ปัญหาทางการเมืองยังคงไม่นิ่ง"

          เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ "เชื่อว่ามติจะผ่านความเห็นชอบ  เพราะทุกคนอยากเห็นรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง"

          ประกิต ชินอมรพงษ์ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย "ที่ผ่านมาผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนทางการเมืองมีผลต่อการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การลงประชามติถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะมีการเลือกตั้งในไม่ช้า"

          ภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ "หากประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ น่าจะทำให้เกิดความชัดเจนต่อภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น"

          ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บล.ภัทร "รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคงไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัว แต่หากผลออกมาว่าไม่รับร่าง ผลกระทบคงเกิดขึ้นมากเพราะเกิดความไม่แน่นอน"

          ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส "การรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นสัญญาณของการเลือกตั้งปลายปีนี้ นักลงทุนคงให้ความสนใจตลาดหุ้นมากขึ้น"

          สมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ไซรัส "การรับร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมีผลทางจิตวิทยาที่ดีขึ้นในระยะสั้นต่อตลาดทุน เพราะการเมืองจะมีความชัดเจนขึ้น"

          วิชัย ทองแตง ประธานกลุ่มโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล "ผมรับเพราะอยากสลายความขัดแย้ง นักธุรกิจอยากให้การเมืองมันชัดขึ้นมา เพื่อความไม่มั่นใจในการลงทุน"

          ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย "อยากให้มองในเนื้อหาสาระสำคัญ ที่กำหนดบทบัญญัติเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ไม่มี"

          สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) "หากไม่รับแล้วไปแก้รัฐธรรมนูญ 2540 ก็คงมีปัญหาวุ่นวายตามมาไม่รู้จบแน่นอน"

          นพดล อินนา เลขานุการ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ "ผมขอชั่งน้ำหนักถึงนาทีสุดท้าย เพราะร่างรัฐธรรมนูญมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันอยู่"

          สมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา "ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านหรือไม่ผ่าน ส่วนตัวแล้วยังงัยก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ไม่ได้มาจากประชาชน ขอเพียงให้ออกมาเร็วๆ เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วๆ"

          จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานที่ปรึกษากลุ่มไทยรักไทย "ถึงแม้ว่าเราจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการนี้ แต่การเลือกตั้งก็จะมีขึ้นแน่นอน หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เศรษฐกิจของชาติก็จะอยู่ในภาวะซบเซา ไม่มีอะไรที่จะดีขึ้นไปกว่านี้ "

          จอน อึ๊งภากรณ์ อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน "รัฐธรรมนูญน่าผิดหวัง แม้จะเขียนเพิ่ม แต่โดยแกนหลักที่องค์กรภาคประชาชนเสนอไม่ได้รับการยอมรับ"

          ศ.สมชาย ศิลปะกุล จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน "ส.ส.ร.ไม่ได้อ่านประสบการณ์ของสังคมไทย ถามว่าเรื่องถอดถอนคืบหน้าหรือไม่ คืบหน้าไปจาก 1 ไปเป็น 1.1 จากทั้งหมดเต็ม 10"

          รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการฟื้นระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับมาอีกครั้ง"

          เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "การจะรับหรือไม่รับ ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะเห็นว่าภัยเฉพาะแบบใดมีความร้ายแรงกว่ากัน หากเห็นว่าเผด็จการแบบทักษิณรุนแรงกว่าก็รับ ตรงกันข้ามถ้าเห็นว่าภัยของเผด็จการ คปค.ร้ายแรงกว่าก็ไม่ต้องรับ"

          พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ "ไม่รับดีกว่า เพราะคมช.จะสามารถหยิบรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดมาปรับแก้ได้ทันที ซึ่งน่าจะง่ายกว่าการรับแล้วไปแก้ไขทีหลัง"

          สมชาย หอมละออ จากฟอรั่มเอเซีย "คงไม่รับ และจากการพูดคุยกับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนด้วยกันก็ไม่รับ เพื่อเป็นบทเรียนให้กับคณะทหารที่ยึดอำนาจมาแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติหลายอย่างตามที่สัญญาเอาไว้"

          ดร.ชินศักดิ์ สุวรรณอัจฉริยะ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ "ไม่รับ เพราะประเทศไทยไม่ได้ขี่เกวียน คนเขียนคิดมาจากโลกอุดมการณ์ไม่ได้มาจากข้อเท็จจริง"

          วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีข้อบกพร่องอยู่หลายจุด ถือว่าเป็นปัญหาอย่างมาก"

          อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 "ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550  เพราะเป็นการทำลายความเข้มแข็งของรัฐบาล และย้อนกลับไปสู่ปัญหาเดิม"

          ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ แกนนำ นปก.รุ่น 2 "ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นฉบับที่ร่างโดยเผด็จการ จึงไม่มีความชอบธรรม"

          สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) "หากไม่รับแล้วไปแก้รัฐธรรมนูญ 2540 ก็คงมีปัญหาวุ่นวายตามมาไม่รู้จบแน่นอน"

          วิชัย ทองแตง ประธานกลุ่มโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล "ผมรับเพราะอยากสลายความขัดแย้ง นักธุรกิจอยากให้การเมืองมันชัดขึ้นมา"

          สมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา "ส่วนตัวแล้วยังงัยก็ได้ เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วๆ"

          ดร.ชินศักดิ์ สุวรรณอัจฉริยะ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ "ผมไม่รับ เพราะประเทศไทยไม่ได้ขี่เกวียน"

Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Sunday, August 19, 2007  02:09

 

เปิดฟ้าส่องโลก: ถึงเวลาที่ไทยควรจัดเก็บภาษีมรดกหรือยัง (1)

          จันทร์วันนี้ 14.30-17.00 น. นายบรรยง เกียรติก้องชูชัย นายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ ชวนนิติภูมิพูด “การศึกษาพื้นฐาน” รับใช้ครู 200 คน

          พอถึงเวลา 19.00-21.00 น. นายอดิศร ลิ้มภักดี ประธานหอการค้าจังหวัดชัยภูมิ ชวนนิติภูมิพูด “ผลกระทบของห้างค้าปลีกต่างชาติที่จะมีต่อความล่มสลายทางเศรษฐกิจของจังหวัดชัยภูมิ” แก่นักธุรกิจ 200 คน ที่โรงแรมเลิศนิมิตร จ.ชัยภูมิ

          นิติภูมิกู่ก้องร้องตะโกนเรื่องภาษีมรดกตั้งแต่ปีที่เริ่มเขียนหนังสือเมื่อ พ.ศ.2540 ด้วยความเห็นส่วนตัวที่ว่า การจัดเก็บภาษีมรดกจะสร้างความเท่าเทียมกันให้กับสังคม ทว่าสิบปีที่แล้ว เมื่อโยนความคิดเรื่องการจัดเก็บภาษีมรดกออกไปสู่สังคม นิติภูมิมักจะถูกต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรงจากเศรษฐีทั้งหลายของไทย

          ขอเรียนนะครับว่าประเทศต่างๆ ในโลกนี้มีการจัดเก็บภาษีมรดกกันหลายแห่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ เวเนซุเอลา เม็กซิโก อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) นิวซีแลนด์ ฯลฯ

          เกือบทุกประเทศในทวีปยุโรปจัดเก็บภาษีมรดกกันหมดแล้ว เช่นกันครับ

          คนเราเกิดมาในประเทศไทยเดียวกัน ในแผ่นดินไทยเหมือน กัน แต่เริ่มชีวิตไม่เหมือนกัน หลายคนที่ศูนย์ แต่บางคนเริ่มด้วยเงินเป็นพันล้าน คนไทยมีช่องว่างของรายได้มากมายจริงๆ มนุษย์พันธุ์ไทยจะแข่งขันกันอย่างเสมอภาคได้ยังไงครับ

          เมื่อเกิดมาแล้ว มนุษย์ก็ควรมีหน้าที่ต้องทำงานหาเงิน+สะสมทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทอง เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในชีวิตบนโลก ประเทศที่เป็นสังคมนิยมมากๆ มีหลักการว่า เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว สมบัติที่สะสมไว้ก็ควรจะต้องตกเป็นของแผ่นดิน

          การจัดเก็บภาษีมรดกควรทำเพื่อความเสมอภาค ไม่ใช่เพื่อหารายได้เข้ารัฐ รายได้เข้ารัฐจึงเป็นเพียงผลพลอยได้นะครับ ในหลายประเทศไม่นำรายได้จากการจัดเก็บภาษีมรดกไปใช้จ่ายในกิจการทั่วไปของรัฐ แต่จะเอาไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือคนจน คนด้อยโอกาส หรือคนที่อยู่ในฐานะเสียเปรียบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม+เสมอภาค

          ในฝรั่งเศส ผู้รับมรดกต้องตอบแทนรัฐด้วยการเสียภาษีมรดกเป็นค่าธรรมเนียมให้รัฐ ทรัพย์สินของฝรั่งเศสจึงไม่กระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะในหมู่ของทายาทคนรวย

          ยกเว้นมรดกบางชนิดไม่ต้องเสียภาษี เช่น เงินค่าสินไหมทดแทนจากสัญญาประกันชีวิต ทรัพย์สินที่ใช้เช่ามีระยะเวลายาว ส่วนแบ่งของที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ป่าไม้ ศิลปวัตถุ หรือหนังสือที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่มอบให้แก่ทางการ เงินที่บริจาคให้แก่ ทางราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือให้พวกสถาบันการศึกษา

          ภาษีมรดกที่เก็บกันอยู่ทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นอัตราก้าวหน้า ขอยกตัวอย่างฝรั่งเศสว่า ถ้าสามีตาย ภรรยาเป็นผู้รับมรดกที่มีมูลค่าไม่เกิน 50,000 ยูโร ก็เสียภาษีมรดกในอัตราร้อยละ 5 ถ้าเกิน 50,000 จนถึง 100,000 ยูโร เสียร้อยละ 10

          ถ้าเกิน 11,200,001 ยูโร ต้องเสียภาษีร้อยละ 40

          แต่ถ้าคนที่รับมรดกเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่ญาติของผู้ตาย ผู้รับมรดกจะต้องเสียภาษีในอัตราคงที่ คือเสียมากถึงร้อยละ 60 ยกตัวอย่างนายชอง บาบติช ปาลเลอกัว เป็นคนโสดไม่มีบุตร ยกเงินให้นายโรแลง ดูเมร์ 1,000 ยูโร นายโรแลงต้องจ่ายภาษีให้รัฐ 600 ยูโร ตัวเองได้เงินไปจริงๆเพียง 400 ยูโรเท่านั้น

          ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีภาษีเข้ารัฐเป็นจำนวนมาก รายได้จากภาษีมรดกมีประมาณร้อยละ 1 ของรายได้ประเภทภาษี

          ภาษีมรดกของฝรั่งเศสมีลักษณะเป็นค่าธรรมเนียม แต่ของสหราชอาณาจักรภาษีมรดกเป็นส่วนหนึ่งของภาษีการโอน อัตราภาษีจึงเท่ากับภาษีการโอนทั่วไป อัตราภาษีร้อยละ 40 ของส่วนที่เกิน 140,000 ปอนด์

          ส่วนที่ต่ำกว่า 140,000 ปอนด์ ไม่ต้องเสียภาษี

          รายได้จากภาษีมรดกของอังกฤษมีประมาณร้อยละ 0.60 ของภาษีทั้งหมด

          พรุ่งนี้ นิติภูมิขอกลับมารับใช้ถึงการเก็บภาษีมรดกของที่อื่นกันบ้าง ผมเขียนด้วยความเข้าใจดีนะครับว่า บทความนี้จะต้องมีเศรษฐีดาหน้าออกมาต่อต้านกันเยอะ.

          นิติภูมิ นวรัตน์

Source - เว็บไซต์ไทยรัฐ (Th)

Monday, August 20, 2007  02:58

 

เชื่อตลาดหุ้นดีดรับสื่อเทศตีรธน.ทหาร

          "รัฐบาล"  เชื่อมั่น  "ประชามติ  รธน."  ผ่านเศรษฐกิจสดใส  "ฉลองภพ"  บอกเตรียมรับต่างชาติกระโจนเข้ามา  นักวิชาการ-โบรกฯ  บอกไม่มีผลเท่าใด

          ชี้นักลงทุนรอเลือกตั้งและ  "ซับไพรม์"  คลี่คลายมากกว่า  สื่อเทศตีข่าว  "คนไทยแห่รับรัฐธรรมนูญทหาร"

          นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ให้สัมภาษณ์ถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า การลงประชามติเป็นเพียงจุดเริ่มต้นนำไปสู่การเลือกตั้ง  ทำให้การเมืองราบรื่น  และสร้างบรรยากาศดีขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยยังมีความสับสนทางการเมือง แต่หากมีการกำหนดการเลือกตั้ง ความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติจะยิ่งมีมากขึ้น

          "นโยบายรัฐบาลชุดต่อไปควรยึดสายกลาง เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกทางสังคมเหมือนอดีตที่ผ่านมา"  นายฉลองภพกล่าว  และว่า ทุกฝ่ายต้องเตรียมรับมือการกลับเข้ามาซื้อหุ้นในตลาดหุ้นไทยของต่างชาติอีกครั้ง

          นายฉลองภพกล่าวว่า ปัญหาสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยคุณภาพ  (ซับไพรม์)  ในสหรัฐ  เป็นเรื่องพูดยาก  ซึ่งไทยก็ได้รับผล สิ่งสำคัญคือต้องเตรียมรับมือ ส่วนมาตรการดูแลค่าเงินบาทขณะนี้ถือว่าสำเร็จเป็นอย่างดี และมั่นใจว่าหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  ปรับการดูแลค่าเงินบาทใหม่แล้ว  จะสามารถรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้แน่นอนโดยการสัมมนาเพื่อหาระบบดูแลอัตราแลกเปลี่ยนที่  ธปท. วันที่  20  ส.ค. จะพูดถึงการวางระบบดูแลอัตราแลกเปลี่ยนในระยะปานกลาง  ซึ่งผู้เข้าร่วมมีทั้งนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิหลายคน

          นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  กล่าวว่า  การลงประชามติวันนี้สะท้อนว่าทุกคนอยากให้มีการเลือกตั้ง  และเชื่อว่าบรรยากาศเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น

          ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  กล่าวว่า หลังจากนี้  4-5  เดือนก็จะมีรัฐบาลใหม่  และเป็นรัฐบาลผสมแน่นอน  โดยนายกฯ  คนใหม่จะมาพร้อมด้วยกับนโยบายเศรษฐกิจ เพราะเห็นเป็นรูปธรรมแล้วว่า ประชาชนต้องการอะไร  นอกจากนี้ยังหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม ไม่คดโกง  ตื่นตัวที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นหลัก  และต้องมีความขยันใจสู้   มาปฏิบัติงานแล้วอย่างกลัวเปลืองตัว

          นายมาริษ ท่าราบ  นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน  (บลจ.)  กล่าวว่า   ตลาดหุ้นน่าจะขานรับผลการรับร่างในทางที่ดี เพราะนักลงทุนต่างชาติสนใจการเมืองไทยมาก เนื่องจากจะชี้นโยบายด้านเศรษฐกิจในวันข้างหน้า   แต่ต้องแยกปัญหาซับไพรม์ออกจากปัจจัยด้านดีของการเมืองไทยด้วย   เพราะซับไพรม์ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตา และถ้ามีการแก้ปัญหาคลี่คลายไปได้  คาดว่าจะทำให้นักลงทุนต่างประเทศกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง

          นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย  กล่าวว่า  จากที่ได้หารือกับนักธุรกิจต่างๆ  บอกว่าอยากเห็นการเลือกตั้งโดยเร็ว  มีรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจน  มีนโยบาย  มีการบริหารประเทศในระยะยาว  โดยพร้อมเข้ามาลงทุน  หากมีการเลือกตั้ง  เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอีกครั้ง

          นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า  การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทำให้ความเชื่อมั่นต่างๆ  ดีขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นความมั่นใจของผู้บริโภค นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ  โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่เฝ้าจับตาการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกำหนดหรือไม่ ซึ่งหากการเลือกตั้งเกิดขึ้นจะเกิดความสบายใจ  และการลงทุนต่างๆ  จะกลับมา  อีกทั้งมีเงินหมุนเวียนในระบบดีขึ้นทั้งภาคธุรกิจและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค

          "ปลายปียังมีปัจจัยอื่นๆ  เข้าเสริมอีก เช่น  การเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำปี  2551  เงินโบนัสข้าราชการ และปัญหาเงินบาทที่แข็งค่าก็คลายตัวลง จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายดีขึ้นแน่นอน"  นายสันติกล่าว

          นายประมนต์ สุธีวงศ์  ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  ภาคธุรกิจมุ่งจับตามองการเลือกตั้งเป็นหลัก   แต่หากว่าสัดส่วนมติการรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน  ก็คงต้องมาจับตามองว่าจะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้างหลังจากนี้

          นางภัทรียา เบญจพลชัย  กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)  กล่าวว่า  ประชามติผ่านจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น  แต่คงไม่มีผลต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศมากนัก   เพราะนักลงทุนไทยและต่างประเทศต่างเชื่อมั่นว่าจะเลือกตั้งในช่วงปลายปี และหลังจากเลือกตั้งเชื่อว่านักลงทุนจะสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น จากที่ชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนการเลือกตั้ง

          นายอดิศักดิ์ คำมูล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์  (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย)  กล่าวว่า การลงประชามติไม่มีผลมากนัก แต่การเลือกตั้งปลายปีมีความสำคัญกว่า  และต้องดูตลาดต่างประเทศด้วย  ถ้ายังลบ  หุ้นไทยก็ลบ  เพราะยังอิงตลาดหุ้นต่างประเทศ

          นายกมลชัย พลอินทวงษ์  ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บล.ทรีนิตี้  กล่าวว่า  มติรับร่างรัฐธรรมนูญไม่น่ามีผลต่อตลาดหุ้น เนื่องจากมีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้แล้วว่าต้องลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ      นายวรภัค ธันยาวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธนาคารเจพี  มอร์แกน  กล่าวว่า  การลงประชามติไม่มีผลต่อตลาดหุ้น เนื่องจากส่วนใหญ่มุ่งไปที่ประเด็นซับไพรม์มากกว่า  โดยหากปัญหาซับไพรม์คลี่คลายลง ประชามติผ่านก็จะเป็นปัจจัยบวก

