ReadyPlanet.com
dot
dot
ส่วนสมาชิกหอการค้า TakCC Member Login
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
สมัครสมาชิกหอการค้าจังหวัดตาก
dot
bulletสิทธิประโยชน์สมาชิก
bulletขั้นตอนการสมัคร
bulletdownload ใบสมัครสมาชิก
dot
เกี่ยวกับ หอการค้าจังหวัดตาก
dot
bulletประวัติหอการค้าจังหวัดตาก
bulletข้อบังคับ หอการค้าจังหวัดตาก
bulletวิสัยทัศน์
bulletโครงสร้าง และพันธกิจ
bulletทำเนียบคณะกรรมการ
bulletสถานที่ติดต่อ
dot
อัลบั้มภาพ
dot
bulletภาพกิจกรรม
bulletผลงานเด่นที่ผ่านมา
dot
รายงานการประชุม
dot
dot
ข้อมูลจังหวัด และ สถิติการค้า
dot
bulletข้อมูลจังหวัดตาก
bulletสถิติการค้าชายแดน จังหวัดตาก
bulletท่าสินค้า และ คลังสินค้า ชายแดน
bulletจุดท่องเที่ยวในจังหวัดตาก
dot
ข่าวสารประเทศเพื่อนบ้าน
dot
bulletพม่า
bulletจีน
bulletเวียดนาม
bulletกัมพูชา
bulletลาว
bulletฐานข้อมูลกลุ่มประเทศ GMS
dot
ลิงค์ที่น่าสนใจ
dot
bulletHOT LINKS
bullet รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง
bulletโครงการป้ายของดีจังหวัดตาก


http://www.dft.go.th/th-th/index


สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันที่ 23 ส.คง 50

สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

เอกชนจับตาส่งออกส่อวิกฤต“ซับไพรม์-บาท”ตัวถ่วง!ลุ้น ก.ย.-ต.ค.รู้อาการ

          ผู้จัดการรายวัน-เอกชนย้ำวิกฤตบาทแข็งส่งผลต่อส่งออกแค่เริ่มต้น ของจริงให้ดูเดือนก.ย.-ต.ค. หากตัวเลขส่งออกขยายตัวหลักเดียว แสดงว่าไทยกำลังมีปัญหาหนัก เผยเคยเตือนมาโดยตลอด แต่ผู้เกี่ยวข้องไม่เคยจะรับฟังและแก้ไขปัญหา ภาครัฐดาหน้าแจงข้อมูล อุตฯ เตรียมเช็คเป็นรายสินค้าอะไรลด อะไรเพิ่ม คลังสั่งจับตาใกล้ชิด ขณะที่ ธปท.ยอมรับเป็นไปตามคาด “พาณิชย์” ดิ้นหาข้อมูลโต้ ระบุพบตัวเลขส่งออกข้าวคาดเคลื่อน เตรียมหารือศุลกากรแก้ไข 1-2 วันนี้ นักวิชาการชี้ครึ่งปีหลัง ค่าเงินบาท ปัญหาซับไพร์มสหรัฐฯ ตัวถ่วงหลัก

          หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขการส่งออกเดือนก.ค.2550 อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมียอดการส่งออกที่ขยายตัวเพียง 5.9% ต่ำสุดในรอบ 29 เดือนนับจากเดือนก.พ.2548 ทั้งๆ ที่ในช่วง 6 เดือนก่อนหน้านี้ มีอัตราการขยายตัวประมาณ 18% มาโดยตลอด ทำให้สิ่งที่ภาครัฐเคยยืนยันมาโดยตลอดว่าเงินบาทแข็งไม่มีผลกระทบกับการส่งออกนั้น ไม่เป็นความจริงขึ้นมาทันที

          จับตา ก.ย.-ต.ค.วิกฤตจริงเกิด

          นายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการสายงานเศรษฐกิจ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีการส่งออกเดือนก.ค.ที่มีอัตราการขยายตัวแค่ 5.9% ว่า เป็นตัวเลขที่เอกชนไม่ได้ช็อค หรือมองว่าผิดปกติแต่อย่างใด เพราะเอกชนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และได้ส่งสัญญาณให้ภาครัฐไปแล้วว่าส่งออกในช่วงก.ค.-ส.ค. อาจจะเห็นระดับที่ลดลงมาก เนื่องจากในช่วงไตรมาส 1-2 ค่าเงินบาทของไทยได้แข็งค่าอย่างมากทำให้คำสั่งซื้อล่วงหน้า 3 เดือนที่จะมาตกในช่วง ก.ค.-ส.ค.นั้น เอกชนไม่กล้ารับคำสั่งซื้อ เพราะวิตกว่าเงินบาทจะแข็งค่าเพิ่มขึ้นอีก