          นายสมภพ มานะรังสรรค์  อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า  ผลประชามติในด้านเศรษฐกิจนั้น คงช่วยให้เกิดความมั่นใจระดับหนึ่ง เพราะภาคเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรียลเซกเตอร์  หรือภาคการเงิน  ก็ต้องการความชัดเจน  ทำให้สามารถพยากรณ์อนาคตได้ดีขึ้น

          "ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้มันซับซ้อนกว่านี้ เพราะมีหลายตัวแปร  ดังนั้นการที่เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นได้  ก็ต้องได้รัฐบาลที่มือถึงมากๆ  เข้ามาทำงาน"  นายสมภพกล่าว

          นายตีรณ  พงศ์มฆพัฒน์  อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า  ภาพการเมืองหลังจากนี้จะยังคงคลุมเครือ จนยังไม่สามารถส่งสัญญาณได้ชัดเจนว่า จะเป็นคุณต่อภาวะเศรษฐกิจของไทย  ต้องรอมีการเลือกตั้งก่อน  ซึ่งถึงตอนนั้นก็อาจยังไม่ชัดเจนนัก  เพราะต้องขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งว่าจะได้รัฐบาลแบบใดมาบริหารประเทศ

          "ยกนี้ถือว่าเป็นยกซ้อม  ก็มีความสำคัญบ้างในแง่การต่อสู้ทางการเมือง  แต่ไม่ได้สำคัญมากนัก  เพราะถือว่ายังไม่ชัดเจนมาก  ต้องดูว่าคนออกมาลงประชามติครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน  ถ้าไม่มากก็ถือว่าไม่ชัด" นายตีรณกล่าว  และว่า ในแง่เศรษฐกิจ ปัจจัยทางการเมืองวันนี้  ถือว่าได้ผลระดับหนึ่ง  คือมีการเลือกตั้ง แต่ผลการเลือกตั้งยังไม่ชัดเจน ดังนั้นทิศทางเศรษฐกิจก็อาจจะดีหรือแย่ลงก็ได้  แต่ที่แน่ๆ  คือ  ตลาดรับผลไปแล้วในแง่ของความชัดเจน ตั้งแต่ตอนยุบพรรคก็ชัดเจนระดับหนึ่ง พอมาประชามติก็ชัดขึ้น  แต่ก็ยังบอกอะไรมากไม่ได้   ต้องรอช่วงเลือกตั้ง00000

          สำนักข่าวต่างประเทศ  ทั้งสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น บีบีซี รวมถึงเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศๆ ได้นำเสนอข่าวการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งประวัติศาสตร์ของไทยทั่วหน้า โดยเฉพาะการกล่าวพาดพิงว่าเป็นการลงมติรัฐธรรมนูญทหาร

          สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 45 ล้านคนได้ออกไปใช้สิทธิรับหรือไม่รับรับธรรมนูญอย่างคึกคัก เพราะหากผลเห็นชอบก็จะมีการเลือกตังปลายปี แต่ถ้าไม่เห็นชอบการเลือกตั้งก็จะช้าออกไป โดยในพื้นที่ภาคใต้ทมี่ยังมีเหตุรุนแรงก็มีการวางกำลังตำรวจและทหารโดยรอบเพื่อป้องกันการก่อเหตุร้าย

          ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า คาดหวังกันว่าการออกเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ จะช่วยผลักดันให้จัดการเลือกตั้งตามกำหนดปลายปีนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้สดใสขึ้นตาม ส่วนบีบีซีรายงานว่า คนไทย

          ได้ไปใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อใช้สิทธิเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยรัฐบาลหวังว่าคนไทยจะรับร่าง  เพื่อผลักดันไปสู่ความก้าวหน้าทางการเมืองของไทย

          เว็บไซต์สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้มีการพาดหัวเกี่ยวกับการลงประชามติรัฐธรรมนูญทหาร

          อย่างถ้วนหน้า อาทิ "คนไทยลงประชามติรัฐธรรมนูญรัฐบาลทหาร" หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน อังกฤษ พาดหัวว่า "รัฐธรรมนูญทหารหนุนหลัง" ส่วนรอยเตอร์พาดว่า "คนไทยโหวตร่างรัฐธรรมนูญทหาร" และ"คนไทยลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ที่ร่างขึ้นเพื่อควบคุมนักการเมือง"

          นอกจากนั้นยังมีการวิจารณ์ว่า การลงประชามติครั้งนี้เป็นการวัดคะแนนนิยมต่อคณะมนตรีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดยระบุว่า การลงประชามติครั้งนี้สะท้อนความนิยม คมช.มากกว่าเรื่องการรับหรือไม่รับร่าง โดยรอยเตอร์ชี้ว่า แม้คาดกันว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบแน่นอน แต่หากคะแนนเห็นชอบห่างจากไม่เห็นชอบเล็กน้อย ถือเป็นความอับอายขายหน้าครั้งใหญ่ของรัฐบาล และคมช. ในขณะที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

          โจนาธาน เฮด นักข่าวบีบีซีประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า ถ้าผลประชามติออกมาไม่ถึง 50% จะพากันตีความว่า เป็นการแสดงท่าทีไม่ยอมรับการรัฐประหารเมื่อปีที่แล้วของประชาชน

          สำนักข่าวดีพีเอระบุว่า จะมีผู้ลงประชามติไม่ถึง 70% และร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบ แต่สัดส่วนผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบจะวัดคะแนนนิยมที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลทหาร ขณะที่พรรคฝ่ายค้านต่างตั้งความหวังว่า จะมีคนลงคะแนนเสียงคัดค้านในสัดส่วนที่มากพอเพื่อถามถึงความเหมาะสมของของทหารที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้

          "ประชามติครั้งนี้เป็นบททดสอบที่สำคัญของคณะนายทหารที่รัฐประหารโดยไร้การนองเลือดเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วนั้น"รายงานสื่อต่างชาติระบุและว่า ผู้ที่ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เบื่อหน่ายภาวะชะงักงันทางการเมืองกว่า 2 ปี และต้องการให้มีการเลือกตั้งตามระบบส่วนผู้ที่คัดค้านนั้นเป็นกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ก็กลุ่มที่ไม่ชอบทหาร

Source - เว็บไซต์ไทยโพสต์ (Th)

Monday, August 20, 2007  03:06

 

สมาคมไทย-ลาวฯ ออกโรงหนุน  สะพานข้ามโขง 3 นครพนม-คำม่วน กรมทางหลวงชงของบฯสร้าง 1,400 ล้าน

          โดย วิชชุดา ชาญณรงค์

          ปัจจุบันการขนส่งสินค้าและการ

          ท่องเที่ยวของไทยระหว่าง จ.นครพนม กับแขวงคำม่วนของ สปป.ลาว ใช้ทางเรือและแพขนานยนต์เป็นหลัก แต่หากโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 3 สำเร็จก็จะช่วยให้เกิดความสะดวกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มาก

          อีกทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยวระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม ซึ่งเชื่อมโยงไปตามทางหลวงหมายเลข 22 ระหว่าง จ.อุดรธานี สกลนคร นครพนม ไปยังทางหลวงหมายเลข 12 ของ สปป.ลาว ท่าแขก-ดงเห่ย จ.กวางบิงห์ เวียดนาม ระยะทาง 310 กิโลเมตร และเส้นทางหมายเลข 8 นครพนม-ท่าแขก หลักซาว วินห์ จ.เงอาน 331 กิโลเมตร และสามารถเชื่อมไปยังการขนถ่ายสินค้าไปสู่ท่าเรือหวุ๋งอ๋างในประเทศเวียดนามด้วยระยะทาง 232 กิโลเมตร

          อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2547 จำนวน 20 ล้านบาทให้กรมทางหลวง

          ซึ่งต่อมากรมทางหลวงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ได้แก่ 1.บริษัท เอพซิลอน จำกัด 2.บริษัท เอเชีย แล็ปแอนด์คอนซัลแตนท์ 3.บริษัท Nippon Koei และ 4. บริษัท ทราน ส.เอเชีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในวงเงิน 19,996,000 บาท

          ล่าสุดในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2550 ของสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ และสมาคมลาว-ไทยเพื่อมิตรภาพ ที่ จ.นครพนม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมาได้บรรจุหัวข้อนี้ไว้ในการสัมมนาด้วย

          นายชาญชัย เตชัสหงส์ วิศวกรใหญ่ด้านสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง ได้รายงานความคืบหน้าโครงการว่า ผลการศึกษาจาก 5 ทางเลือกพบว่า จุดที่มีความเป็นไปได้ที่สุดสำหรับการก่อสร้างสะพานคือ บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วนตรงข้ามกับบ้านห้อม ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม

          นอกจากนี้กรมทางหลวงได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาดำเนินการสำรวจ ออกแบบรายละเอียดสะพานแห่งใหม่นี้ โดยมีจุดเริ่มต้นที่แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ช่วง จ.นครพนม ท่าอุเทน ก.ม.ที่ 8 บ้านห้อม โดยก่อสร้างเป็นถนนระดับดินผิวจราจรราดยาง (แอสฟัลต์) ขนาด 4 ช่องจราจรไป-กลับ แนวมุ่งตรงไปทางทิศตะวันตกแล้ววนขวากลับเข้ามาทางหลวงหมายเลข 212 จนถึงบริเวณ ก.ม.ที่ 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งด่านศุลกากรของ  ฝั่งไทย ผ่านจุดเก็บค่าผ่านทางบริเวณ ก.ม. ที่ 2 ที่เริ่มก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงความยาว 780 เมตร แบ่งเป็น 5 ช่วง ช่วงกลางแม่น้ำ 3 ช่วง ยาว 180 เมตร ช่วงริมทั้งสองฝั่งยาว 120 เมตร ช่วงกลางแม่น้ำกว้าง 60 เมตร สูง 10 เมตร

          ทั้งนี้จะต้องใช้เงินงบประมาณทั้งสิ้น 1,400 ล้านบาท หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี แล้วเสร็จในปี 2554

          ด้าน นายมงคล ตันสุวรรณ รองประธานหอการค้าจังหวัดนครพนมให้ความเห็นว่า การก่อสร้างสะพานแห่งนี้เสร็จจะสร้างความเจริญมากมายแก่นครพนมและ สปป.ลาว โดยจะเปลี่ยนพื้นที่จาก Landlock ไม่ติดทะเลไปสู่ Land link และ Land bridge ส่งผลดีทั้งด้านการค้า คมนาคมและการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับสะพานข้ามแม่น้ำโขง 2 มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ซึ่งหลังเปิดใช้สะพานแล้วตัวเลขของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 6-7 เท่า

          ดร.วีรพงษ์ รามางกูร นายกสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ กล่าวย้ำว่าทางสมาคม จะพยายามเป็นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีผลักดันให้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ตามกำหนดตามแผนที่วางไว้

          อย่างไรก็ตาม จากผลวิจัยของ ดร.ชลิศา    รัตรสาร และ ดร.วรรณรัตน์ วัฒนานิมิตกูล มหาวิทยาลัยสยามพบว่าความเป็นไปได้ที่โครงการก่อสร้างสะพานข้ามน้ำโขงแห่งที่ 3 จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ในขณะนี้มีหลายปัจจัย เช่น ผลการศึกษาความคุ้มค่าของโครงการลงทุน การกำหนดนโยบายเร่งด่วนและการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งมีการเปลี่ยนผ่านมือจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการมายังรัฐบาลเฉพาะกิจที่มี คมช. กำกับดูแลอยู่

          นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า นักธุรกิจและชาวเวียดนามไม่ใคร่แสดงความยินดีต่อผลที่จะเกิดต่อระบบเศรษฐกิจของเวียดนามเท่าใดนัก เพราะเห็นว่าถนนหมายเลข 9 สามารถเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจ ของทั้ง 3 ประเทศได้ดีแล้ว

Source - เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (Th)

Monday, August 20, 2007  04:10

 

นายกฯย้ำเลือกตั้งธ.ค.นี้ สนธิขอทุกฝ่ายเลิกป่วน

          "บิ๊กบัง" เชื่อลงประชามติถือเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทย วอนทุกฝ่ายเป็นนักกีฬาอะไรที่จบไปแล้วก็ให้จบไป "สุรยุทธ์" ประกาศลั่นเดือนธันวาฯจัดเลือกตั้งแน่นอน "อานันท์" แนะนักการเมืองเลิกไร้สาระได้แล้ว "ป๋าเปรม" ชี้ "การให้อภัย" ถือเป็นสิ่งสำคัญสุด เตือนพวกทำไม่ดีให้ยุติการกระทำ "พีเน็ต" ปูด "ทักษิณ" สายตรงสั่งห้ามรับร่างรธน. "เสธ.หนั่น" ฟันธงการเมืองยังคงป่วนเหมือนเดิม "มาร์ค" ดักคออย่านำผลการลงประชามติไปตีความจนเกิดการแยกแยก "บรรหาร" ฟิวส์ขาด "ด่า" คนส่งใบปลิวคว่ำรธน.เลว นักวิชาการระบุผลลงประชามติอาจสร้างความชอบธรรม 2 จุด "ห้ามแก้รธน.-ลงเล่นการเมือง"

          ที่สำนักงานเขตดุสิต หน่วยลงประชามติที่ 19 เมื่อเวลา 08.00น.วันที่ 19 ส.ค.50ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรษได้เดินทางมาใช้สิทธ์ออกเสียงลงประชามติ เป็นคนแรกของหน่วย โดยมีรายชื่ออยู่ในลำดับที่ 1,561ทั้งนี้ พล.อ.เปรม กล่าวหลังการใช้สิทธิ์ว่า เป็นแค่การเริ่มต้น ส่วนขั้นตอนต่อไป เป็นการเลือกตั้ง คนไทยน่าจะหยุดความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน เดินสู่การเลือกตั้งที่มีความบริสุทธ์ยุติธรรม ที่เรียกว่าประเทศชาติสามารถก้าวเดินต่อไป

          เมื่อถามว่า หากผลการลงประชามติออกมาเห็นด้วยที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญแนวโน้มจะเป็นเช่นใด พล.อ.เปรม กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราปราณาเช่นนั้น สิ่งใดที่คนไทยให้อภัยกันได้ก็ให้อภัยกัน สิ่งใดที่เป็นความคิดไม่ดีขอให้คิดใหม่ให้ดี เพื่อความสงบสุขของชาติบ้านเมือง

          "ผมอยากให้บ้านเมืองของเราที่มีปัญหามานาน ใครๆ ก็ไม่ได้รับผลดีทั้งนั้น พวกเราที่ไม่ได้ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ก็พลอยลำบากไปด้วย ตรงนี้ไม่ใช้เรื่องที่ดีของคนไทย ฉะนั้นสิ่งที่คนไทยควรจะทำคือ บ้านเมืองจะสงบสุขได้อย่างไร ทั้งนี้หากผลการลงประชามติไม่รับร่างจะเกิดความวุ่นวายหรือไม่ คาดเดาลำบาก อย่าไปเดาเลย คิดในทางที่ดีก็แล้วกัน"

          ++ แนะนักการเมืองเลิกไร้สาระ

          ด้าน นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ กล่าวว่า การลงประชามติในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ประชาชน จะแสดงความคิดเห็นว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญปี 50ซึ่งถือเป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่ แต่คนไทยก็ควรออกมาใช้สิทธิของตัวเองอย่างพร้อมเพรียง ส่วนการลงประชามติจะทำให้บรรยากาศการทางเมืองไทยคลี่คลายหรือไม่ สิ่งนี้เป็นความหวังของคนจำนวนมาก แต่ถ้าดูสถานการณ์ทั่วไปในประเทศคงไม่สงบจริงจัง แต่ควบคุมได้และจับแนวทางได้ระดับหนึ่ง

          อย่างไรก็ตามหลังจากการเลือกตั้ง จะส่งผลให้การเมืองพัฒนาไปทางที่ดีขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความพร้อมเพรียงของประชาชน รวมถึงวิธีคิดของสังคมไทยที่ต้องโตขึ้น ถ้ามัวแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องไร้สาระ อำนาจวาสนา และกำไรขาดทุน เพราะว่าคนเล่นการเมือง ถ้าคิดจะเล่นต้องทำจริง

          ++ "บุญรอด" มั่นใจรธน.ออกผลบวก

          ขณะที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหมกล่าวในกรณีเดียวกันว่า รู้สึกสบายใจและถือเป็นวันที่ทุกคนรอคอยมานานมาก โดยเชื่อว่าการลงประชามติผลที่ออกมาต้องเป็นผลบวกสำหรับรัฐบาล และคมช.โดยรัฐบาลคาดหวังให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มาก ซึ่งคาดว่าจะเกิน 50% แน่นอน ส่วนคะแนนจะออกมาจะออกมาอย่างไรรัฐบาลรับได้เพราะถือว่าประชาชนเลือกแล้ว หากผลออกมารับก็ต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.50 หากผลออกมาไม่รับก็ต้องมีการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องแต่ต้องเลื่อนออกไปอาจจะเลื่อนเป็นต้นปีหน้า

          ส่วน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วย ผบ.ทบ.และผู้ช่วย คมช.กล่าวว่าไม่ได้กังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญ จะผ่านประชามติหรือไม่ ขอให้ปล่อยไปตามข้อเท็จจริง

          พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ.และรองประธาน คมช.กล่าวว่าทุกอย่างจะค่อยๆพัฒนาดีขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อถามว่า แสดงว่าการทำรัฐประหารยังไม่ถึงขั้นปิดตายในประเทศไทยใช่หรือไม่ พล.อ.อ ชลิต กล่าวว่า ไม่ทราบ เมื่อถามย้ำว่า หากสถานการณ์ยังไม่นิ่งจะกลับไปสู่การทำปฎิวัติอีกใช่หรือไม่ พล.อ.อ ชลิต กล่าวว่า ไม่ทราบ

          ++ "ธีรภัทร์" นำผลประชามติเข้า ครม.

          ขณะที่ นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านครม.จะประชุมกำหนดวันเลือกตั้งเลยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับกรอบระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้งที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและต้องรอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับและหลังจากที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใชก็จะเข้าหลักเกณฑ์ 90 วัน และการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นไม่เกินวันที่ 15 ม.ค.51

          ++ "ประสงค์" มั่นใจผ่านชัวร์

          น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานกรรมาธิการฯกล่าวว่า มั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญปี 50จะประกาศใช้ได้และทำให้มีการเลือกตั้งต่อไป แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ก็จะต้องหยิบฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาใช้ ซึ่งยังไม่เห็นว่าจะหยิบฉบับไหนขึ้นมาใช้ อีกทั้งการจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ ต้องไปดูร่างประกอบรัฐธรรมนูญอีก 3 ฉบับด้วย ซึ่งได้เซ็นต์ชื่อลงในหนังสือ ส่งให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช.เพื่อนำไปพิจารณาแล้ว

          พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯกล่าวว่า หากประชามติผ่าน การเมืองจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่ไม่ควรคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ ควรคิดว่าเหมือนการเลือกตั้งทุกครั้ง ต้องยอมรับกติกา จะมาบอกว่าอีกฝ่ายเป็นเผด็จการคงไม่ได้

          ++ "บิ๊กแอ้ด" ย้ำเลือกตั้งธ.ค.แน่

          ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากการลงประชามติผ่านรัฐบาลคาดว่าจะถวายกฤษฎีกาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงลงพระปรมพิทัยในสิ้นเดือนส.ค.นี้ หลังจากนั้นเราก็จะถือว่ารัฐธรรมนูญที่ประชาชนให้ความเห็นชอบมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่รับนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ที่ยื่นอยู่ฝ่ายตรงข้าม ก็เป็นความเห็นซึ่งเราก็ต้องเคารพ รับฟัง ส่วนพรรคการเมืองจะมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด ตรงนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคอื่นๆ เข้ามามีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการจัดโครงสร้างทางการเมืองใหม่ ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมีอำนาจนิติบัญญัติ มีความสมดุลและองค์กรอิสระมีการสอบสวนยากขึ้น นี่คือโครงสร้างการเมืองที่ทุกคนอยากเห็น

          "สิ่งที่ประชาชนต้องเตรียมคือต้องทราบแนวนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะเข้ามาในการเลือกตั้งใหญ่ จะมีแนวทางอย่างไรในการบริหารประเทศ ถือเป็นเรื่องแรกที่ประชาชนจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ หลังจากนั้นก็จะมีส่วนร่วมอีกครั้งหนึ่ง คือการเลือกตั้งใหญ่ ในเดือน ธ.ค.แน่นอน ซึ่งระหว่างนี้ รัฐบาลมีภารกิจดูแลเรื่องความมั่นคงเศรษฐกิจและสิ่งที่ยังดำเนินค้างอยู่"

          ++ รับจากนี้การทำงานเปิดกว้างขึ้น

          พล.อ.สุรยุทธ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ถึงการหารือถึงกำหนดการณ์การเลือกตั้งที่ชัดเจนภายหลังแนวโน้มการนับคะแนนการลงประชามติส่วนใหญ่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญว่าคงจะหารือร่วมกับ กกต.,ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เนื่องจากมีกฎหมายลูกอีก 3 ฉบับที่จะต้องมีการพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะหารือหลังกลับจากประเทศมาเลเซียในสัปดาห์ต่อไป

          เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่กับกระแสที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เพราะกลุ่มนปก.จะบอกว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านอาจจะมีการเคลื่อนไหวกันต่อไป พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่าเราจะปฏิบัติตามเสียงของคนส่วนใหญ่ เมื่อถามว่า หากผลการออกเสียงประชามติชนะขาดลอยจะเป็นการเปิดโอกาสให้ ทหารเข้าสู่การเมืองหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า คงใช้คำว่าทหารคงจะใช้ไม่ได้ เพราะทหารหมายถึงผู้ยังอยู่ในเครื่องแบบถ้าพ้นจากอาชีพไปแล้วคงจะเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองได้ เพราะว่ามีสิทธิในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง

          เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าสถานการณ์ต่อจากนี้ไป บ้านเมืองจะดีขึ้นหลังผ่านช่วงประชามติ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า คิดว่าการทำงานทางการเมืองนั้นก็น่าจะเปิดกว้างขึ้น ทุกๆคนก็จะมองเห็นช่องทางที่จะก้าวไปข้างหน้าสู่ครรลองของระบอบประชาธิปไตย

          ++ "สนธิ" วอนทุกฝ่ายเป็น "นักกีฬา"

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพม์จากประเทศมาเลเซีย ถึงผลการลงประชามติที่มีแนวโน้มจะผ่านว่าถ้าชนะตามระบอบประชาธิปไตยก็พอใจแล้ว จะมากจะน้อยกว่า 50%ก็ไม่เป็นไร เมื่อถามว่ามีการวิเคราะห์ว่าผลการลงประชามติในครั้งนี้ถ้ามีเสียงส่วนใหญ่รับร่างน่าจะมีผลต่อการตัดสินใจลงเล่นการเมือง พล.อ.สนธิกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันที่ทำทุกอย่างเพื่อต้องการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย

          เมื่อถามว่า คาดการณ์อย่างไร หากรัฐธรรมนูญปี 50 ผ่านและมีการประกาศใช้ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนเป็นนักกีฬา อะไรที่จบก็ให้จบไป แล้วมาเริ่มต้นในการเดินไปที่เป้าต่อไปตามวิถีทางของมัน เมื่อถามว่าทางกลุ่มไทยรักไทยประกาศยอมรับผลประกาศใช้รัฐธรรมนูญและช่วยประคับประคองประเทศชาติจากนี้ไปภาระกิจคืออะไรต่อ พล.อ.สนธิกล่าวว่า ภาระหน้าที่ก็คือรักษาความสงบเรียบร้อยในด้านความมั่นคงและมีภาระช่วยรัฐบาล

          เมื่อถามว่า เกรงว่าจะมีการประท้วงผลการลงประชามติหรือไม่พล.อ.สนธิกล่าวว่าจะต้องเอาจิตใจตัดสินทุกอย่างเชื่อว่าจะดี เพราะไม่อยากให้เกิดอะไรที่วุ่นวาย บ้านเมืองจะต้องสางทางเดินไปสู่ความสงบเรียบร้อยสักที ทั้งนี้เห็นว่าประชาธิปไตยเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.

          ++ "อ๋อย" ย้ำประชามติไม่ชอบธรรม

          นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานที่ปรึกษากลุ่มไทยรักไทย แถลงภายหลังปิดการลงประชามติว่า ยืนยันเหมือนเดิมว่าการทำประชามติไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย เนื่องจากมีผู้นำของบ้านเมืองพยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบอยู่ตลอดเวลา แต่ก็จะยอมรับในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะไม่มีการเรียกร้องให้มีการทำประชามติใหม่ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ทั้งนี้จะศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานการเมืองต่อไป

          อย่างไรก็ตาม ผลประชามติไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความนิยมของกลุ่มไทยรักไทยกับฝ่ายยึดอำนาจ เนื่องจากฝ่ายที่ไม่เห็นชอบไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มไทยรักไทย ที่สำคัญมันมีตัวแปรแทรกซ้อนเข้ามาอีกหลายอย่าง สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ยอมรับว่าเป็นห่วงการใช้กลไกภาครัฐที่อาจจะนำมาใช้มากมายเช่นเดียวกับครั้งนี้ จะทวงถามการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มไทยรักไทยจะตั้งพรรคใหม่หรืออยู่กับพรรคพลังประชาชนต่อไปนั้น ต้องดูที่ความจำเป็นของสถานการณ์ ระหว่างนี้ยังคงเดินหน้าในนามพรรคพลังประชาชนรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหาเสียงพรรคพลังประชาชน(พปช.)

          ++ ทรท.ประชุมด่วนพร้อมยอมรับผล

          รายงานข่าวจากกลุ่มไทยรักไทย แจ้งว่า เมื่อเวลา 18.00 น. แกนนำกลุ่มไทยรักไทยส่วนหนึ่ง อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายพงเทพ เทพกาญจนา นายเนวิน ชิดชอบ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นต้น ได้มีการหารือเป็นการภายใน โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงประชามติน่าจะมาจาก2 ส่วนคือ เป็นเรื่องของฐานการเมืองระหว่างอำนาจเก่าและใหม่ และเรื่องกระแสที่ประชาชนอยากให้รัฐธรรมนูญผ่านและมีการเลือกตั้ง

          ด้านนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งดูแลในพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า แกนนำทุกคนยอมรับและไม่รู้สึกเครียดกับผลที่ออกมา เพราะรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ขณะนี้ได้เตรียมพร้อมที่จะเลือกตั้งต่อไป

          ++ "เติ้ง" ด่าคนส่งใบปลิว "เลว"

          นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการลงประชามติว่าผลที่ออกมาถือว่าใช้ได้ ซึ่งประมาณไว้ 60 ต่อ 40 เปอร์เซ็นต์ เพราะการณรงค์ของรัฐบาล ขณะที่อีกฝ่ายรณรงค์ไม่รับร่าง มีการเล่นใต้ดินหลายรูปแบบ มั่นใจว่าประชามติจะผ่าน โดยมีคะแนนห่างกันพอสมควร อย่างไรก็ตามรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องเป็นรัฐบาลผสมเกิน 5พรรค ส่วนกลุ่มไทยรักไทยเดิมจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ตอบไม่ได้ ซึ่งพรรคชาติไทยก็ตอบไม่ได้เช่นกัน อาจจะเป็นฝ่ายค้านก็ได้ แต่ยังยืนยันว่าพรรคชาติไทยมีพรรคมหาชนพรรคประชาธิปัตย์เป็นพันธมิตร

          "ขณะนี้ฝ่ายที่ไม่รับร่าง พยายามใช้ทุกวิถีทาง ทั้งทางโทรศัพท์ ส่งเอกสาร จดหมายเดินรณรงค์ มีการแจกใบปลิวอ้างว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ พล.อ.เปรม จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พวกนี้แย่ เลว ด่าได้เลย ใครทำคนนั้นเลวที่สุด เลวสุดๆ ผมก็ได้รับใบปลิว จึงเห็นว่าพวกนี้มันบ้า รู้ว่าเป็นใครจะต่อยหน้าให้การเมืองมันแย่ เล่นสกปรก แล้วไปกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเล่นสกปรก เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง"

          ++ "มาร์ค" วอนทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง

          ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นวันเริ่มต้นในการเดินหน้า และยุติเรื่องรัฐธรรมนูญเสียที โดยทุกฝ่ายควรเข้าสู่บรรยากาศที่จะนำพาบ้านเมืองไปข้างหน้า จึงขอให้ความขัดแย้งที่มีมาในช่วงที่ผ่านมาเป็นเรื่องของอดีต เพราะไม่อยากเห็นประเทศต้องสูญเสียโอกาสไปมากกว่านี้ ทั้งนี้เห็นว่าผลการลงประชามติ จะมีส่วนในการตัดสินใจทางการเมืองของนักการเมืองแน่นอน แต่สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นคือ การตีความ ที่จะนำไปสู่ความยืดเยื้อของความขัดแย้ง โดยเฉพาะที่พูดกันถึงเรื่องกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มอำนาจใหม่

          นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า จากนี้ไปอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความชัดเจนออกมาโดยภายในสิ้นเดือนนี้ ควรทำตารางออกมาเลยว่า กฎหมายลูก จะเสร็จเมื่อไหร่ และจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ เพื่อจะได้ให้ประชาชนและนักการเมืองได้คุยกันถึงการแก้ไขปัญหาของประชาชนต่อไป

          ++ "เสธ.หนั่น" ฟันธงการเมืองยังป่วน

          ที่โรงเรียนสุโขทัย หน่วยลงประชามติที่ 6 พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หัวหน้าพรรคมหาชนกล่าวภายหลังใช้สิทธิ์ว่า การลงประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านสถานการณ์การเมืองคงไม่นิ่ง เพราะยังขัดแย้งอยู่ จึงอยากเสนอให้นักการเมืองทราบว่า ถ้าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ควรไปลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งต่อไป

          ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำกลุ่มไทยรักไทย กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองว่า การลงประชามติจะผ่านหรือไม่ก็ต้องมีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะนายกฯได้ให้คำสัญญาไว้ โดยเฉพาะสถานการณ์บ้านเมืองทั้งเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือกำลังลดลง ซึ่งการลงประชามติน่าจะผ่าน เพราะมีการใช้อำนาจสรรพกำลังเป็นจำนวนมาก

          นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แกนนำกลุ่มไทยรักไทย กล่าวว่า หลังจากที่เห็นผลโพลล์ก็รู้สึกหนักใจ ซึ่งขณะนี้รัฐธรรมนูญปี 50 มีแนวโน้มว่าคะแนนเห็นชอบสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

          ++ "ป๋าเหนาะ" ชี้ร่างรธน.แพ้ใบปลิว

          นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวว่า รัฐธรรมนูญที่ส่งให้ประชาชนอ่านแพ้ใบปลิวที่กลุ่มต่อต้านส่งไป โดยส่วนตัวไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะจะทำให้คนมีอำนาจมาครอบงำ จึงขอฟันธงไว้เลยว่า ฉบับนี้จะเป็นฉบับมีปัญหาให้กับคนที่ไม่สุจริตใจเพราะอิทธิพลของใบปลิว สิ่งเหล่านี้สามารถชี้อนาคตของพี่น้องประชาชน การได้อะไรมาผลประโยชน์เฉพาะหน้ากินแค่มื้อเดียว แต่เอาเราอธิปไตยของเราไป มันสะท้อนและทิ่มแทงอย่างไม่รู้ตัว

          ++ ผลโหวตทำสส.อีสานราคาขึ้น

          นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักวิชาการมหาวิทลัยราชภัฏนครราชสีมา ให้ความเห็นถึงกรณีที่ส.ส.ภาคอีสานไม่รับร่างรัฐธรรมนูญว่า เชื่อว่าจะมีการปรับงานครั้งใหญ่และส.ส.ในภาคอีสานจะมีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ที่ผ่านมาภาคอีสานมี ส.ส.ถึง 127 ที่นั่งจาก136 ที่นั่งจึงทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่และทำงานเชิงรุกได้อย่างไม่เหนียมอายขณะที่ภาครัฐยังเข้าไม่ถึง

          "อีสานจะมีข่าวเรื่องเงินเสมอ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ หัวคะแนนทำงาน กลไกลทรัพยากรทำงาน เงินลง มันเป็นไปได้หมด แม้จะเลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ตาม"

          วันเดียวกัน นายชิงชัย มงคลธรรม หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ กล่าวถึงกระแสการใช้จ่ายเงินเพื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญว่า ในจ.กาฬสินธุ์ พบว่ามีการใช้เงินของกลุ่มอำนาจเก่าและจะมีผลต่อเนื่องไปถึงกระบวนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ ซึ่งพรรค พร้อมที่จะน้อมรับเสียงส่วนใหญ่และพร้อมที่จะสู้ศึกในสนามเลือกตั้งที่จะเริ่มต้นขึ้น

          ทางด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง(พีเน็ต)ให้สัมภาษณ์ถึงผลการลงประชามติว่า ผลสำรวจของโพลทุกสำนักที่ทำมาก่อนหน้านี้อาจคลาดเคลื่อน เพราะมีข่าวว่าเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมามี "นายใหญ่" จากต่างประเทศส่งสัญญาณไปยังกลุ่มหัวคะแนนเก่า ให้พยายามคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยวิธีการต่างๆ โดยใช้เครดิตของตัวเองยืนยันว่าจะให้ผลตอบแทนภายหลัง

          ++ นักวิชาการชี้ปชต.ไทยจะอ่อนแอ

          ขณะเดียวกัน บรรดานักวิเคราะห์การเมืองไทยออกมาเปิดเผยว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังเปิดโอกาสให้ประชาชนลงประชามติ หากผ่านการเห็นชอบและมีผลบังคับใช้ ก็จะคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย โดยทำให้กระบวนการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอลง พร้อมกันนั้นก็ทำให้ระบอบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางฟื้นคืนชีพเหมือนเมื่อครั้งอดีต รวมถึงรื้อฟื้นการบริหารประเทศโดยพรรครัฐบาลผสมที่มีอายุการบริหารประเทศสั้นเหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านๆ มา

          ก่อนหน้านี้ ศาสตราจารย์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการประจำคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ จะส่งผลทำให้ทหารควบคุมการเคลื่อนไหวทางการเมืองในทุกระดับ รวมทั้งเป็นการรณรงค์เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์แก่ผู้คนในชาติ โดยมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่พระมหากษัตริย์

          นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากคะแนนเห็นชอบเกิน 70-80% ขึ้นไปรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้ยากมากในอนาคต เพราะความชอบธรรมจะแก้ไม่ได้ ปัญหานี้จะเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน และจะมีผลกระทบโดยตรงในการตัดสินใจทางการเมืองของพล.อ.สนธิ เพราะเสียงที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมีมากก็จริงแต่เสียงที่ไม้เห็นด้วยก็มีมากเช่นกัน

          ++ นักลงทุนประสานเสียงเศรษฐกิจพุ่ง

          สำหรับนายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)นครหลวงไทย จำกัด กล่าวว่า ไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาเป็นอย่างไรก็จะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าไม่ว่าผลจะออกมายังไง ก็ต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแต่มติของการรับหรือไม่รับ ก็จะส่งผลในเรื่องของความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากกว่า ซึ่งถ้ารับการลงทุนก็จะเร่งตัวขึ้น แต่ถ้าไม่รับความเชื่อมั่นก็จะลดลง

          นายอธีป พรีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจอาคารชุดไทย กล่าวว่า หลังจากการรับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เชื่อว่าแนวโน้มเศรฐกิจจะเริ่มดีขึ้น เพราะเป็นด่านแรกของการเข้าสู่การเลือกตั้ง แนวโน้มของความเชื่อมั่นน่าจะกลับมา

          ส่วนนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลที่ออกมาว่าจะรับร่างหรือไม่รับก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่เสียงที่ออกมาส่วนใหญ่ว่า รับร่างสะท้อนให้เห็นว่า ทุกคนคิดว่าประเทศชาติอาจจะหลับมาสู่ประชาธิปไตยได้เร็วขึ้น