          “การที่ส่งออกที่โตในระดับ 18 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการโตจากยอดส่งออกรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นสูง ประกอบกับมีออร์เดอร์เก่าที่รับไปแล้วก็ต้องส่งมอบ เมื่อค่าเงินบาทแข็งอีกส่วนหนึ่งก็ทำให้เอกชนมีการระบายสต็อกสินค้าออกให้มากสุด เพื่อให้ครอบคลุมกับรายได้ที่หายจากค่าบาทแข็ง แต่หลังจากนั้นสต็อกก็หมดบาทแข็งยังมีต่อเนื่องก็ไม่กล้ารับออร์เดอร์แล้ว ดังนั้น ส.ค.นี้คิดว่าส่งออกยังโตเป็นตัวเลขเดียวอยู่ซึ่งจะใกล้เคียงกับ ก.ค.”นายธนิต กล่าว

          นายธนิต กล่าวอีกว่า หากพิจารณาการส่งออกที่ลดลงส่วนใหญ่ได้ลดลงในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งทอประเภทเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเกิดจากปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามบาทที่เริ่มอ่อนค่าเพราะปัญหาซับไพร์มทำให้เงินไหลออกเอกชนคาดหวังว่าจะทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพก็จะมีการตัดสินใจรับคำสั่งซื้อมากขึ้นประกอบกับช่วงก.ย.เป็นต้นไปส่วนใหญ่จะมีออร์เดอร์การผลิตรับเทศกาลปีใหม่ ดังนั้น ก.ย.-ต.ค.หากตัวเลขส่งออกโตน้อยกว่าระดับ 5-6 เปอร์เซ็นต์ จะชี้ชัดว่าการส่งออกของไทยมีปัญหาแน่นอน

          “สิ่งที่น่ากังวลคือซับไพรม เพราะหากเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยก็จะมีผลต่ออร์เดอร์ลดได้ และหาลามไปยังยุโรปด้วยก็จะซ้ำเติมดังนั้นต้องติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิด”นายธนิต กล่าว

          เตือนแล้วแต่รัฐไม่เคยจะฟัง

          นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งที่ลดลง 1.4 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 453 ล้านเหรียญนั้น มาจากการแข็งค่าของค่าเงินบาท ซึ่งได้เตือนภาครัฐมาตั้งแต่เดือน ต.ค.2549 แล้วให้ดูแลค่าเงินบาทอย่าให้แข็งค่ามากจนเกินไป เพราะจะกระทบการส่งออกได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และเกษตรแปรรูป ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ 50-80 เปอร์เซ็นต์ มีมูลค่าการส่งออกรวม 1.5 ล้านล้านบาท และมีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 20 ล้านคน

          “เดือนที่ผ่านๆ มา มูลค่าการส่งออกยังขยายตัวสูง เพราะการส่งออกสินค้ากลุ่มนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเพื่อส่งออกยังขายตัวได้มาก เพราะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่า ราคานำเข้าวัตถุดิบต่ำลง เช่น กลุ่มสินค้าไฮเทค ซึ่งมีมูลค่าส่งออกรวม 2.5 ล้านล้านบาท แต่รายได้ตกอยู่ที่ผู้ประกอบการต่างประเทศ ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่ามาก เมื่อคิดรายได้ส่งออกเป็นเงินดอลลาร์ มูลค่าจึงสูงมาก แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาทจะลดลงมาก เช่น เดือนก.ค.มูลค่า 406,149.9 ล้านบาท ลดลง 4.6 เปอร์เซ็นต์ อยากให้ภาครัฐ และแบงก์ชาติดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ที่ 34.50-35 บาท/เหรียญ”นายพจน์ กล่าว

          นายวัลลภ วิตนากร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ามากทำให้ผู้ส่งออกในกลุ่มเครื่องนุ่งห่มผลิตและส่งออกเท่ากำลังการผลิตจริง ไม่ได้ผลิตเกินกำลังเหมือนที่ผ่านมา เพราะไม่อยากขาดทุนมาก จึงเป็นไปได้ว่า มูลค่าส่งออกเครื่องนุ่งห่มในปีนี้จะเท่ากับปีก่อนที่ 3,460 ล้านเหรียญ ซึ่งต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลค่าเงินบาทอย่าให้แข็งค่าเกิน 34.50 บาท/เหรียญ