 

Source - สยามรัฐ (Th)

Monday, August 20, 2007  04:14

 

กองทุน FTA  อนุมัติงบฯ 295 ล้านบาท 20 โครงการเยียวยากระทบเปิดเสรี

          ปัญหาทางการเมืองของไทยทำให้ต้องชะลอการเจรจาจัดทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และหันกลับมาให้ความสำคัญการเยียวยาผลกระทบจาก FTA ที่ทำไปแล้ว ทั้งกรอบเอฟทีเอที่ลงนามกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย หรือ กรอบอาเซียน-จีน รวมถึงกรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายนนี้

          ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่  8 พฤษภาคมที่ผ่านมาให้จัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสนับสนุน เพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าขึ้น เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 โดยมีนายการุณ กิตติสถาพร ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนจากหลายฝ่าย ทั้งภาคราชการ เอกชน รวม 10 คน มีหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติโครงการและจัดสรรเงินช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการตรวจสอบ การติดตามและการประเมินผลโครงการที่ได้รับอนุมัติ

          นางวิลาวรรณ ทับวงศ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักมาตรการการใช้สิทธิพิเศษทางภาษี กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการสัมมนาเรื่องแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) จัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนเอฟทีเอได้ประชุมครั้งแรก 1/2550 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้เสนอโครงการเพื่อขอรับการช่วยเหลือแล้ว 20 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 295 ล้านบาท ซึ่งในขั้นตอนต่อไปทางคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการเงินช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าจะพิจารณารายละเอียดของแต่ละโครงการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด ก่อนที่จะเสนอเข้าที่ประชุมอีกครั้งในปลายเดือนสิงหาคมนี้

          สำหรับโครงการที่เสนอเข้ามาจากสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวกับทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เกษตร รวมถึงบริการ เพราะหลักการไม่อนุญาตให้เสนอรายบุคคล ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงผลกระทบเอฟทีเอโดยภาพรวมที่เกิดกับอุตสาห  กรรมนั้นๆ และขอรับการช่วยเหลือในรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน ซึ่งในเวลาอีก 2 เดือนของปีงบประมาณ 2550 ได้รับเงินมา 40 ล้านบาท จากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ      คณะกรรมการฯจะพิจารณาโครงการที่จำเป็นก่อน ส่วนโครงการที่ไม่ผ่านการพิจารณาก็สามารถปรับปรุงและนำเสนอมาอีกครั้ง เพราะได้เตรียมงบประมาณสำหรับปี 2551 ไว้แล้ว 100 ล้านบาท

          ทางด้าน นายวีรชัย วงศ์บุญสิน รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เสนอว่า นอกจากกองทุนเอฟทีเอแล้ว อยากให้มีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ เพื่อจูงใจให้ผู้ส่งออกและผู้ผลิตหันมาใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ นอกจากนี้รัฐควรกำกับดูแลการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าให้คนไทยทั้งหมด ไม่ใช่แค่การส่งออกเพิ่มขึ้น ควรสนับสนุนให้สามารถแก้ไขข้อตกลงได้ตลอดเวลา เร่งรัดและส่งเสริมส่งออกอย่างจริงจัง เร่งรัดการออกมาตรฐานควบคุมสินค้าในประเทศ โดยให้มีมาตรการจูงใจผู้ผลิตที่ผ่านมาตรฐานสูง เช่น สินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 ควรปรับเป็นมาตรฐานที่สูงขึ้นอีก

          ในมุมมองของผู้ส่งออก นางชิงชิง ทองดี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย กล่าวว่า ข้อเสนอแนะต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนการส่งออกผลไม้สำหรับตลาดเฉพาะให้ชัดเจน อย่าส่งเสริมเป็นวงกว้าง เพราะไทยยังมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งด้านการผลิตไม่สามารถควบคุมปริมาณได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ปลูกผลไม้ไทยยังเป็นขนาดย่อมและผลิตตามฤดูกาล การบริหารจัดการยังไม่สมบูรณ์และจัดการเฉพาะบุคคลไม่ใช่องค์กร ตลาดยังจำกัด ฉะนั้นการจะรับคำสั่งซื้อในปริมาณที่มากย่อมทำได้ยาก ที่สำคัญนโยบายรัฐเองก็ไม่แน่นอน มีทั้งการสนับสนุนส่งออกต่างประเทศทำการค้า   เสรี และสนับสนุนการขายภายในประเทศ ในแง่การทำตลาดนั้นยังต้องเจออุปสรรค ด้านการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีและมาตรฐานสินค้าของประเทศผู้นำเข้าค่อน ข้างสูง และที่สำคัญยังมีปัญหาด้านระบบ ขนส่งและโลจิสติกส์

          นางสมจินต์ เปล่งขำ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายการขยายตัวและเพิ่มมูลค่าการส่งออกผ่านธุรกิจบริการ และพัฒนาผู้ประกอบการไทยไปลงทุนหรือร่วมทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าด้วย ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เสนอคณะรัฐมนตรีขออนุมัติจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการทำธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนบริษัทเข้าตลาดโลกอีก จากปัจจุบัน 600 บริษัท ซึ่งเดิมเป็นบริษัทที่เข้าไปลงทุนเอง แต่เมื่อรัฐบาลสนับสนุนตัวเลขนี้จะเพิ่มอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผลักดันการส่งออกผ่านกลุ่มประเทศในตลาดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่ไทยเปิดเสรีการค้าด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงลดผลกระทบจากปัญหาค่าบาทแข็ง ทำให้ไทยสามารถส่งออกเข้าประเทศตลาดใหม่ได้เป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 50 จากเดิมมีเพียงร้อยละ 30

Source - เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (Th)

Monday, August 20, 2007  04:45

 

เอกชนจี้กำหนดวันเลือกตั้ง เชื่อต่างชาติมองไทยดีขึ้น

          สภาหอฯ-ส.อ.ท.ชี้ประชาชนส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ มั่นใจทุกอย่างเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เชื่อต่างชาติมองไทยดีขึ้น เชื่อการบริโภคฟื้นตัวปลายปีผลดีต่อการลงทุน ตลาดหุ้นรับข่าวดี คาดดีดตัวแรงแบบก้าวกระโดด ขณะที่กลุ่มภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำหนดวันเลือกตั้ง หวังได้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ค่าเงิน

          นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ครั้งนี้ เป็นตามสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการ เพราะจะนำไปสู่การเลือกตั้งปลายปีนี้ ซึ่งหอการค้าไทยหวังว่าการประกาศผลการลงคะแนนอย่างเป็นทางการแล้ว จะมีผู้ให้ความเห็นชอบรับร่างรัฐธรรมนูญสูง 60-70% ของผู้มาใช้สิทธิ เพราะถ้าผู้มาออกเสียงลงคะแนนส่วนใหญ่เห็นว่าควรรับร่างรัฐธรรมนูญสูง จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

          ทั้งนี้ประชาชนคนไทย นักธุรกิจและนักธุรกิจต่างประเทศ ต่างต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง เนื่องจากจะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตย ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการบริโภคและความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมาทันที ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระยะต่อไป เมื่อปัญหาทางการเมืองคลี่คลายลง รวมทั้งทำให้นักธุรกิจสามารถดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ได้

          "ประมนต์"ชี้ผลดีต่อพรรคการเมือง

          นายประมนต์กล่าวว่า เมื่อผลการลงประชามติออกมาในลักษณะเช่นนี้ จะทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง และเตรียมตัวทำกิจกรรมทางการเมืองหรือรณรงค์หาเสียง เชื่อว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่คงไม่มาประท้วงหรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับผลการลงประชามติครั้งนี้เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินการเช่นนั้น แต่อาจจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ออกมาแสดงความเห็นหรือออกมาชุมนุมต่อไป คิดว่าคงไม่มีปัญหา

          อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งน่าจะเป็นรัฐบาลผสม เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้ร่างให้รัฐบาลมีแนวโน้มเป็นรัฐบาลผสม รวมทั้งสถานการณ์การเมืองปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะไม่มีใครเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งต้องติดตามอีกครั้งว่าพรรคการเมืองใดจะได้เสียงข้างมากและเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

          ส.อ.ท.ชี้เกิดสัญญาณเลือกตั้งธ.ค.นี้

          นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังการลงประชามติครั้งนี้ จะทำให้เกิดสัญญาณว่าจะเกิดการเลือกตั้งภายในเดือนธ.ค.2550 นี้แน่นอน ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั่วไปและนักธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะทุกฝ่ายจะกล่าวถึงการเลือกตั้งและรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในอนาคต โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่รอเข้ามาลงทุน จะเกิดความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันจะอธิบายชาวต่างประเทศได้ว่าได้ดำเนินการตามระบบประชาธิปไตยแล้ว และเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่มาลงคะแนนเห็นว่าควรรับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้ต่างชาติไม่สามารถกล่าวว่าไทยไม่เป็นประชาธิปไตยได้

          นายสันติกล่าวว่า หลังจากนี้คงจะมีการชุมนุมแสดงความคิดเห็นบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ ซึ่งต่างประเทศจะมองว่าเป็นสิทธิของประชาชนที่สามารถกระทำได้ในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่น่าเป็นห่วง รวมทั้งคนไทยก็รับทราบได้ว่ากลุ่มที่มาชุมนุมประท้วงหลังจากนี้ดำเนินการไปเพื่ออะไร ส่วนทางการเมืองหลังผ่านการรับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องการให้นักการเมืองหาสังกัดพรรคให้เร็ว ขณะนี้มีกฎหมายอนุญาตให้ตั้งพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว จึงต้องการให้นักการเมืองมีสังกัดพรรคให้เร็วเพื่อจะได้วางแผนการเลือกตั้งต่อไป

          การบริโภคฟื้นตัวแน่ช่วงปลายปี

          สำหรับความเชื่อมั่นบริโภคจะเกิดขึ้นทันที และมีแนวโน้มที่การบริโภคจะกลับคืนมาในช่วงปลายปี 2550 โดยการบริโภคอาจจะฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 ปีนี้ เพราะจะมีเงินสะพัดในช่วงก่อนการเลือกตั้งเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ และข้าราชการได้รับเงินเดือนเพิ่ม รวมทั้งเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรของเกษตรกร และเงินบาทอยู่ในช่วงที่ไม่แข็งค่าขึ้น และมีแนวโน้มอ่อนค่าลง จะทำให้ผู้ส่งออกมีรายได้ในรูปเงินบาทมากขึ้น

          ส่วนการลงทุนอาจต้องใช้เวลาสักระยะ โดยรัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงการเมกะโปรเจค หลังจากมีความล่าช้าเพราะไทยมีรัฐบาลรักษาการมาตั้งแต่ปี 2549 รวมทั้งนักลงทุนต่างประเทศอาจจะรอดูสถานการณ์บ้าง แต่เชื่อว่าการลงทุนจะค่อยๆ ดีขึ้น เพราะยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนยังสูง

          นักธุรกิจเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

          นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องดีอย่างมากที่มีการรับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาเกิดปัญหาหลายเรื่องในประเทศไทย โดยถ้าไม่มีการรับร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ อาจจะเกิดปัญหาใหญ่ ภาคเอกชนเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

          ในด้านเศรษฐกิจ เชื่อจะส่งผลให้นักธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น แต่ผลทางการเมืองไม่ถือว่ากระทบกับการทำธุรกิจมากนักเมื่อเทียบกับปัญหาเงินบาทแข็งค่า โดยปัญหาทางการเมืองอาจจะมีผลประมาณ 25-30% ของปัญหาทางธุรกิจที่มีอยู่ในขณะนี้ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ช่วยให้ความเชื่อมั่นดีขึ้นและนักธุรกิจไม่ต้องกังวลกับปัญหาการเมือง แต่ในแง่การลงทุนอาจจะไม่เกิดผลการลงทุนขยายตัวอย่างชัดเจนในระยะใกล้ เพียงแต่การลงทุนที่วางแผนไว้แล้วจะมีความมั่นใจในการเดินหน้าต่อไป ส่วนการลงทุนใหม่อาจจะรอดูสถานการณ์สักระยะ

          ตลาดหุ้นรับข่าวดี คาดดีดตัวแรงแบบก้าวกระโดด

          นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า หลังจากที่ประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ น่าจะทำให้เกิดความชัดเจนต่อภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากการเมืองมีความชัดเจน กระบวนการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามที่กำหนดไว้ในปีนี้ จึงเชื่อว่าตลาดหุ้นจะสดใสขึ้น

          อย่างไรก็ตาม จะต้องเกาะติดปัญหาซับไพร์มในสหรัฐว่ามีการขยายวงมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลกันอยู่ แต่หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 0.50% ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลลง จะหนุนให้ตลาดหุ้นดีขึ้น

          ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ทำให้ความชัดเจนทางการเมืองดีขึ้น เชื่อว่าทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ จะก้าวกระโดด ซึ่งจะมีแรงหนุนจากเฟดลดดอกเบี้ย 0.50% ควบคู่กันไปด้วย เพราะปัญหาซับไพร์ม จะคลายความกังวล

          นายเผดิมภพ สงเคราะห์ รองกรรมการผู้จัดการ บล.บัวหลวง เชื่อว่า การซื้อขายหุ้นวันนี้ จะปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการเมืองชัดเจน และปัญหาซับไพร์มน่าจะดีขึ้นหลังจากที่เฟดลดดอกเบี้ย 0.50% อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้นน่าจะอยู่ที่เรื่องซับไพร์ม ส่วนปัจจัยการเมืองจะหนุนอีกแรงหนึ่ง "รัฐธรรมนูญผ่าน เท่ากับว่าการเมืองชัดเจนขึ้น ตลาดหุ้นน่าจะอยู่ในที่ทิศทางที่ดี และจะปรับตัวแบบก้าวกระโดด"

          ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ

          ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการลงประชามติแม้จะเป็นภาพบวกต่อเศรษฐกิจในแง่ที่กระบวนการทางการเมืองจะเดินไปสู่การเลือกตั้งอย่างชัดเจนมากขึ้น แต่ผลเชิงบวกก็ไม่ได้มีมากนัก เพราะการที่ผลออกมาเป็นสองกลุ่มที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน ทำให้ปัจจัยการเมืองยังเป็นปัจจัยที่นักธุรกิจและภาคเอกชนยังต้องจับตามองอย่างต่อเนื่อง

          การที่ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ มีคนที่ไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญจำนวนมากนั้น ก็อาจจะทำให้กลุ่มรัฐบาลเก่ามีพลังในการต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยเฉพาะหลังจากที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคไทยรักไทย ออกมาระบุว่าจะต่อสู้ตามกระบวนการเลือกตั้งนั้น อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่ากระบวนการทางการเมืองของไทยมีความชัดเจนมากขึ้นในแง่ที่จะเดินไปสู่กระบวนการเลือกตั้งตามที่ได้วางไว้

          เอกชนจี้รัฐเร่งกำหนดวันเลือกตั้ง

          นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การรับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นผลออกมาดี ทุกคนต้องการให้เกิดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด  เมื่อผลออกมาในลักษณะดังกล่าวแล้ว เห็นว่าทุกฝ่ายในสังคมควรยอมรับและดำเนินในกรอบกติกาที่วางไว้แล้ว เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยควรแสดงออกด้วยความสงบและยอมรับผลการออกเสียงลงประชามติ ซึ่งถ้าทุกอย่างเป็นอย่างนี้เชื่อว่าจะเกิดการเลือกตั้ง

          ดังนั้นรัฐบาลควรรีบจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุดภายในปลายปีนี้ตามที่ประกาศไว้  ถ้าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ อาจเกิดความเสียหายกับประเทศ เนื่องจากต่างประเทศกำลังจับตาดูการเลือกตั้ง  ถ้ารัฐบาลประกาศวันเลือกตั้งได้ชัดเจนเท่าใด จะทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจกลับมาเร็ว

          เอกชนหวังเลือกตั้งเร็วที่สุด ชี้เกิดผลดีดึงนักลงทุน

          นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด ผู้ดำเนินการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เพื่อให้ได้รัฐบาลที่เกิดจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศในการเข้ามาลงทุน หรือร่วมทุนทำธุรกิจกับคนไทย

          การลงประชามติครั้งนี้ เป็นดัชนีชี้วัดว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะแต่ละพื้นที่เป็นตัวแทนของความต้องการของแต่ละพื้นที่ว่าให้การยอมรับพรรคการเมืองใดบ้าง

          นายญานิสร์ ทิพากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากนี้ไปสถานการณ์ทางการเมือง มีความชัดเจนขึ้น ทำให้เกิดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนหลังการเลือกตั้ง ก็จะส่งผลให้ภาคธุรกิจเอกชนสามารถกำหนดแนวทางการดำเนินการธุรกิจได้ดีขึ้น

          นอกจากนื้ จะได้ทราบถึงทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นในการจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าภาคครัวเรือนจะมีกำลังซื้อ แต่ด้วยบรรยากาศทางการเมืองและภาวะทางเศรษฐกิจที่อึมครึม ส่งผลทางจิตวิทยาต่อการตัดสินชะลอการซื้อ หรือเก็บเงินไว้ แทนที่จะจับจ่ายมากขึ้น

          มั่นใจความเชื่อมั่นฟื้น

          นายมานพ พงศทัต นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์นานาชาติ กล่าวว่า หลังจากนี้ความเชื่อมั่นจะดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และการลงทุนระยะยาว  ก่อนหน้านี้ได้มีการชะลอไว้ จากความเชื่อมั่นที่ลดลง และไม่มั่นใจว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เมื่อไหร่  แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่าน กลไกต่างๆ เดินหน้าไปตามกรอบที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะให้มีการเลือกตั้งภายในปลายปีนี้ ก็จะสะท้อนภาพแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจน

          อย่างไรก็ตาม เมื่อความเชื่อมั่นกลับคืนมาแล้ว สิ่งที่จะต้องระมัดระวังจากนี้ไป คือการลงทุนบางประเภทอาจจะกลับมาเร็วมาก เมื่อต่างชาติมีความเชื่อมั่น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเงินทุนต่างชาติทะลักเข้ามาไทยมาก แต่หลายเดือนที่ผ่านมาได้ชะลอตัวไปบ้าง จากสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์บางประเภท ที่ยังมีพื้นฐานและแนวโน้มการเติบโตที่ดี  เช่น โครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง

          รอรัฐบาลใหม่แก้ปัญหาศก.-ค่าเงิน

          นายบุญชัย โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นักธุรกิจส่วนใหญ่รอการเลือกตั้งมานานแล้ว เชื่อว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เนื่องจากช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยลบมากโดยเฉพาะเรื่องการแข็งค่าของเงิน

          สิ่งที่นักธุรกิจอยากเห็นหลังการเลือกตั้งคือ รัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องค่าเงินบาทแข็ง และอยากฝากไว้สำหรับรัฐบาลใหม่ในนโยบายการบริหารเรื่องค่าเงิน ให้ดูประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่ทำให้ค่าเงินมีการเกาะกลุ่ม ให้มีการขึ้นลงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คืออยากให้อยู่ในระดับ 38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

          ค่ายรถข้ามชาติ ชี้บรรยากาศลงทุนฟื้น

          นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศการทำธุรกิจ เพราะกระบวนการต่อไปคือการเลือกตั้ง การมีรัฐบาลใหม่จะทำให้ภาพการเมืองของไทยมีความชัดเจนขึ้น ในมุมมองนักธุรกิจ เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวม เนื่องจากที่ผ่านมานักลงทุนต่างรอความแน่นอนและการเลือกตั้งว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่

          ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังจากนี้ ก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป แต่เหตุการณ์รุนแรงคงจะไม่เกิดขึ้นอีก จะเป็นในแนวทางการแสดงจุดยืนทางการเมืองที่มีเหตุผล และไม่คิดว่าการรับร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะเป็นการชี้วัดหรือแบ่งแยกกลุ่มขั้วอำนาจเก่าและใหม่ เนื่องจากประชาชนที่ออกไปลงคะแนนให้ทั้ง 2 ฝั่ง มีหลากหลายเหตุผล

          นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ภาพรวมที่จะมีต่อเศรษฐกิจ คงจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการพัฒนาไปสู่กระบวนการต่างๆ ในส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็จะดีขึ้น แต่คงต้องใช้เวลาเช่นกัน เนื่องจากยังต้องนำปัจจัยอื่นๆ มาพิจารณา เช่น ค่าเงินบาทแข็ง ที่ปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่เรื่องของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ตกลง ก็จะเป็นตัวฉุดรั้งการลงทุนไว้ส่วนหนึ่งได้

          เชื่อส่งผลดีต่อการลงทุน

          นายสมนึก เปล่งสุริยการ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูอาร์ซี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้เกิดกระบวนการเลือกตั้ง ทำให้เกิดความมั่นใจในกลุ่มผู้ประกอบการ นักลงทุนกล้าที่เข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้น นอกจากนี้จะส่งผลให้ประชาชน ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จากเดิมที่ขาดความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจการเมือง ทำให้ลดการบริโภคลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต คาดว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น

          ด้านนายตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการกลุ่มโออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะทำให้เกิดการเลือกตั้งขึ้น ส่งผลดีต่อความมั่นใจของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอารมณ์ซื้อของผู้บริโภคที่น่าจะกลับคืนมาอีกครั้ง

Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, August 20, 2007  06:21

 

โหวตรับรัฐธรรมนูญ สัญญาณบวกเศรษฐกิจไทย

          ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบนั้นจะมีผลตามมาในหลายด้านสำหรับประเทศไทย ซึ่งทางด้านเศรษฐกิจถือว่า นี่จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญของเศรษฐกิจไทยอีกด้านหนึ่ง หลังจากที่การเมืองมีความชัดเจน

          การเมืองชัดปัจจัยลบคลี่คลาย

          ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยให้ความเห็นว่า การที่ประชาชนค่อนข้างตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความสนใจและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และผลที่ออกมารับมากกว่าไม่รับ ก็จะทำให้กระบวนการทางประชาธิปไตยเดินไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

          "ผลที่ตามมาหลังรับร่างรัฐธรรมนูญคือ เกิดความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนทำให้ปัจจัยลบในประเทศคลี่คลายหรือหมดไป เศรษฐกิจก็จะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาสสามปีนี้ หรือประมาณเดือนตุลาคมทำให้การบริโภค การลงทุนกลับคืนมา และกิจกรรมทางการเมือง การหาเสียงในช่วงเลือกตั้งจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น" ดร.ธนวรรธน์ระบุ

          สอดคล้องกับนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่มองว่า การรับร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้สถานการณ์การเมืองสงบนิ่ง ช่วยสร้างความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ แต่จริงๆแล้วธุรกิจสามารถเดินไปต่อได้อยู่แล้ว แต่การลงทุนที่ผ่านมายังมีปัญหาอยู่ เพราะการลงทุนจะมองในระยะยาวดังนั้น เมื่อการเมืองไม่นิ่ง ก็ไม่มีใครกล้าลงทุน ส่วนขั้นตอนต่อไปก็คือ รอให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งคงต้องรอดูต่อไปว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นใคร

          นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำให้ความเห็นว่า ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในทางบวกเพราะประเทศชาติจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง และสร้างความชัดเจนทางด้านการเมือง ซึ่งนักลงทุนก็จะมีความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยที่ผ่านมาทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวก็มีปัจจัยหลักมาจากเรื่องการเมือง

          เลือกตั้งกระตุ้น ศก.รากหญ้า

          ด้านนายบุญฤทธิ์ มหามนตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน(ประเทศไทย)จำกัด ที่มองว่า การที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งในปลายปีนี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนอีกทั้งการเลือกตั้งจะทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยกลับคืนมา เนื่องจากพรรคการเมืองต้องมีค่าใช้จ่ายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทำให้มีเม็ดเงินกระจายตัวไปสู่ระดับรากหญ้า

          "แต่สิ่งที่กังวลเป็นเรื่องจำนวนผู้ออกไปใช้สิทธิในการออกเสียงลงประชามติมากกว่า เพราะเกรงว่าหากออกไปน้อยกว่า 50% ของจำนวนผู้ใช้สิทธิออกเสียง ก็อาจมีการใช้ประเด็นนี้มาเป็นข้อโต้แย้งในสังคม ว่าเป็นรัฐธรรมนูญของคนส่วนน้อย อาจมีการโต้เถียงเกิดขึ้นอีกโดยใช้ประเด็นนี้เป็นจุดอ่อน" นายบุญฤทธิ์กล่าว

          ด้าน น.ส.วรสชา สาระสุรีย์ภรณ์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ บริษัท ฟูจิตสึ(ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนและการบริโภคจะดีขึ้นหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านการเห็นชอบ โดยนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และในช่วงของการเลือกตั้งการจับจ่ายใช้สอยน่าจะคึกคักมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนทำแค่เพียงพยายามรักษาระดับการลงทุน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ ไม่ได้มีการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อขยายธุรกิจ เพราะรอความชัดเจนในเรื่องการลงมติร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง

          นายญานิสร์ ทิพากร ประธานเจ้าหน้าที่บริษัทฝ่ายการตลาด บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด(มหาชน)มองว่า การรับร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนขึ้น และทำให้เกิดการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งจะต้องมีนโยบายทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น เป็นผลให้ภาคธุรกิจเอกชนสามารถกำหนดแนวนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล

          นอกจากนี้ จะได้ทราบถึงทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจ และสร้างแรงกระตุ้นในการจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมาถึงแม้ว่าภาคครัวเรือนจะมีกำลังซื้อ แต่ด้วยบรรยากาศทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่ดูอึมครึม มีผลทางจิตวิทยาต่อการตัดสินใจชะลอการซื้อหรือเก็บเงินไว้แทนที่จะจับจ่ายมากขึ้น

          ความเชื่อมั่นต่างชาติดีขึ้น                   

          ขณะที่ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด ผู้ดำเนินการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ใช้รูปแบบทางประชาธิปไตย ทำให้ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตกและญี่ปุ่นลดน้อยลง

          "การเลือกตั้งและการมีรัฐบาลที่เกิดจากการเลือกตั้ง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นคงทางการเมืองให้แก่บรรดานักลงทุนต่างประเทศในการเข้ามาลงทุน หรือร่วมทุนทำธุรกิจกับคนไทย" นพ.ปราเสริฐ กล่าว

          ด้านนายวิโรจน์ จุนประทีปทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ตั้งฮั่วเส็ง กล่าวว่า เมื่อมีการรับร่างรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างคงจะดีขึ้น เมื่อสถานการณ์การเมืองสงบจะทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และเชื่อว่าหากมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง นักลงทุนต่างชาติก็จะยอมรับรัฐบาลชุดใหม่มากกว่าทำให้แรงกดดันจากต่างประเทศลดลง ดังนั้นจึงเชื่อว่าในปลายปีนี้บรรยากาศจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

 

Source - เว็บไซต์คมชัดลึก (Th)

Monday, August 20, 2007  07:30

 

สื่อนอกมองอนาคต"รบ." อายุสั้น-อยู่ภายใต้ทหาร

          เอพีระบุ"แม้ว"แพ้ครั้งสำคัญ นักธุรกิจหวังเศรษฐกิจฟื้น

          สื่อต่างประเทศเสนอข่าวด่วนคนไทยลงมติรับร่าง รธน. ระบุเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของ"แม้ว" พร้อมวิเคราะห์การเมืองไทย จะย้อนยุคเหมือนสมัย"ป๋าเปรม"อีกครั้ง เชื่อเป็น รบ.ผสม อ่อนแอ-อายุสั้น-อยู่ภายใต้การจับตาของทหาร นักธุรกิจเชียร์ให้เลือกตั้งเร็ว เชื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจ หากยังอึมครึมหวั่นเกิดวิกฤตซ้ำ

          @ นักธุรกิจหวังเลือกตั้งเร็วเชื่อฟื้นศก.

          สำหรับความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ ภายหลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 เมื่อ  วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น สำหรับนักธุรกิจส่วนใหญ่อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่สื่อมวลชนต่างประเทศก็ให้ความสนใจติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมวิเคราะห์ว่าการเมืองในอนาคตจะย้อนยุคกลับไปเหมือนสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรี

          นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงประชามติจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีการเร่งให้เกิดการเลือกตั้งตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ภาพพจน์ และประเทศชาติ

          นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ไม่ว่าผลของประชามติจะออกมาอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นอย่างเรียบร้อย จากที่ได้มีการพูดคุยกับนักลงทุนพบว่า นักลงทุนต่างชาติพร้อมที่จะนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพียงแต่รอให้มีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อสิ่งนี้จบเศรษฐกิจของประเทศไทยก็จะกลับมาฟื้น

          @ ชี้หากยังอึมครึมหวั่นเกิดวิกฤตศก.

          นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากนัก แต่หากมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงตามมา ก็อาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่สอบถามภาคเอกชนและผู้ส่งออกส่วนใหญ่ระบุต้องการให้ไทยจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะหากไม่มีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง จะกระทบต่อยอดคำสั่งซื้อและแผนการลงทุนที่ต้องชะลอไปถึงกลางปี 2551 และความวิตกต่อวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 จะกลับมาอีกครั้ง

          @ นักวิชาการใต้เชื่อไม่มีความรุนแรง

          นายจรูญ หยูทอง สถาบันทักษิณคดีศึกษา กล่าวว่า ประชามติครั้งนี้ไม่ใช่ศรัทธารัฐธรรมนูญ แต่เป็นเพราะส่วนหนึ่งไม่ชอบอดีตพรรคไทยรักไทย ทำให้สะท้อนผ่านการลงประชามติออกมา นอกจากนี้เชื่อว่าไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ไม่น่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะคนไทยน่าจะยอมรับประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นได้

          "ผลประชามติในภาคใต้ก็สามารถสะท้อนได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสจะชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นจุดอ่อนของพรรคที่ไม่ต้องคิดนโยบายอะไรขึ้นมาก็จะได้รับชนะการเลือกตั้ง เพราะไม่ว่าพรรคคู่แข่งคิดนโยบายดีเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเลือก" นายจรูญกล่าว

          @ มข.ชี้ขอนแก่นซื้อเสียงหนักสุด

          ผศ.สุขุมวิทย์ ไสยโสภณ ประธานสาขาวิชารัฐ     ประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า อัตราเฉลี่ยผู้ที่มีสิทธิลงประชา มติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประมาณ 60% เนื่อง จากขณะนี้อยู่ในช่วงหน้าแล้ง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองจึงมีการกระจายประชากรออกนอกพื้นที่ค่อนข้างมาก

          "ขณะที่มีข่าวเกี่ยวกับการซื้อเสียงในจังหวัดบุรีรัมย์และนครราชสีมาค่อนข้างมาก แต่จังหวัดที่มีการซื้อเสียงจริงๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น" ผศ.สุขุมวิทย์กล่าว

          @ นักศึกษามช.ไม่อยากให้แตก-กา"รับ"

          ที่ศาลาอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) นายธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการ มช.กล่าวว่า สาเหตุที่คะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เรียนด้านสังคมเช่น แพทยศาสตร์ สัตวแพทย์ ทันตแพทย์ เกษตร ฯลฯ ไม่เข้าใจว่ามีหลายข้อที่อาจส่งผลกระทบได้ ซึ่งนักศึกษาดังกล่าวเป็นคนที่มีความรู้ดี จะคิดเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เพราะไม่อยากให้แตกแยก และตัดสินใจล่วงหน้ามาแล้วก่อนลงประชามติ เพราะเข้าถึงข่าวสารจากสื่อต่างๆ จึงมองภาพรวมใหญ่ แต่จริงๆ แล้วหากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ จะทำให้รัฐบาลใหม่อ่อนแอ และต้องรับบทหนักในการแก้ปัญหาที่ค้างคาของรัฐบาลสมัยนี้

          นายไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มช. กล่าวว่า ส่วนหนึ่งที่เห็นชอบคือคนที่ต้องการผ่านวิกฤต ความคิดเห็นที่แตกต่างกันมีทั้งส่วนการเมืองเดิมและส่วนที่อยากให้การเห็นชอบเป็นทางออก การเลือกตั้งเป็นโจทย์ใหม่

          @ ครป.เชื่ออีก2-3ปีมีการแก้รธน.

          นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า จากการประเมินผลการรับร่างรัฐธรรมนูญ เกิดสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือการเมืองจะเปิดกว้างเป็นรัฐบาลผสม แต่ก็จะมีความแน่นอนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหายังไม่จบ เพราะมีปัญหาความยากจน ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความเชื่อมั่นนักลงทุน และการดูแลเศรษฐกิจของประเทศที่สำคัญกว่ารัฐธรรมนูญรออยู่

          "ส่วนแก้ไขรัฐธรรมนูญคงจะเกิดขึ้นภายใน 2-3 ปี นับจากนี้ โดยรัฐบาลควรเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญประจำรัฐสภาเพื่อดูแลกรณีดังกล่าวโดยเฉพาะ" นายสุริยะใสกล่าว

          @ สื่อนอกขึ้นข่าวด่วนคนไทยรับร่างรธน.

          ขณะที่บรรดาสื่อมวลชนต่างประเทศพากันให้ความสนใจติดตามนำเสนอข่าวการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกในเมืองไทยกันถ้วนหน้า โดยส่วนใหญ่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญใหม่นี้น่าจะผ่านการลงประชามติอย่างแน่นอน

          นอกจากสำนักข่าวต่างประเทศที่รายงานการลงประชามติตั้งแต่เปิดหีบไปจนกระทั่งปิดหีบในตอนเย็นวันเดียวกันนี้อย่างพร้อมเพรียงกันทั้ง เอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์แล้ว หนังสือพิมพ์ต่างประเทศหลายฉบับให้ความสนใจสอบถามความคิดเห็นของผู้มาลง คะแนนด้วย

          ทั้งนี้ หลังการปิดหีบลงคะแนนลงประชามติ และมีการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นหน้าคูหาลงคะแนน (เอ็กซิท โพล) ของสำนักโพลต่างๆ อย่างน้อย 3 สำนัก สำนักข่าวต่างประเทศถึงกับเผยแพร่เป็นข่าวด่วนออกไปทั่วโลกทันทีว่า คนไทยมีมติรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้แล้ว และเปิดทางให้มีการเลือกตั้งขึ้นในปลายปีนี้

          @ เชื่อการเมืองไทยย้อนยุคสมัย"ป๋า"

          อย่างไรก็ตามรอยเตอร์ มีการวิเคราะห์ภายหลังการลงประชามติครั้งนี้ว่า อาจนำการเมืองไทยย้อนกลับไปสู่ยุคของประชาธิปไตยในทศวรรษ 1980 ภายใต้การบริหารจัดการเหมือนเมื่อครั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

          ขณะที่เอเอฟพีระบุว่า นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้อาจก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองเกิดขึ้น การเลือกตั้งอาจชะลอ ช้าออกไปและจะทำให้การเมืองไทยเกิดความไม่แน่นอนขึ้นอีก

          @ ชี้เป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของ"แม้ว"

          เอพีระบุว่า ผลการลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐ ธรรมนูญจะเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม    เอพีชี้ว่าทุกฝ่ายไม่ได้คาดหมายว่าจะเกิดความไม่ สงบทางการเมืองขึ้นหลังการลงประชามติครั้งนี้ แต่อ้างความคิดเห็นของนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภาว่า รัฐบาลที่จะได้จากรัฐธรรมนูญใหม่ในอนาคตจะเป็นรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ และนำไปสู่วัฏจักรของการรัฐประหารไม่สิ้นสุด

          เดอะ สตาร์ หนังสือพิมพ์ของมาเลเซียอ้างความเห็นของนายอดิศร เพียงเกษ อดีต ส.ส.พรรคไทย    รักไทยที่ออกมาเรียกร้องให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยให้เหตุผลว่าการผ่านร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หมดสิทธิเดินทางกลับประเทศ

          @ ระบุคนรับร่างรธน.เพราะอยากเลือกตั้ง

          สำนักข่าวบีบีซีเวิร์ลด์ของอังกฤษ ระบุว่า ถ้าหากมีผู้มาลงประชามติครั้งนี้ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของ  ผู้มีสิทธิออกเสียง แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา ในขณะที่รัฐบาลตั้งความหวังว่าจะมีผู้ให้ความเห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อไม่ให้ประเทศตกอยู่ในสภาพ  ปั่นป่วนทางการเมืองอีก

          สำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า ผู้ที่ให้ความเห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าต้องการ    ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลในทางบวก ต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ผู้ที่ไม่เห็นชอบระบุว่าเป็นเพราะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

          @ "ไอเอชที"ชี้รบ.หน้าอายุสั้น-อยู่ใต้ทหาร

          หนังสือพิมพ์ ดิ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์      ทริบูน (ไอเอชที) ที่ตีพิมพ์จำหน่ายทั่วโลก เสนอบทวิเคราะห์ทิศทางการเมืองไทยในอนาคตหลังการลงประชามติว่าจะส่งผลให้ฝ่ายบริหารอ่อนอำนาจลง    จะมีการโยกอำนาจทางการเมืองออกไปจากผู้มีสิทธิออกเสียง และนักการเมืองไปสู่กลุ่มชนชั้นนำในสังคม, ข้าราชการ และทหาร โดยการเมืองไทยจะกลับคืน    สู่ยุคของรัฐบาลผสม อ่อนแอ อายุสั้น อยู่ภายใต้การจับตาดูของฝ่ายทหาร เหมือนในอดีตอีกครั้ง

          ไอเอชที อ้างความเห็นของ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า รูปแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่เป็นรูปแบบของ "ประชาธิปไตยที่มีการบริหารจัดการ (Managed Democracy) ซึ่งเชื่อว่ายากที่จะนำมาปฏิบัติในเวลานี้เพราะสภาวะของโลกเปลี่ยนแปลงไปและเข้ากันไม่ได้กับระบบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ของไทยในปัจจุบัน พร้อมเตือนว่า การต่อต้านจาก 2 กลุ่มคือ กลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณกับกลุ่มรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยอาจรุนแรงถึงขั้นระเบิดตูมตามขึ้นมา

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)

Monday, August 20, 2007  08:29

 

"เอกชน"หนุนรัฐเร่งจัดเลือกตั้ง

          รอ"ออเดอร์-ลงทุนต่างชาติ"ไหลกลับ

          "เอกชน"ไม่สนผลโหวตรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 50 จี้การเลือกตั้งต้องเกิด หวั่นวิกฤตเศรษฐกิจกลับมาหลอน ผลสำรวจระบุชัดยอดสั่งซื้อ-การลงทุนชะลอถึงกลางปีหน้าหากไม่มีการเลือกตั้ง "สศค."ห่วงเกิดเหตุรุนแรงหลังลงประชามติ หอค้าฯชี้กระทบจีดีพีรูดเหลือ 3%

          นายบุญชัย โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านเกณฑ์ที่รับร่างสูงหรือต่ำแต่ในมุมนักธุรกิจถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะเกิดการเลือกตั้งขึ้นภายใน 1 เดือนข้างหน้านับจากนี้

          "สิ่งที่นักธุรกิจอยากเห็นมากที่สุดเมื่อมีการเลือกตั้งคือ รัฐบาลชุดใหม่ต้องให้ความสำคัญเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ อ่อนค่าลงในระดับเหมาะสมกับการส่งออกคือ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ" นายบุญชัยกล่าว

          นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประชามติจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีการเร่งให้เกิดการเลือกตั้งตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ภาพพจน์ และประเทศชาติ และไม่เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงอีก เพราะทุกฝ่ายน่าจะรู้แล้วว่าเหตุการณ์รุนแรงจะกระทบต่อประเทศชาติ ส่วนที่รัฐบาลต้องเร่งรัดเชื่อว่ารัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าต้องทำต่อเนื่อง ทั้งปัญหาค่าบาท การเร่งรัดออกกฎหมาย

          นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลคงต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งภายในเดือนธันวาคมนี้ถึงเดือนมกราคม 2551 ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องทำควบคู่คือการทำประชาสัมพันธ์ชี้แจงและเผยแพร่ความคืบหน้าโครงการและนโยบายที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาความกังวลต่อการบริโภคในอนาคต พร้อมกับผ่านร่างกฎหมายที่จำเป็นเพื่อการดูแลปัญหารากหญ้า การติดตามและดูแลใกล้ชิดต่อปัญหาค่าเงินบาทและการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

          "แต่หากมีเหตุการณ์รุนแรงหลังผ่านการลงประชามติหรือมีปัจจัยกระทบจนเกิดภาวะตลาดหุ้นชะงัก ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังเป็นขาลง จะเข้าสู่ภาวะหมดความน่าเชื่อถือและเกิดภาวะสุญญากาศต่อการบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว การขยายตัวของเศรษฐกิจจะลงไปถึง 3% อาจเป็นสัญญาณให้ความเชื่อมั่นและภาพพจน์ต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกหลายปี" นายธนวรรธน์กล่าว

          นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ไม่ว่าผลของประชามติจะออกมาลักษณะไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นอย่างเรียบร้อย จากที่ได้มีการพบปะพูดคุยกับนักลงทุนพบว่านักลงทุนต่างชาติพร้อมที่จะนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพียงแต่รอให้มีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อสิ่งนี้จบเศรษฐกิจของประเทศไทยก็จะกลับมาฟื้น

          นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากผ่านร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศดีขึ้น และเริ่มตัดสินใจมาลงทุนมากขึ้น โครงการลงทุนต่างๆ ก็จะเริ่มเข้ามาเร็วขึ้นหลังผ่านการเลือกตั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประชามติจะผ่าน แต่เชื่อว่าปัญหาทางการเมืองจะยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะลดความร้อนแรงลง เพราะกลุ่มต่างๆ คงจะเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งมากขึ้น แต่หากว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็เชื่อว่าเศรษฐกิจคงไม่แย่ไปกว่านี้ที่ตอนนี้เศรษฐกิจไทยยังซึมๆ อยู่จากปัญหาเศรษฐกิจโลก การเมืองเป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงเท่านั้น

          นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากนัก แต่ผลที่ออกมาจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนำมาประกอบการทบทวนประมาณการทางเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังที่จะประกาศวันที่ 23 สิงหาคมนี้ เพราะหากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไม่รับหรือรับแล้วมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงตามมา ก็อาจยิ่งส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศ ซึ่งตัวเลขล่าสุดก็ยังไม่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การลงทุนเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว และตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มที่ดี หากไม่มีอะไรรุนแรงหรือมีเหตุการณ์นอกเหนือการคาดหมาย เชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ 4% กว่า

          นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าผลจะออกมารับหรือไม่รับ ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจคงไม่มากเนื่องจาก พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2551 ผ่านการพิจารณาแล้ว สามารถใช้จ่ายได้ตามแผน

          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากที่สอบถามภาคเอกชนและผู้ส่งออกส่วนใหญ่ระบุต้องการให้ไทยจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะหากความชัดเจนการเลือกตั้งไม่มี จะกระทบต่อยอดคำสั่งซื้อและแผนการลงทุนที่ต้องชะลอไปถึงกลางปี 2551 และความวิตกต่อวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 จะกลับมาอีกครั้ง

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)

Monday, August 20, 2007  08:34

 

ประชามติผ่านฉลุย เอกชนมั่นใจการเมืองนิ่งเศรษฐกิจฟื้น

          ประวัติศาสตร์หน้าแรก ในระบอบประชาธิปไตย ที่ประเทศไทยยามอยู่ใต้การปกครองของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แต่กลับผลักดันคนไทยทั้งประเทศให้มีสิทธิมีเสียงเลือกระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เสียงของคนไทยส่วนใหญ่ ต้องการให้ประชาธิปไตยเบ่งบานเต็มใบอย่างแท้จริงเพื่อรอคอย “รัฐบาล” ที่มาจากการเลือกตั้ง นำพาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และประเทศไทยกลับสู่วิถีปกติ!! ดั่งเช่นผู้คนทุกวงการที่ออกมาขานรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยความหวัง

          โอกาสนี้ “เดลินิวส์”จึงขอถ่ายทอดบางความคิดเห็นต่อสาธารณชน เริ่มจาก....

          นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกฯและ รมว. อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ได้ระบุว่า ไม่ว่าผลของการลงประชามติจะออกมาอย่างไร รัฐบาลไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแล้ว เพราะการที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิรับร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองชัดเจนขึ้น และทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้ประชาชนเกิดความรู้สึกสบายใจ กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย รวมถึงนักลงทุนจะกล้ากลับมาลงทุนในไทยเช่นกัน

          ขณะที่ขุนคลังมือใหม่ มาดนัก   วิชาการ อย่าง “ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์” เชื่อมั่นว่า การลงประชามติครั้งนี้สามารถผ่านไปได้ด้วยดี และส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะเท่ากับว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้ความเชื่อมั่นทั้ง  ในและต่างประเทศกลับคืนมา ยิ่งทำให้การบริโภคการลงทุนฟื้นตัวขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐได้เร่งการใช้จ่าย     เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว แม้มีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบบ้าง แต่เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ดี

          เช่นเดียวกับ  “ขิงแก่” อย่าง สมหมาย ภาษี รมช.คลัง ระบุเช่นเดียวกันว่า ในแง่ของการเมืองแล้วการลงประชามติ คือการส่งสัญญาณว่า เราจะมีรัฐธรรมนูญ เราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เปรียบเหมือนกับ “ซันไรซ์” ที่ทุกคนฝากความหวังไว้และต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร ส่วนบรรดานักธุรกิจที่ทำธุรกิจอยู่แล้วก็รู้อยู่แล้วว่าต้องดำเนินธุรกิจอย่างไรต่อไป แต่เวลานี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องการปรับตัวของนักธุรกิจ ที่มีผลต่อปัญหาแรงงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรงมากกว่าเรื่องหุ้นขึ้นหรือ หุ้นลง

          ส่วนอดีตแม่ทัพเศรษฐ กิจของขิงแก่ “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” ที่มองข้ามช็อตไปแล้วว่าไม่ว่าประชาชน จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เกิดการเลือกตั้งขึ้นแน่นอน

          ทางด้าน ภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็ให้ความเห็นว่า การเห็นชอบรับร่างรัฐธรรมนูญจะส่งผลดีให้การลงทุนมีความชัดเจนขึ้น เพราะการเลือกตั้งมีขึ้นตามกำหนดของรัฐบาลปลายปีนี้ ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนให้คึกคัก ส่วนปัญหาซับไพร์มที่กดดันต่อการลงทุนนั้น คาดว่าในระยะเวลาอันสั้นจะเห็นความชัดเจนถึงผลกระทบ และจะทำให้มีแรงซื้อกลับเข้า   มาจากราคาหุ้นที่ปรับลงมาต่ำมาก

          สอดคล้องกับแนวคิด “ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ที่เชื่อว่าการลงประชามติครั้งนี้จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยทำให้เห็นความชัดเจนการเมืองของไทยในอนาคต โดยตลาดหุ้นยังมีปัญหาซับไพร์มที่กดดันการลงทุน ซึ่งคลี่คลายลงภายใน 1 เดือนข้างหน้า  แต่สิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนมากที่สุดคือ จัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลสัญญาไว้ มีนโยบายพลิกเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น เพราะรัฐบาลรักษาการยังไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากนัก เช่นเดียวกับ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้ จำกัด ที่มั่นใจว่า การลงประชามติครั้งนี้จะทำให้ความเสี่ยงที่เกิดเหตุรุนแรงทางการเมืองลดลงไป และเพิ่มความเชื่อมั่นของต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย

          ด้าน นางสุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาติ จำกัด ก็เชื่อว่าการที่เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับร่างฯ นี้ ได้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยก้าวหน้าไปอีกหนึ่งขั้น กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปลายปีนี้ ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยที่กระตุ้นให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เพราะอนาคตจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา  บริหารประเทศ ปัจจัยทางการเมืองที่เคยกดดันตลาดหุ้นจึงหมดไป หลังจากชะลอการลงทุนจากปัญหาซับไพร์ม

          เหมือนกับ “พิชิต อัคราทิตย์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี  ที่ระบุ การเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน ส่งผลดีต่อภาพรวมของไทยที่ความเสี่ยงทางการเมืองลดลง ไม่มีความขัดแย้งอื่น ๆ ตามมาอีก และเห็นภาพ   การเมือง หลังเลือกตั้งว่าจะออกมาในรูปแบบใด ทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวดี และกระตุ้นต่อเนื่องไปถึงตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้น เพราะประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง แสดงว่าอำนาจประชาธิปไตยกำลังคืนสู่ประชาชน ส่วนแรงกดดันจากปัญหาซับไพร์มจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นในช่วงสั้น 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนเท่านั้น และไม่มีผลที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจ เพราะธนาคารกลางสหรัฐจะควบคุมปัญหาได้แน่นอน จึงไม่มีผลกระทบที่รุนแรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

          นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนา คารกรุงไทย เห็นว่า ไม่ว่าคะแนนจะออกมาอย่างไร ก็เป็นผลของการออกเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ของประ เทศ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ ต่อไปจะเป็นเช่นไร จะออกมาในรูปแบบไหน และจากที่ได้หารือกับนักธุรกิจต่าง ๆ หลายฝ่ายมองว่าอยากเห็นการเลือกตั้งโดยเร็ว มีรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจน มีนโยบาย มีการบริหารประเทศในระยะยาว ด้านนักลงทุนก็พร้อมที่จะเข้ามาลงทุน หากมีรัฐบาลใหม่ที่แน่นอน และต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ซึ่งเชื่อว่าหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

          นายนิวัตต์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี ระบุว่า การจะรับร่างฯ หรือไม่ หรือจะมีการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ปัญหาขณะนี้คือรัฐธรรมนูญถูกบิดเบือน เพราะสิ่งที่ขาดคือ ผู้บริหารประเทศยังไม่สามารถมองปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแตกฉาน ยังมองไม่ออกว่าด้วยสภาพแวดล้อมขณะนี้ผู้บริหารประเทศจะมีศักยภาพเพียงพอสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศได้อย่างไร เช่นเดียวกัน ขณะนี้ที่ทั้งประเทศกังวลกับปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทจะกระทบส่งออก ทำให้โรงงานปิดกิจการ โดยลืมไปว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกปี แต่ก็ไม่มีนโยบายใดของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริมให้คนไทยบริโภคของที่ผลิตในประเทศ ดังนั้นก็ยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ เช่นนี้ ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก

          “ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาวะที่จะบริหารเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแรงเลย  ต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดี ไทยก็แย่ไปด้วย อีกทั้งปัจจุบันโครงสร้างผู้บริหารประเทศไม่มีความสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการส่งออก ให้ต่ำกว่า 70% ได้ ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดปัญหา ไทยก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งปีนี้ ก็มองว่าเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แต่ก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก”

          ฟากนักธุรกิจเอกชนต่างเชื่อมั่นว่า  การรับร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยจนทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นสุข โดย “สันติ วิลาสศักดานนท์” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยืนยันหนักแน่นว่า ภาคเอกชนต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนดเวลาที่วางไว้ที่ปลายปีนี้ เพราะจะทำให้เงินในระบบสะพัด, มีการเบิกจ่าย  งบประมาณปี 50-51 ซึ่งถือว่าดีต่อประเทศโดยรวม

          ขณะที่ นายดุสิต นนทะ นาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่า ในสายตานักลงทุนแล้วการรับหรือไม่รับร่างฯ ไม่มีผลกระทบอะไรมาก  เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุด คือ การเมืองที่มีเสถียรภาพ มีความนิ่ง นำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อจัดตั้งรัฐบาล  ซึ่งขณะนี้อยากให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาครัฐ  ต้องช่วยกันเร่งทำงาน เบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นโดยเร็ว เพราะขณะนี้แนวโน้มเศรษฐกิจ  ที่รัฐบาลมองว่าไตรมาส 3 จะดีขึ้น ยังไม่เห็นว่า จะมีอะไรมาทำให้ดีขึ้นเลย

          “ตอนนี้คำตอบสุดท้ายของนักลงทุน  คือการเลือกตั้ง และการเมืองนิ่งเท่านั้น เพื่อให้นักลงทุนมีความมั่นใจ เพราะเรื่องรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่เห็นว่า เป็นผลดี หรือผลเสียอะไร”

          ขณะที่เจ้าพ่อมาม่า “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”  กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ยอมรับว่า เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 นี้ แล้วจะส่งผลดีและเห็นความชัดเจนในทุกด้าน เพราะจะมีการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้ประชาชนเริ่มมั่นใจในการใช้จ่าย ขณะที่นักธุรกิจก็มีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากมองว่า ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองนิ่งแล้ว กำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังมีปัญหาหลัก คือกำลังซื้อลดลง โดยเฉพาะระดับรากแก้ว ทำให้โรงงานบางแห่งต้องปิดกิจการลง ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

          ด้าน สมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ก็ระบุว่า การรับร่างรัฐธรรมนูญได้ส่งผลดีต่อทุกอย่าง เพราะจะมีการเลือกตั้งตามมา และมีรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้สถานการณ์การเมืองเริ่มชัดเจนมากขึ้น รวมถึงทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจในการขยายการลงทุน โดยเฉพาะหากมีการเลือกตั้งเร็ว จะส่งผลให้เศรษฐกิจทุกอย่างดีขึ้นด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจขึ้นกับความมั่นใจของประชาชนเป็นหลัก

          นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เห็นว่า  การออกเสียงรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะปลดล็อกปัญหาทางการเมืองไทย เพราะในที่สุด จะต้องรอจนถึงตอนเลือกตั้งอยู่ดี แต่ยอมรับว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ จะช่วยคลี่คลายความสับสนในบ้านเมืองได้อีกระดับหนึ่ง เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ วางเงื่อนไขเวลา และกระบวนการไปสู่การเลือกตั้งที่ชัดเจนคือไม่เกินสิ้นปีนี้ ซึ่งช่วยสร้างความชัดเจนให้สังคมและความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวได้มากกว่าได้อย่างมาก และภาพการท่องเที่ยวน่าจะฟื้นคืนได้ตั้งแต่ปลายปีนี้หรือปีหน้า

          ปิดท้ายด้วยความเห็นของ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์” ก็เห็นว่า เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับร่างฯ เชื่อว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยังเหมือนเดิมคือ ไม่  ดีขึ้นแบบทันตาเห็น แต่อย่างไรก็ตามในภาพรวมจะสร้างความชัดเจนแก่นักลงทุนและภาคการบริโภคได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็คงไม่มาก เพราะว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังอยู่ในภาวะที่ชะลอตัวลง

          ขณะที่ นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ไม่ว่าผลจะออกมาว่าประชาชนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจมากนัก เพราะถึงอย่างไรก็มีการเลือกตั้ง เพียงแต่ถ้าผลออกมารับร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะมีการเลือกตั้งตามเวลา

          ท้ายที่สุดแล้วการรับร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เสมือนบันไดขั้นแรก ที่นำไปสู่การเลือกตั้งปลายปีนี้ เพื่อนำประเทศไทย กลับไปสู่การยอมรับ และความเชื่อมั่นในสายตานานาประเทศอีกครั้ง.