          สั่งเช็ครายสินค้าอะไรลด-เพิ่ม

          นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ส่งออกที่ลดลงคงจะต้องดูในรายละเอียดว่าเป็นในกลุ่มอุตสาหกรรมใด ซึ่งคาดว่าจะเป็นประเภทเกษตร สิ่งทอ ซึ่งเงินบาทแข็งค่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาการส่งออกของไทยค่อนข้างขยายตัวอย่างมาก ก็ย่อมมีลดลงไปบ้างคงจะต้องติดตามอีก 1-2 เดือนว่าจะมีทิศทางอย่างไร แต่ภาพรวมส่งออกปีนี้จะยังคงขยายตัวและหลักการแล้วควรมองเรื่องการขาดดุลทางการค้าหรือได้ดุลการค้าเป็นสำคัญ

          คลังจับตาใกล้ชิด

          นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่มูลค่าการส่งออกเดือนก.ค.ขยายตัวในอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 29 เดือน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโดยรวม เป็นเรื่องที่ต้องติดตามและประสานงานอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมในอนาคต การพึ่งพารายได้จากการส่งออกเพียงด้านเดียวมากเกินไปคงไม่เหมาะสม ควรให้น้ำหนักด้านการบริโภค การลงทุน เข้ามาเสริมด้วย

          “ภาพรวมการส่งออกไม่ถึงกับเสียหาย เพราะเป็นการขยายตัวที่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา แต่ไม่ได้แย่ลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจหลังมีการเลือกตั้งปลายปีดีขึ้น”

          ธปท.ยอมรับเป็นไปตามคาด

          นางอัมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เป็นการชะลอตัวไปตามเป้าหมายที่ ธปท.ได้คาดการณ์ไว้ และที่สำคัญการตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวลดลงนั้นเพิ่งเห็นตัวเลขชัดเจนเพียง 1 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธปท.คงจะต้องพิจารณาใช้ชัดเจนก่อนด้วยว่า การชะลอของการส่งออกในเดือนก.ค.นั้น เกิดจากเหตุผลอะไร

          “การชะลอตัวของการส่งออก คงต้องดูด้วยมาจากปัจจัยอะไร อย่างเช่น มาจากฐานในปีการส่งออกในปีที่ผ่านมาสูง หรือเป็นฤดูกาล หรือปัจจัยอื่นๆ ด้วย ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ก็ยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การส่งออกมีปัญหา แต่คงพูดไม่ได้ว่า ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยหลัก”นางอัมรา กล่าว

          อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกในครึ่งหลังชะลอตัวลง ก็ไม่กระทบต่อการประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท. โดยเชื่อว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจ ในปี 2550 นี้ ยังจะขยายตัวได้ในอัตราเดิมที่ตามที่ได้คาดการณ์ไว้ คือ 4-5 เปอร์เซ็นต์ และจะไม่ทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดต่ำลงจากเป้าหมายที่ประมาณการไว้ 7,000-9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

          ทั้งนี้ จากรายงานเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ได้ประเมินว่า การขยายตัวของการส่งออกในครึ่งปีหลังจะชะลอตัว โดยขยายเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 6-10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากปริมาณการค่าโลกจะขยายตัวลดลง

          พาณิชย์ดิ้นหาข้อมูลโต้ส่งออกวูบ

          นางสมจินต์ เปล่งขำ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า ขณะนี้ กรมฯ กำลังตรวจสอบสถิติการส่งออกสินค้าข้าว ที่มีความผิดปกติที่สุด โดยมูลค่าลดลงถึง 10.9 เปอร์เซ็นต์ หรือมีมูลค่า 242 ล้านเหรียญ โดยจากการสอบถามไปยังสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ พบว่า เดือนก.ค.ยังส่งออกได้ 621,745 ตัน เพิ่มขึ้น 12.23 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีมูลค่า 8,014 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.05 เปอร์เซ็นต์ หรือ 233 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 23.17 เปอร์เซ็นต์ แต่สถิติที่กระทรวงพาณิชย์ได้จากกรมศุลกากร กลับลดลง 10.9 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ใน 1-2 วันนี้ กรมฯ จะหารือกับกรมศุลกากรเพื่อหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง

          เอกชนช่วยโต้ข้อมูลศุลกากรผิด

          นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่การส่งออกข้าวในเดือน ก.ค. ลดลงถึง 21.6 เปอร์เซ็นต์ จากเดือนเดียวกันของปีก่อน หรือมีปริมาณ 651,601 ตัน เพราะปีนี้เป็นปีทองของการส่งออกข้าวไทย ซึ่งขัดแย้งกับสถิติของสมาคมที่ส่งออกได้ 621,746 ตัน เพิ่มขึ้น 12.97 เปอร์เซ็นต์ จากเดือนก.ค.49 ที่ส่งออก 550,384 ตัน ส่วนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-16 ส.ค. ส่งออกได้ 5.04 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12.2 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 4.49 ล้านตัน

          นางดวงใจ คูห์ศรีวินิจ นายกสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย กล่าวว่า การส่งออกในกลุ่มของเล่นไทยเดือนก.ค.ลดลง 6.1 เปอร์เซ็นต์ ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้หักตัวเลขส่งออกของเล่นไทยไปยังตลาดมาเลเซียในเดือน ก.พ.2550 ที่กรมศุลกากรบันทึกข้อมูลผิดพลาด ทำให้การส่งออกสูงถึง 7,000 เปอร์เซ็นต์ หรือมูลค่า 1,900 ล้านบาท และแม้จะหักตัวเลขที่บันทึกผิดออก ตัวเลขในกลุ่มของเล่นไม่น่าจะติดลบ เพราะมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศมาก ยกเว้นตลาดสหรัฐฯ ที่ลดลง

          บาทแข็ง-ซับไพร์มยังเป็นปัจจัยเสี่ยง

          นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การส่งออกในครึ่งปีหลัง คาดว่าปัจจัยเสี่ยงยังเป็นเรื่องของเงินบาท ขณะที่ปัญหาสินเชื่อซับไพร์มในตลาดสหรัฐฯ ต้องจับตาดูสถานการณ์อีก 1-2 เดือนว่าสหรัฐฯ จะสามารถจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ถ้าไม่ส่งผลถึงความเชื่อมั่นการบริโภคภายในสหรัฐฯ ก็จะไม่กระทบต่อการส่งออกของไทย เบื้องต้นคาดการณ์ว่า หากจีดีพีสหรัฐฯลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็จะกระทบมูลค่าการส่งออกไทย 0.5 เปอร์เซ็นต์ และหากการบริโภคภายในสหรัฐฯ ลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยลดลง 0.12 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวเกินระดับ 4 เปอร์เซ็นต์

 

Source - ผู้จัดการรายวัน (Th)

Thursday, August 23, 2007  00:49

 

สัญญาณร้ายส่งออกทรุด  ชี้ตลาดสหรัฐ-สิงคโปร์ชะลอหนัก

          เมื่อกระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขการส่งออกเดือนก.ค. มีมูลค่าทั้งสิ้น 11,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพียงแค่ 5.9% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 29 เดือน หลายฝ่ายประหลาดใจทันทีว่าจะเป็นสัญญาณการส่งออกที่เลวร้ายในช่วงครึ่งปีหลังหรือไม่ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่าส่งออกไม่น่าจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ แม้ว่าจะเผชิญกับค่าเงินบาทแข็งและเศรษฐกิจของคู่ค้าชะลอตัว

          กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนและผลักดันการส่งออก ได้พยายามวิเคราะห์สาเหตุของการชะลอตัวการส่งออกเบื้องต้น พบว่า...อาจเกิดการบันทึกข้อมูลการส่งออกผิดพลาด ในสินค้าข้าวโดยข้อมูลจากกรมศุลกากร ระบุว่ามูลค่าการส่งออกข้าวลดลง 10.9% ในเดือนก.ค. ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ยืนยันว่าการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นกว่า 12%

          นางสมจินต์ เปล่งขำ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า  กรมกำลังตรวจสอบสถิติการส่งออกสินค้าข้าวที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นในเดือนก.ค. โดยกรมศุลกากร ระบุว่ามูลค่าส่งออกข้าว 242 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 10.9% ปริมาณการส่งออก 651,601 ตัน ลดลง 21.6% ทำให้เป็นตัวฉุดมูลค่าส่งออกรวมในเดือนก.ค. ให้ขยายตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

          “จากการสอบถามไปยังสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ ในเดือนก.ค. ยังส่งออกได้ 621,745 ตัน เพิ่มขึ้น 12.23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ใน 1-2 วันนี้ กรมจะหารือกับกรมศุลกากรเพื่อหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง”

          ทั้งนี้ การส่งออกข้าวในเดือนเม.ย. 50 ในปริมาณ 651,355 ตัน ขยายตัว 17%  มูลค่า 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 33.6%  ในเดือนมิ.ย. 50 ปริมาณ 738,846 ตัน ขยายตัว 49.3% มูลค่า 268 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 56.5%

          นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่ปริมาณการส่งออกข้าวในเดือนก.ค. ลดลงถึง 21.6% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน หรือมีปริมาณ 651,601 ตัน เพราะปีนี้เป็นปีทองของการส่งออกข้าวไทย ซึ่งขัดแย้งกับสถิติของสมาคมที่มีปริมาณ 621,746 ตัน เพิ่มขึ้น 12.97% จากเดือนก.ค. 49 ที่ส่งออก 550,384 ตัน และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 16 ส.ค. ส่งออกได้ 5.04 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 4.49 ล้านตัน

          เป้าหมายส่งออกข้าวไทยปีนี้ที่ 8 ล้านตัน เป็นไปได้แน่ แต่คงไม่ถึง 8.5 ล้านตัน เพราะมีปัญหาขาดแคลนเรือขนส่ง และค่าเงินบาทแข็งค่ามาก

          อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกสินค้าข้าวที่อาจบันทึกผิดพลาด ไม่ได้ตอบคำถามการชะลอตัวลงของการส่งออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงในรอบ 29 เดือน เพราะเป็นตัวเลขที่หากบันทึกผิดพลาดจริง เพียงหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้ส่งผลต่อการขยายตัวการส่งออก ในภาพรวมอย่างลงมากขนาดนี้

          ศักยภาพการแข่งขันการส่งออกสินค้าไทยในตลาดสำคัญ ที่ถดถอยลง ประกอบกับค่าเงินที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับคู่แข่ง น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่าที่ทำให้การส่งออกชะลอตัวลงอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดสหรัฐ โดยในเดือนก.ค.ส่งออกไปสหรัฐ มีมูลค่า 1,513 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 13.6%

          ทั้งนี้การส่งออกที่ลดลงในตลาดสหรัฐ ฉุดให้ภาพรวมการส่งออกในตลาดหลักช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 1.7% ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรก ตลาดหลักที่ประกอบด้วยอาเซียน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ส่งออกขยายตัวเพิ่มสูงถึง 13% จากเป้าหมายทั้งปีส่งออกไปตลาดหลักขยายตัว 7%

          นอกจากตลาดสหรัฐจะชะลอตัวแล้ว ตลาดหลักอย่างอาเซียน แม้ว่าภาพรวมจะขยายตัวแต่เป็นอัตราที่ขยายตัวเพียง 0.3% หรือเป็นอัตราที่ทรงตัวด้วยซ้ำ สำหรับการส่งออกไปอาเซียน

          ตลาดสิงคโปร์ซึ่งเป็นตลาดหลักส่งออกอันดับหนึ่งของไทยในอาเซียนมาโดยตลอด ในเดือนก.ค. ส่งออกมูลค่า 628.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 25.4% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกตลาดสิงคโปร์ในช่วง 7 เดือนแรกลดลง 3.5% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบหลายปี จากเป้าหมายการส่งออกไปสิงคโปร์ 9,195 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10%

          ด้านตลาดรองที่เป็นความหวังของรัฐบาลในการเพิ่มยอดการส่งออก เพื่อชดเชยกับตลาดหลักนั้นเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวเช่นเดียวกัน โดยตลาดไต้หวันในเดือนก.ค. ไทยส่งออกไปไต้หวัน มีมูลค่า 234 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 22.3% ช่วง 7 เดือนแรก ส่งออกมีมูลค่า 2,077 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นแค่ 7% จากเป้าหมายขยายตัว 15%  มูลค่า 3,872 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

          ด้านตลาดใหม่ในตลาดแอฟริกา ที่แม้ว่าจะมีอัตราการขยายตัว แต่เป็นอัตราการขยายตัวเพียง 7% ในเดือนก.ค. จากที่เคยขยายตัวกว่า 20% มาโดยตลอด ในทุกๆ เดือน โดยส่งออกไปแอฟริกามีมูลค่าทั้งสิ้น 349 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาใกล้ชิดเช่นเดียวกัน

          ด้านการส่งออกสินค้า ในสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญส่งออกเพิ่มขึ้น ในอัตราที่ชะลอตัวเช่นเดียวกัน โดยสินค้าอุตสาหกรรมเดือนก.ค. ส่งออกมีมูลค่า 7,846 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพียง 10.6% จากที่มีอัตราการขยายตัวสูงกว่า 15% มาโดยตลอด

          สินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกลดลง เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มลดลง 2.6% เครื่องใช้และเครื่องประดับตกแต่งบ้านลดลง 1.1% สินค้าของเล่นลดลง 6.1% สินค้าเครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์ลดลง 12.2% เครื่องวิดีโอและส่วนประกอบลดลง 45.4% สินค้าวัสดุก่อสร้างลดลง 3.7%