Source - เว็บไซต์เดลินิวส์ (Th)

Monday, August 20, 2007  08:56

 

รัฐบาลหลังรธน.ใหม่ ไม่เสถียรบริหารงานช้า

          โพสต์ทูเดย์ — โบรกเกอร์มอง การเมืองหลังรัฐธรรมนูญใหม่ จะได้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ขณะผู้ประกอบการยันต่างชาติมั่นใจลงทุนมากขึ้น

          นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การรับร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่นักลงทุนรวมทั้งต่างชาติคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว รัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านนักลงทุนต่างชาติไม่ได้กังวล สิ่งที่เขากังวลและ มุ่งให้ความสำคัญมากสุดเป็นภาพหลังการเลือกตั้ง เสถียรภาพของรัฐบาล เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะได้รัฐบาลผสม ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความล่าช้า

          นายสาธิต วรรณศิลปิน กรรมการผู้จัดการ บล.นครหลวงไทย ให้ความเห็นว่า การเมืองในประเทศนับตั้งแต่บัดนี้จะไม่มีเสถียรภาพดังเช่น 4-5 ปีก่อน เพราะเป็นช่วงปรับตัวเข้าสู่การพัฒนาการทางการเมืองของประเทศ ที่จะมีการประท้วงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังเช่นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของประเทศอาร์เจนตินา

          นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การรับร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะนำไปสู่การ เลือกตั้งในช่วงปลายปี ภาพรวมเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มมองไทยมีความเป็นประชาธิปไตย ที่ผ่านมานักลงทุน บางประเทศไม่ยอมติดต่อเข้ามาลงทุนกับไทย เพราะรอการเลือกตั้งให้ แล้วเสร็จก่อน

          “ส่วนที่คะแนนทางภาคเหนือและอีสานส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว ว่าเป็นฐานเสียงของพรรคไทยรักไทย แต่ถ้าเทียบเปอร์เซ็นต์แล้วคะแนนไม่ขาดลอยใกล้เคียงกันระหว่างรับกับไม่รับร่างฯ” นายสันติ กล่าว

          นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ตามกำหนดภายในเดือน ธ.ค.นี้ แน่นอน ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนดีขึ้น เพราะนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติก็รอดูความชัดเจนทางการเมืองอยู่

          กรณีบางจังหวัดภาคเหนือและอีสานฐานเสียงอดีตพรรคไทยรักไทยไม่รับร่าง เรื่องนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เพราะบางกลุ่มยังสนับสนุนอดีตพรรคไทยรักไทย

          น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐ ศาสตร์อาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า นักลงทุนต่างประเทศเริ่มสบายใจขึ้น หลังภาพที่ออกมาชัดเจนและมีหนทางกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งในด้านวิถีประชาธิปไตยและเรื่องเศรษฐกิจ 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องอยู่ในภาวะสุญญากาศ

          นายสาธิต ชาญเชาว์กุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า เป็นเรื่องดี ต่อการลงทุนจากต่างประเทศ เมื่อการเมืองชัดทุกเรื่องที่เคยโดนตั้งคำถามจึงเริ่มชัดเจนมากขึ้น

 

Source - โพสต์ ทูเดย์ (Th)

Monday, August 20, 2007  09:35

 

-------------------------------------

 




บทความ/สาระ

คนตาก พร้อมบิน เร่งรัดให้ขยายสนามบิน ฟื้นการใช้สนามบินรับโบอิ้ง บูมท่องเที่ยว ขนส่งสินค้า รับ AEC
รัฐไทย-เมียนมา หารือเพิ่มจุดผ่านแดนถาวร กระตุ้นการค้าสองชาติขยายตัว
แม่สอด เขตเศรษฐกิจพิเศษหมื่นล้าน
"แม่สอด" เกต์เวย์ถนนระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก
พม่า โอกาสการค้า-การลงทุนที่ SMEs ไทยไม่ควรมองข้าม
เปิดฟ้ามะละแหม่ง แม่สอดสานท่องเที่ยว
ประธานหอการค้าตาก เผยเขตเศรษฐกิจชายแดนแม่สอด เนื้อหอม นักธุรกิจ"ไทย-จีน-ญี่ปุ่น" สนใจลงทุนชายแดน และฝั่งพม่า
พฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียน”...ตัวแปรสำคัญที่ SMEs ไทยควรรู้ก่อนก้าวสู่ AEC
พลังงานน้ำมัน...ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
พริกกะเหรี่ยง : การพัฒนาพันธุ์พื้นเมืองสู่พันธุ์การค้า
เดินทางเสริมสร้างมงคลกับ 9 วัดอารามหลวง
ไฮไลท์“ลอยกระทง” เสน่ห์สีสันแห่งสายน้ำ
เหลียวหลังแลหน้าเลือกตั้งพม่า7พ.ย.
อสังหาฯป่วน 'แบงก์'ระงับปล่อยกู้ แนะกลยุทธ์ไม่ให้ถูกยึดบ้าน ผ่อนไม่ได้มีทางออก!
เอกชนจี้สลายขั้วรัฐบาลเก่า _ทุกภาคส่วนเริ่มมีหวัง ลุ้นได้นายกฯใหม่คนดีมีฝีมือ
เชื่อมทาง 3 แม่ สู่แดน 3 หมอก
เพิ่มงบฯขาดดุลแสนล้าน ไม่ใช่หลักประกันความเสี่ยงเศรษฐกิจ 52
'สมชาย' +เซ่นตุลาเดือด + บิ๊กธุรกิจบีบยุบสภา หวั่นความรุนแรงลุกลามทุบท่องเที่ยว ตลาดทุนป่นปี้
เชียร์กองทัพ “ปฏิวัติ” ก่อนชาติพัง! 2 ขั้วเมิน “คนกลาง” –ชี้ ‘คนชั้นสูง’ เสริมจุดแข็งพันธมิตร
วิกฤตสหรัฐกระทบไทย ชำแหละกองทุนรวม ผู้ถือหุ้นเจ๊งระนาว!
ทุนเชียงรายเพรียกหา“ศูนย์กระจายสินค้า” รับระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้เชื่อมจีน
หอฯเหนือถกแผนรับมือคุนหมิง-กรุงเทพฯหวั่นไทยเป็นทางผ่าน
เลห์แมนล้มฉุดทุนไทย + ต่างชาติเทขาย 2 แสนล้าน/ธนาคารแห่งประเทศไทยผวาเงินไหลออก/เอไอเอสำรองฉุกเฉินเพียบ
เกษตร4แสนไร่สังเวยอุทกภัย ประกันเมินพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก
เปิดบัญชีกลุ่มธุรกิจหลังสิ้นยุค ‘ทักษิณ’เรืองอำนาจ ธุรกิจอิงการเมืองฟุบ บิ๊กอสังหาฯ กระอัก
'รัฐบาลทำอะไรผิด' ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงตรงไหน?
ทองทุบสถิติ 30 ปี ถือ 7วันกำไร 600 บาท เซียนเตือนอย่า'บุ่มบ่าม'
“พลังงานทางเลือก” จุดเปลี่ยนเกมค่ายรถ มะกัน-ญี่ปุ่นใครจะคว้าชัยในเวทีใหม่
สตง.พบ 2 โครงการปล่อยกู้ 'ฮุนเซน' เอื้อชินคอร์ป? คดีเอ็กซิมแบงก์ โผล่เขมร ทักษิณ!ตัวการอีกแล้ว
20.08น. วินาทีเปิดปักกิ่งเกมส์ โชว์สปิริตเอเชียที่สุดแห่งโอลิมปิก
ศึกแบงก์ชิงเงินฝากปรอทแตก
นอมินีรากหญ้า ถึงยุค ‘คนไทย’ ตายหยังเขียด
รัฐถังแตกสั่งรื้อภาษีที่ดินใหม่ คนมี 'บ้าน-ที่ดิน'อ่วมจน-รวย !จ่ายเท่ากัน
ปราสาทพระวิหาร 'มรดกโลก'ทับซ้อน พลังงานไทย-เขมร
ค้าปลีกระนองแท็กทีมแข่งโลตัส + ชูกลยุทธ์เชิงรุก-เปิดดีลิเวอรีตีกินตลาดต่างอำเภอ
ปลุกสำนึกพลเมืองรวมพลังฝ่าทางตันสังคมไทย
น้ำมันพ่นพิษขาดดุลการค้า-เดินสะพัดสูงสุด 'เลี้ยบ'ลั่นเร่งออกมาตรการรับมือให้เร็วขึ้น
โชว์ห่วยลุ้นสนช. เข็นพ.ร.บ.ค้าปลีก ทันสมัย'สุรยุทธ์'
กูรูร้านอาหาร/ค้าปลีกไทยใน'ดูไบ' ชี้ช่อง'ทำธุรกิจแดนอาหรับ'
สินค้าจ่อขึ้นราคาอีกรอบ + หลังบะหมี่ขาวมาม่านำร่องขึ้นเป็น 7 บาท/มาลีบ่นอุบต้นทุนกระป๋องขึ้น 20%
ข้าวยากน้ำมันแพง
ข้าวแกงแซงฟาสต์ฟูด + คนไทยคอตกสินค้ายกทัพขึ้นราคา/เมย์เดย์ค่าจ้างเพิ่มแค่ 9 บาท
แผนแก้วิกฤตอาหารโลกแค่ภาพลวงตา ข้อมูลจริง คนไทยตายผ่อนส่ง!
มองโลจิสติกส์ไทย ผ่านมิติ 'ดร.ปรีชา พันธุมสินชัย' แนะสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยRosettaNet
กลยุทธ์บริหารโลจิสติกส์ด้วยการจัดสรรเป้าประสิทธิภาพ(ตอนจบ)
ชี้ช่องรัฐ... วางโมเดล 'เอาชนะ' ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง
กลยุทธ์บริหารโลจิสติกส์ด้วยการจัดสรรเป้าประสิทธิภาพ(ตอน1
ไทยเปิบข้าวแพงขึ้น 30% + แบรนด์ข้าวถุงงัดข้อ 'มิ่งขวัญ' งดส่งโมเดิร์นเทรด, แบงก์แฉเล่ห์โรงสีเบี้ยวหนี้
น้ำมันตลาดโลกพุ่ง ปตท. สุดอั้น ตรึงราคารัฐเหลว
ดาวน์30บาทถอยเชฟโรเลต โตโยต้าเกทับซื้อวีโก้ลุ้นรับวีโก้
เปิดเดินรถไฟเชื่อมไทย-ลาวเม.ย.นี้
ผู้ผลิตยอมอุ้มผู้บริโภค + ยูนิลีเวอร์/สหพัฒนฯขานรับกรมการค้าภายใน มีนาคม-กรกฎาคม ลดราคาสินค้า 2-3 บาท/ชิ้น
หอการค้าเชียงรายเดินหน้าเชื่อม4ชาติ
เดิมพัน 4 หมื่นล้านปั๊มเศรษฐกิจ + 'คลัง' คาดหวังอสังหาฯ-มนุษย์เงินเดือนปลุกกำลังซื้อดันจีดีพีโต 6%
UD Packaging เทรนด์ใหม่....รู้ก่อนรวยก่อน
สงครามสินค้าราคาแพง ฉากจบที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
บีบธปท.ลดดอกเบี้ย + เอกชนพ้องเสียงกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้านเงินไหลเข้าเก็งกำไร2ต่อดอกเบี้ย-ค่าเงิน-ซับไพรม์
วิกฤติราคาน้ำมันกำลัง เปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก
เคล็บลับเก็งกำไร”บ้าน-ที่ดิน” เปิดทำเลทอง ทั่วประเทศ
กลเม็ดหาน่านน้ำใหม่ ของ 3 แบรนด์ที่ยักษ์ใหญ่ฟัดไม่ลง
หลากปัญหารุมเร้า... ปี2550-2551 คนไทยเสี่ยงป่วยทางจิต
เศรษฐกิจฝืด เงินบาทแข็ง ทัวร์ใน-นอก แก้เกมดึงคนเที่ยวปีใหม่
พลิกตำรารบ 3 แบรนด์ “โครงการหลวง
เปิดโผ....10 อาชีพฮอตฮิต เรียนแล้วไม่ตกงาน !
ทุ่มแจกโบนัสสู้เงินเฟ้อ + ปลอบขวัญสู้ศึกของแพงปี 51 / TDRI แนะปรับรายได้ต้องไม่น้อยกว่า 7.5%
ลูกเล่นการตลาด 4 พรรคการเมืองใหญ่
ยักษ์ไทยการ์เมนต์ออกอาการเซ + ยอดขายวืดเกือบ 700 ล้าน/จีน-ปินส์ก๊อปปี้สินค้าตีตลาดยับ
ชำแหละส่งออกโค้งสุดท้าย เป้า 4.9 ล้านล้าน พลาด-ไม่พลาด?
คนจีน-คนไทยก็เจอของแพงเหมือนกัน
เจาะกลวิธีหาเงิน 6 พรรคใหญ่ อภิมหาโปรเจกล้านๆ ๆ ฝันที่เป็นจริง
คลังรีดแวต-ภาษีเงินได้ + ขยายฐานรายได้เข้ารัฐ/รับมือประชานิยมรัฐบาลหน้า
ยักษ์ค้าปลีกแข็งข้อพาณิชย์ เมินร่วมถกไกด์ไลน์ค้าปลีก
เส้นทางไล่ล่าใหม่ 2 อภิไทคูน เจริญ-ธนินทร์
เอ็มโอยู'ค้าปลีก เป็นธรรมทุกฝ่าย เลิกขายต่ำกว่าทุน
โมเดิร์นเทรดรุกฆาต! ขวางพ.ร.บ.ค้าปลีกฯสุดฤทธิ์
ระวังตกเป็นเหยื่อรายใหม่ แฉสารพัดกลโกง การเงิน!
โชวห่วยขอนแก่นประสานสมาชิกเร่งทำคัตเอาต์หนุนพ.ร.บ.ค้าปลีก
ยุทธศาสตร์แห่งอนาคตสู้ศึกใน-นอก ยุคผู้ประกอบการไทยโดดเดี่ยว ชนิดไม่ต้องง้อรัฐบาลใหม่
สินค้าฝ่อมนต์ปลุกลูกค้าเสื่อม
สิ้นปีส่งออกอาหารทะลุ 6 แสนล.2 สภาฯเชื่อปีหน้าสิ้นคาแพงขึ้น
ยุบ ร.ส.พ.องค์กรฟอกหนัง-แบตเตอรี่ยังไม่พอ อีก 2 แห่งจ่อคิว! “สบพ.-กคช.” หนาว
หอฯลำปางชวนนักศึกษาประกวดแผนการตลาด
ฟูจิฟาร์ม” ข้าวญี่ปุ่นบนแผ่นดินไทย
Stacey ปฏิวัติวงการของขวัญ ชูจุดขายผู้รับไม่พอใจ ‘เปลี่ยนได้’
เปิดบันทึกสู้ศึกโมเดิร์นเทรด"โชวห่วย"แพร่ มุ่งคืนกำไรโครงการ 4-ลุ้นเกิด"สำนึกท้องถิ่น"
พาณิชย์เจียระไนมุกดาหาร ศูนย์กลางการท่องเที่ยวชายแดน
‘20 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (2) article
‘20 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (1) article
อันตราย! อากาศร้อนจัดเสี่ยงเกิดโรค “ฮีตสโตรก
ทุนจีนลุยลงทุนจากเชียงรุ้ง-ริมน้ำโขง/คสศ.จี้รัฐปรับแผนรับสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ article
เวียดนาม-สหรัฐฯ ดี๊ด๊านัดเจรจาเตรียมเปิด FTA article
รุ่น "เตี่ย" กับ "เสี่ย" "รอยต่อ" ธุรกิจสองเจนฯ article
อุด "รูรั่ว" กิจการ article
สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการเป็นผู้ประกอบการ article
แต่งร้านให้ได้ล้าน : ฟื้นฟูร้านค้าปลีกด้วยดีไซน์ article
โชวห่วยฮึดสู้โมเดิร์นเทรดอีก ชูเพลงปลุกใจ-อัดซัปพลายเออร์ช่วยไม่เต็มที่ article
แนวรบค้าปลีกภูธรปี"50 ระอุ รัฐบาล-สนช.เร่งคลอด พ.ร.บ.ค้าปลีก โชห่วยลุ้นช่วยต่อลมหายใจธุรกิจ article
ค้าชายแดนเฮพม่าจู๋จี๋กะเหรี่ยง article
ส่งออกเวียดโต 22% เชื่อปีหน้าทะลุ $46 พันล้าน article
แนะ3ขุมพลังศก.จีนจับมือรุกตลาดโลก article
เลขาฯ ยูเอ็น แสดงความยินดีที่พม่าปล่อยตัวนักโทษการเมือง article
ผู้ถือหุ้นชี้ชะตาไอทีวี +วิบากกรรมสื่อเสรี รอโหวตต่อชีวิต 29 ธ.ค. ลือเทมาเสกขายหุ้นทิ้ง มีกลุ่มใหม่จ้องเสียบ article
เราจะปล่อยให้ ร้านค้าปลีกไทยตายหมดหรือ article
ต้มยำกุ้งปัดส่งเงินหนุนโจรใต้ จี้"สุรยุทธ์"พูดให้ชัดหวั่นคุมเข้ม article
จุดเปลี่ยนประเทศไทย article
15 แนวทางการปรับตัวของค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อความอยู่รอด article
ดัชนีเชื่อมั่นคนไทยปรับเพิ่มในรอบ5เดือนอานิสงส์คปค article
เมื่อโลตัสแม่สาย บุกทำลายวิถีการค้าท้องถิ่นยับ มินิมาร์ท-ซุปเปอร์สโตร์-โชว์ห่วยปิดกิจการเพียบ article
หลัก 5 ประการที่ร้านค้าปลีกควรใส่ใจ article
เปิดรูโหว่ "หวยบนดิน" "เงินบาป" ที่คนเห็นแก่ได้ อยากล้วง article
Singapore most competitive economy in Asia: survey article
New migrant worker regulations in Tak Province article
พาณิชย์เพิ่งตื่นคุมกำเนิดโมเดิร์นเทรดช่วยโชห่วย article
ค้าปลีกไทยเดี้ยงหมดทางสู้จี้รัฐเข้มกติกาคุมยักษ์ต่างชาติ article
หอฯเมืองคอนชี้เศรษฐกิจฝืด ห้างฯยักษ์สู้เดือดดับค้าปลีก article
หอฯกระบี่ ปลุก อปท.ต้านค้าปลีกข้ามชาติ หวั่นรายย่อยท้องถิ่นสูญพันธุ์ article
ขายสาขา"ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต"ให้ท็อปส์ "ตันตรานนท์"พ่ายทุนค้าปลีกข้ามชาติ article
นโยบายก๊าซหุงต้ม 2 ราคา ทางแก้ไม่สะเด็ดน้ำของรัฐ
New capital brings Myanmar rulers closer to problem border regions article
กสิกรไทยรุกขยายตลาดSMEsใต้ชี้"อุตฯยาง-รถยนต์-จยย."ยังฉลุย article
Change Management จงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น article
ร้านทองพิษณุโลกอัดโปรโมชั่นดึงลูกค้าเข้าร้าน article
โอเชียน ชุมพร ปรับกลยุทธ์รับศึกโมเดิร์นเทรด article
สินค้าชิงช่องทางค้าปลีกทุกเม็ด เซลส์-หน่วยรถหัวปั่นสร้างยอด article
แปลงโฉมบรรจุภัณฑ์ เปลี่ยนดีไซน์ ดันยอดขาย เพิ่มมูลค่า article
ปักหลัก"จังหวัดเบ๊นเตร"ผลิตครบวงจร "ลิเบอร์ตี้-แอพพาเรล"ย้ายฐานไปญวน article
สรุปผลโพล "คุณเห็นด้วยกับการตัดถนนเส้นอุ้มผาง-คลองลาน หรือไม่?" article
'หอการค้าไทย' ชี้เศรษฐกิจปีนี้โตไม่เกิน4% เหตุการเมืองอึมครึม article
ไปรอด ไปโลด : รู้เรา ด้วยแผนธุรกิจ article
จีนจัดทัพเตรียมใหญ่ในอาเซียน article
งานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกเมืองคุนหมิงของจีนปี 2006 article
ศูนย์การค้าจีนไทยก่อตั้งขึ้นที่เมืองคุนหมิน article
บทสัมภาษณ์นายด่านศุลกากรเชียงแสน "สนับสนุนเขตปลอดภาษีหรือนิคมปลอดภาษีสินค้าจีนที่เชียงราย" article
แผนลงทุน Contract Farming ปี 2549-2550 จังหวัดตาก article
ขอเชิญร่วมถวายพระพรและบริจาคในโครงการ "ไทยทั้งชาติ ถวายพระพร ร้อยอักษร ถวายพระเจ้าอยู่หัว" article
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 15 ส.ค. 2550
สินค้าเปิดศึกรับลมหนาว +สกินแคร์/เสื้อกันหนาว/เครื่องทำน้ำอุ่นอัดกิจกรรมแย่งแชร์อุตลุด
เสื้อผ้าโลคัลลุ้นเศรษฐกิจฟื้น + พีน่ากรุ๊ปเร่งบริหารต้นทุนเพิ่มทางรอด/บลู พินฯเลื่อนนำเข้า 2 แบรนด์อินเตอร์
เชิญบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยนากรีส
ก๊าซหุงต้มถังละ300 +ชง 'ปิยสวัสดิ์' ชี้ขาดเดือนนี้/จี้แท็กซี่ติดเอ็นจีวี รับเปลี่ยนตัวถังฟรี ***หัวหน้าข่าวต่อ::สินค้าจ่อปรับราคาอีก10รายการ
อุดรฯตั้งหอการค้าระดับอำเภอ รองรับศก.ขยายตัว
ขุมทรัพย์ครึ่งแสนล้านไทย ยังไม่ติดเชื้อไฟสงครามย่างกุ้ง
เผือกร้อน...บิ๊กหอการค้าไทย 19 หอฯภาคอีสานสิ้นหวัง พ.ร.บ.ค้าปลีก
ศูนย์การค้ารวมพลังร้องพาณิชย์ ค้าน"ม.24"พรบ.ค้าปลีกฉบับสนช.
นักธุรกิจไทยหนีลงทุนพม่าซบเวียดนาม ด้านหอฯ เชียงรายเร่งหม่องเปิดด่านจีน
พ.ร.บ.ค้าปลีกแท้ง! โมเดิร์นเทรดเฮ... กรรมาธิการสนช.แห้ว
เปิดโอทอปบึงลาดโพธิ์ บริการนักท่องเที่ยว
ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามอง
บริหารการเงิน...เพื่อชีวิตที่พอเพียง
Silverlake” อาณาจักรไร่องุ่นของ “สุพรรษา” นางเอกรุ่นใหญ่
‘สปันจ์’ เบเกอรี่เงินล้านลุยแฟรนไชส์
เชื่อมั่นภาค ‘การค้า-บริการ’โงหัวไม่ขึ้น สสว.เผยดัชนี “อสังหาฯ” กระทบหนักสุด
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 04 ก.ย. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 5 ก.ย. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 28 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 28 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 28 ส.ค. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 23 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันที่ 23 ส.คง 50
เชิญเข้าร่วมงานแสดงสินค้าTHAIFEX - World of Food ASIA 2008
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันที่ 21 ส.ค. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 20 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 20 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 20 ส.คง 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 20 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 16 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 16 ส.ค. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 16 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 15 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประจำวันที่ 15 ส.ค.50
ดูริโอ้” ธุรกิจนักเศรษฐศาสตร์ คนตกงานสู่เถ้าแก่รุ่นเยาว์
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 10 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 10 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 10 ส.ค. 2550
ฮงล้วแม่สอดสู้ค้าปลีกต่างชาติ ดึงลูกค้าไทย-พม่ากลับมาถึง 60%
ฮงล้วแม่สอดสู้ค้าปลีกต่างชาติ ดึงลูกค้าไทย-พม่ากลับมาถึง 60%
ยักษ์ค้าปลีก/คอนซูมเมอร์ ออกแคมเปญกระตุ้นกำลังซื้อ
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 06 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 06 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 06 ส.ค. 2550
เที่ยวอิ่มบุญกับไฮไลท์งานเข้าพรรษา
อนาคต"โชวห่วย"ใต้เงามัจจุราช(จบ) ห้างยักษ์ยึดทั่วไทยจุดจบร้านชุมชน
โมเดิร์นเทรดส่งโมเดลใหม่อาละวาด เย้ยกฎหมายค้าปลีกไทยเงื้อง่าราคาแพง
“ปิยะบุตร” ย้ำอุตฯ สิ่งทอยังไปได้-แถมต้องการแรงงานอีกเพียบ
ปัญหาแรงงานเข้าขั้นวิกฤติ 7จังหวัดอันดามันขาดแคลนหนัก
สิ่งทอผวาอียู-สหรัฐเลิกเซฟการ์ดจีน +มีผลบังคับใช้ไทยตกที่นั่งลำบาก/สั่งเบนเข็มเร่งยึดตลาดอาเซียน
ผลสำรวจ SMEs ให้ความหวังเชื่อปี 50 ทำรายได้ 4.908 ลล.บ.
ผลสำรวจ SMEs ให้ความหวังเชื่อปี 50 ทำรายได้ 4.908 ลล.บ.
เตรียมลดภาษีกู้เศรษฐกิจชายแดนใต้ เล็งผุดนิคมฯฮาลาลแห่ง 2 ที่นราธิวาส
ไม้พม่าทะลักเข้าไทยต่อเนื่อง 6 เดือน 1.5 หมื่นตัน 260 ล.
หอการค้าอุดรฯไอเดียกระฉูด จัดประกวด "แผนธุรกิจ" นักศึกษา ปูทางสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่
หอการค้า-เอกชนสงขลาชงรัฐ 6 มาตรการ อุ้มธุรกิจ12 อำเภอเสริมเขตพัฒนาพิเศษฯ
กรมส่งเสริมฯสอบข้อเท็จจริง"ผักกางมุ้ง" ย้ำหากรัฐผิดพร้อมเลิกหนี้เกษตรกรพบพระ
กรมส่งเสริมฯสอบข้อเท็จจริง"ผักกางมุ้ง" ย้ำหากรัฐผิดพร้อมเลิกหนี้เกษตรกรพบพระ
นักธุรกิจภูเก็ตนำเข้าจยย.ไฟฟ้าจากจีน เจาะตลาดกลุ่มประหยัดน้ำมัน-ดูแลสวล.
เงียบมานาน..พม่าพูดชัดประเคนหลุมก๊าซให้จีน
เตรียมความพร้อมโลจิสติกส์ไทย รับสถานการณ์เปิดเสรีการค้าจีน-อาเซียน
เส้นทางต่อสู้ค้าส่งค้าปลีกรายย่อยยุคค้าปลีกข้ามชาติสยายปีกเต็มเมือง
หอฯตราดชี้ปัญหาศก.-การเมือง ไม่กระทบท่องเที่ยว-ค้าชายแดน
พาณิชย์จัดประชุมใหญ่ดันธุรกิจไทยโกอินเตอร์
เผยพ.ร.บ.ค้าปลีกกระทบผู้บริโภค จับตาผลกระห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบ
โชวห่วยร้องพาณิชย์ยักษ์ค้าปลีกเร่งผุดสาขา
กรมพัฒนาธุรกิจฯ ดัน SMEs โกอินเตอร์ มั้นใจเศรษฐกิจชะลอตัวไม่กระทบธุรกิจไทย
สิ่งทอ - จักรยานยนต์ธุรกิจดาวรุ่ง …!แนะพ่อค้าไทยเกาะติดเวียดนามฟีเวอร์
โชวห่วยพะเยาผนึกสมาพันธ์ฯต้านห้างยักษ์ แนะปิดทางเข้า-พ่อค้าปากช่องนัดม็อบ 27 เม.ย.
ทันเกมภาษี (1)
โชวห่วยเชียงคำขึ้นป้ายต้าน"โลตัส"ทั่วเมือง หวังผังเมืองรวมสกัดทุนยักษ์ตอกเข็ม20พ.ค.
เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550
‘20 กฎ’ ลดภาษี บุคคลธรรมดา (3)
พ.ร.บ.ค้าปลีก: การตัดสินใจเพื่อคนไทยใช่หรือไม่? (ตอนจบ)
พ.ร.บ.ค้าปลีก : การตัดสินใจเพื่อคนไทยใช่หรือไม่? (ตอนที่ 1)
จาก ย่างกุ้ง สู่ราชธานี เนย์ปิดอว์
สสว.ยกระดับผู้ประกอบการแข่งขันเวทีโลก ‘ปิยะบุตร’เชื่อมั่น SMEs แกนหลักขับเคลื่อนศก.ไทย article
หอฯไทยจัดถกประเด็นเขตอุตสาหกรรมกัมพูชา article
อย่ามองข้าม Talent Management article
'อาเซียนซัมมิต'เครื่องร้อน ผู้นำ10ชาติตั้งเออีซีเร็วขึ้น 5 ปี article
เวียดนามเศรษฐกิจร้อน ส่งซิกลดค่าเงินด่ง? article
เก็บภาพประทับใจกับสถานที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นในความทรงจำ article
อินเดียขุดไอเดียทำโรงไฟฟ้าพม่าชิงก๊าซกับ ปตท. article
ธปท.เผยประเมินผลกระทบตลาดหุ้นไว้แล้ว-ยืนกรานไม่ทวนมาตรการ 30% article
ปล่อยรัฐฟ้องล้มละลาย ทางออกสุดท้าย'ไอทีวี' article
'สนธิ'สั่งปรับทัพรับมือรบในเมือง ปูดคนเถื่อนชุมนุม10ธ.ค. article
สุรยุทธ์ยัน ทหารสืบอำนาจ จะลาออก! article
นายกฯให้ศาลตัดสินทักษิณกลับเมืองไทย article
กมธ.ติดตามแก้ปัญหาสุวรรณภูมิลุยตรวจ-แก้ปัญหา “สุวรรณภูมิ” article
คนทีโอทีดิ้นส่งข้อมูลให้“คุณชายอุ๋ย” article
คตส.เตรียมฟันอีก 2 โครงการใหญ่ - สรุปที่ดิน “พจมาน” ก่อนปีใหม่ article
พม่าสั่งแบงก์ใหญ่ตรวจละเอียดห้ามรับฝาก ‘เงินบาป' article
ปิดทางนอมินีต่างด้าว พาณิชย์แก้ กม.คุมสิทธิ์ออกเสียง article
หากคนเลวไม่สำนึก ก็สมานฉันท์ได้ยาก ย้ำบ้านเมืองที่ล่มจม ‘ฝ่ายดี’ยังไม่สามัคคี article
หม่อมอุ๋ยยันไม่ป้องอ.สรรพากร ย้ำโทษต้องเป็นไปตามกฏหมาย article
บิ๊กแอร์บัสสยบกระแสลบ โชว์ A380 แตะ'สุวรรณภูมิ' article
ทรท.ร้อนตัว!!..รีบปฏิเสธส่งคนร่วมม็อบ 10 ธ.ค. article
ทางการหม่องลงดาบเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุจริตอีกนับร้อย article
เวียดนามเปิดสะพานแขวนเชื่อมอ่าวฮาลอง article
"สมภพ"ยันร่างกฎหมายค้าปลีกเป็นธรรม article
คนกรุงเตรียมควักกระเป๋าเพิ่ม บีทีเอสสรุปชัดขึ้นราคา 1 มี.ค.50 article
แรลลี่โฮจิมินห์-อุบลฯ-มุกดาหารร่วมเปิดสะพานมิตรภาพ article
มิติใหม่น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ นวัตกรรมรับกระแสรักสุขภาพ article
เชียงใหม่ฝันค้างสูญเม็ดเงินกว่า 3 พันล้าน "แม้ว"ไม่อยู่สารพัดเมกะโปรเจกต์ถูกระงับ article
อุ๋ยยื่นฟันรวด ครม.ทักษิณ ปลัดคลัง-บอร์ดออกหวยผิด ก.ม. article
สมาพันธ์ฯต้านค้าปลีกยักษ์บีบสนช. เร่งคลอดพ.ร.บ.ค้าปลีกก่อนเจอม็อบ article
พระเทพฯเสด็จเปิดสะพานโขง2 ค้าชายแดนคึกคัก-สินค้าผ่านเพิ่ม40% article
"ชวน"แนะฟื้นฟูสามเหลี่ยมศก.- เสริม 5 จว.เขตพิเศษฯ article
บทพิสูจน์นโยบายโปร่งใสของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ article
เอ็กซิมแบงก์ไทยช่วยขายพันธบัตรลาวระดมทุนน้ำเทิน 2 article
ไทย+17 ชาติ เซ็นลงขันทำทางรถไฟทรานส์เอเชีย article
พม่าจัดฉาก 'ซูจี' พบ 'แกมบารี' หวั่นถูกลงแส้ article
ตั้งราคาอย่างไร ให้กำไรที่สุด article
การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย article
Burmese workers fear Thai ID papers article
เปิด"คู่มือ"สู่"สุวรรณภูมิ" ไม่หลง-ไม่ไกล-ไปได้หลายทาง article
ลาก่อน...“ดอนเมือง” ที่คิดถึง article
ขอเชิญร่วมงาน "หอการค้าแฟร์ 2006" article
พม่า...โอกาสในแดนสนธยา article
ดัชนีความสุขผู้บริโภคเดือนก.ค.ลดลงจากเดือน มิ.ย.จากปัญหาการเมืองและค่าครองชีพ article
เดอะวอฟเฟิล’ ดันชอปพรีเมียม ยกระดับชนแฟรนไชส์ขนมนอก article
เผย 3 ปัจจัยหลักเตือนชะลอลงทุน สสว.เตรียมตั้งศูนย์เตือนภัย SMEs article
ชูธุรกิจโรงพยาบาลแชมเปี้ยนโปรดักต์ เชียงใหม่ลุ้น5พันล้านสปีด"ฮับสุขภาพ" article
‘โลตัส’ ลองของรุกเมืองปากพนัง - โชวห่วยม็อบต้านสุดฤทธิ์ article
ติวเข้มโชห่วยรับมือห้างค้าปลีกข้ามชาติรุกตลาดต่างจังหวัด article
ตั้งฮั่วเส็งฮึดสู้ศึกค้าปลีกลุยมินิซูเปอร์มาร์เก็ต article
เซย์ไฮ กับแนวคิด พรีเมี่ยม คอนวีเนี่ยนสโตร์ article
หอฯกระบี่ชูธงต้านยักษ์ค้าปลีก หวั่นซ้ำรอยทุบโชห่วยสูญพันธุ์ article
10 วิธีเริ่มธุรกิจแบบ "ฉลาดๆ" article
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10(พ.ศ.2550-2554) article
การใช้ Competency ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ อย่างมีประสิทธิภาพ article
จริยธรรมธุรกิจและจรรยาบรรณ article
ข่าวดี!!! เชิญสั่งจองเสื้อสีเหลือง ตราสัญลักษณ์ รุ่นใหม่ มีกระเป๋า article
ตลาดส่งออกไอศกรีมไทย article
โอกาศและอุปสรรค การส่งออกสินค้า OTOP article
การส่งออก อัญมณีและเครื่องประดับของอินเดีย article
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของกัมพูชา article
ขอเชิญร่วมแข่งขันแรลลี่การกุศล “หอการค้าไทย Family Rally” 49 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.