          สินค้าเกษตรข้าวลดลง 10.9% ยางพาราลดลง 8.6% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังลดลง 10.3% อาหารเพิ่มขึ้น 0.2% แต่รายการสินค้าในหมวดอาหารลดลงแทบทุกรายการ โดยอาหารทะเลแช่แข็งลดลง 1.4% กุ้งแช่แข็งลดลง 7% ผัก ผลไม้สดแช่แข็งลดลง 4.9%

          จากข้อมูลตัวเลขส่งออกทั้งตลาดส่งออกและสินค้า ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณการส่งออกที่ถดถอยลง ทั้งเผชิญการแข่งขันกับสินค้าจากจีน ที่เป็นคู่แข่งของไทยในแทบทุกชนิดสินค้า โดยอาศัยค่าแรงที่ถูกกว่าและค่าเงินที่กำหนดในอัตราคงที่ และให้แข็งค่าขึ้นเพียงเล็กน้อย

          ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ ตั้งความหวังที่จะปรับเปลี่ยนสัดส่วนตลาด โดยให้น้ำหนักตลาดสหรัฐลดลงและหันมาให้ความสำคัญกับอาเซียนและเอเชียมากขึ้น แต่สัญญาณส่งออกที่ลดลงในตลาดสิงคโปร์ เป็นจุดที่ไม่สามารถมองข้ามเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาสิงคโปร์เป็นจุดกระจายสินค้าไทยไปทั่วโลก หรือเปรียบเหมือนสิงคโปร์เป็นนายหน้าขายสินค้าให้ไทย ซึ่งนายหน้าจะตัดยอดออเดอร์ลงทันที หากต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น

          แนวโน้มการส่งออกนั้น กระทรวงพาณิชย์เชื่อว่ายังสามารถผลักดันให้ขยายตัวได้ 12.5% ตามเป้าหมาย โดยเศรษฐกิจและการค้าโลกยังสามารถขยายตัวได้มากกว่า 5% ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป เอเชีย ยังมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบกับค่าเงินเริ่มมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ตั้งแต่กลางเดือนส.ค. ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการส่งออก แต่หากมีความผันผวนขึ้นอีก คงจะต้องทบทวนกลยุทธ์กันใหม่อีกครั้ง

          ส่งออกทรุดฉุดเงินบาทอ่อนค่าครึ่งปีหลัง

          อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) กล่าวว่าการที่อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกชะลอตัวลงนั้น สิ่งที่ควรจับตามอง คือผลต่อฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเกินดุลน้อยลงจนอาจจะขาดดุล ซึ่งจะมีผลทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเร็วขึ้น

          โดยสาเหตุของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง จนอาจจะขาดดุลมาจากการที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวลงโดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่มีนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นและเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพร์ม ซึ่งการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงนี้ จะมีต่อการส่งออกของไทยในครึ่งหลังที่น่าจะขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรก ขณะเดียวกัน การนำเข้าที่ชะลอตัวมากในครึ่งแรกของปีนี้น่าจะขยายตัวมากขึ้นในครึ่งหลังของปีจากการลงทุนทั้งของรัฐและรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกด้วย

          ทั้งนี้ ประมาณฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนกรกฎาคมนี้ ในกรณีที่การส่งออกขยายตัวได้ 5.89% ว่า น่าจะเกินดุลประมาณ 300-350 ล้านดอลลาร์ ลดลงอย่างมากจากเดือนมิถุนายนที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1,202 ล้านดอลลาร์

          "ส่วนผลต่อการขยายตัวของจีดีพีนั้น ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก เพราะเดิมทุกหน่วยงานก็ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่า การส่งออกในครึ่งหลังของปีนี้ จะชะลอตัวลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอยู่แล้ว ดังนั้น อัตราการขยายตัวของจีดีพีจึงน่าจะยังอยู่ในช่วงที่คาดการณ์กันไว้ก่อนนี้"

          ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่ามูลค่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคมที่ออกมานั้นยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลต่อจีดีพีในช่วงต่อไปเพราะปกติในไตรมาส 3 การส่งออกจะชะลอตัวกว่าช่วงอื่นของปีและจะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในไตรมาส 4 ของปีอยู่แล้ว ดังนั้น จึงต้องรอดูตัวเลขการส่งออกที่ออกมาในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าว่า จะลดลงต่อเนื่องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ยังเชื่อว่าเป้าการส่งออกที่ 12.5% ยังมีความเป็นไปได้อยู่ โดย ม.หอการค้าไทย คาดว่าครึ่งหลังของปีนี้อัตราการขยายตัวของการส่งออกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 9%

          นอกจากนี้ การที่มีปัญหาซับไพร์มขึ้นในสหรัฐ จนทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยบางส่วนก็อาจจะมีผลทำให้ค่าเงินบาทในระยะต่อไปอ่อนค่ามากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็อาจจะทำให้การส่งออกในไตรมาส 3 และ 4 ขยายตัวดีขึ้นก็ได้ อีกทั้งในครึ่งหลังของปีน่าจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณรวมถึงการใช้จ่ายในการเลือกตั้งอีกประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งน่าจะช่วยทำให้การใช้จ่ายในประเทศปรับตัวดีขึ้น จึงคาดว่าจีดีพีปีนี้ยังน่าจะขยายตัวในอัตราไม่ต่ำกว่า 4% ได้แน่นอน

          "อัตราดอกเบี้ยที่ลงมาก่อนหน้านี้ไม่ได้จูงใจการบริโภคและการลงทุนมากนัก แต่เมื่อรวมปัจจัยอื่นๆ อย่างเรื่องของการคลี่คลายปัญหาทางการเมือง หรือการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นก็น่าจะช่วยทำให้ความมั่นใจของนักลงทุน และการใช้จ่ายในประเทศเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นได้"

Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Thursday, August 23, 2007  02:23

 

สุพจน์ เลียดประถม ทุ่มทุนแตกไลน์ธุรกิจบุกจีน-กัมพูชา

          หนึ่งในกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงของ จ.ตราดและระดับประเทศ "สุพจน์ เลียดประถม" จัดอยู่ชั้นแนวหน้า เนื่องจากมีธุรกิจอยู่ใน จ.ตราด จันทบุรี และต่างประเทศรวมๆ แล้วเกือบ 20 แห่ง มีพนักงานในเครือร่วม 100 คน แม้ว่าที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตใครต่อใครไม่กล้าลงทุน แต่สำหรับสุพจน์กล้าที่จะลงทุนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มีทั้งต่อยอดและขยายธุรกิจภายในประเทศ และการเพิ่มไลน์ของธุรกิจส่งออกต่างประเทศ จีน และกัมพูชา

          "ครอบครัวผมเป็นเกษตรกร มีพี่น้องถึง 9 คน ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะประกอบธุรกิจ รู้แต่ว่าชอบเรียนหนังสือ พอผมจบปริญญาโทออกมาพี่สาวคนโตทำธุรกิจอยู่ก่อน ได้ชวนให้มาทำธุรกิจค้าขายด้วยกัน ทำๆ ไปแล้วรู้สึกชอบ จึงไม่คิดทำอย่างอื่น เริ่มจากปี 2533 จนถึงปัจจุบัน 17 ปีแล้ว" สุพจน์เล่าถึงการเข้าสู่วงการธุรกิจ

          "สุพจน์ เลียดประถม" วัย 44 ปี สำเร็จปริญญาโทจากคณะวิศวกรรมศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สาขาวิศวะช่างกล หลังเรียนจบ ปี 2533 ได้เข้าสู่วงการธุรกิจด้วยแรงบันดาลใจจากพี่สาว "มุกดา นองเนือง" ซึ่งทำธุรกิจค้าขายทั่วไปในตัวเมืองตราดที่ชักชวนให้ประกอบธุรกิจทันทีที่เรียนจบ

          "สุพจน์" เล่าถึงการทำธุรกิจว่า เริ่มจากปี 2533 ทำธุรกิจขายรถจักรยานยนต์ค่ายฮอนด้า เพราะเป็นสินค้าที่ประชาชนให้ความนิยมในการบริโภคถึง 70% เมื่อเห็นว่าไปได้ดี ต่อมาอีก 3-4 ปี จึงขยายธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยเปิดร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด แต่การเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ค่ายฮอนด้าจะเป็นธุรกิจหลักที่เติบโตและขยายตัวมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ปัจจุบันมี 7 สาขา อยู่ใน จ.ตราด 6 สาขา และจันทบุรี 1 สาขา

          ในช่วงปี 2544 เป็นต้นมาได้ขยายสาขาทุก  1-2 ปี ภายใต้ชื่อ หจก.เอสเอ็มดี มอเตอร์ และมีการขยายพื้นที่จำหน่ายโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ จ.จันทบุรีเพิ่มอีก 2 แห่ง และเปิดร้าน "ไจแอนด์ โฟน" จำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าในตัวเมืองตราดอีก 1 แห่ง

          นอกจากนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้เพิ่มธุรกิจส่งออกรถจักรยานยนต์ไปกัมพูชาอีกด้วย โดยจดทะเบียนชื่อบริษัท โทเทิ่ลพลัส  อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้จัดตั้งบริษัท ซิตี้ทู จำกัด เพื่อเพิ่มธุรกิจส่งออกไปจีน กัมพูชา  เน้นที่สินค้าเกษตร โอท็อปและเอสเอ็มอี และล่าสุดได้ก่อสร้างโกดังและโชว์รูมจำหน่าย      มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าในพื้นที่ 7 ไร่ในเขตตัวเมืองอีก 1 แห่ง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนร่วม 10 ล้านบาท

          "การทำธุรกิจเราจะหยุดนิ่งไม่ได้เพราะคือการแข่งขัน ผมมองว่าการขยายธุรกิจ หรือเพิ่มช่องทางการทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ต้องทำ  เพราะการทำธุรกิจ ช่วงจังหวะ โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราปล่อยโอกาสให้ผ่านไป เราอาจจะไม่มีโอกาสดีๆ อย่างนี้กลับมาอีกเลย ถ้าเป็นธุรกิจที่เราสามารถทำตลาดได้มากโอกาสที่เราจะมีศักยภาพ มีความเชื่อมั่น เพื่อต่อรองกับผู้ผลิตสินค้ามีสูง"

          สุพจน์ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เช่น ธุรกิจจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าใน จ.ตราด บริษัทของเราใหญ่ที่สุด เมื่อเราเป็นอันดับ 1 จะสามารถต่อรองกับบริษัทโดยตรง หรือบริษัทไฟแนนซ์ขอรับการสนับสนุนการทำโปรโมชั่นต่างๆ ได้เช่นเดียวกับจังหวัดใหญ่ๆ หรือกรณีบริการลูกค้า   ถ้ามีหลายสาขา สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วโดยการออนไลน์ข้อมูลถึงกัน หากลูกค้าต้องการสินค้าไม่ว่าจะเป็นรุ่นหรือสีของรถจักรยานยนต์เราจัดการให้ได้ เปรียบเสมือนเรามีโกดังขนาดใหญ่

          การทำธุรกิจนั้น "สุพจน์" มีแนวคิดว่ามีปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ 4-5 อย่างประกอบกัน สิ่งแรกคือต้องเลือกธุรกิจที่ตนเองถนัด อย่าทำตามกระแส ซึ่งต้องมีความรู้ พยายามหาประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา 2.มีข้อมูลที่ชัดเจน ทำให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจได้ เพื่อคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของท้องถิ่นของประเทศหรือของโลกได้อย่างถูกต้อง

          3.การทำธุรกิจประเภทเดียวกันและขยายสาขาไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย ทำให้เราสามารถทำตลาดได้กว้าง สร้างอำนาจการต่อรองกับบริษัทผู้ผลิตได้ 4.ต้องอย่าลืมว่าการให้บริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจ พึงพอใจเป็นเรื่องสำคัญ และ 5.คนที่ทำงานด้วยต้องดี มีคุณภาพ เพราะต้องดูแลกิจการแทนเรา

          พนักงานที่นี่เกือบ 100 คนจะอยู่กันมาเป็น 10 ปี และไม่มีการเปลี่ยนงาน ถือว่าเรามีโอกาสสร้างคนดีให้ทำงานอยู่กับเรา

          "จะเรียกว่าเป็นความโชคดีที่ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ธุรกิจต่างๆ ไปได้ดีทำให้เห็นว่าดวงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน  แม้ว่าช่วงวิกฤตเงินบาทปี 2540 เราผ่านมาได้ จึงกล้าคิดกล้าทำด้วย และค่อยๆ ทำธุรกิจที่เราถนัด ไม่ใช่การลงทุนเกินตัว เช่น ตลาดในกัมพูชาตอนนี้ร้านอย่างเซเว่น

          อีเลฟเว่นน่าลงทุนที่สุด หรือในลาวน่าจะเป็นการตั้งบริษัทไฟแนนซ์ แต่ต้องใช้เงินมหาศาลเราก็ทำไม่ได้"

          ทุกวันนี้สุพจน์ยังนั่งในตำแหน่งประธานหอการค้าจังหวัดตราด เป็นสมัยที่ 2 แต่ธุรกิจต่างๆ ดำเนินไปด้วยดี เพราะใช้ระบบการ บริหารจัดการและเครื่องมือเทคโนโลยีเข้ามา  ช่วย รวมทั้งการทำงานเป็นระบบเครือญาติ จึงมีญาติพี่น้องช่วยดูแล

          สำหรับ "สุพจน์" แล้วจะใช้วิธีการวอร์รูมกับ   ผู้แทนการบริหาร 2 คน คือตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปและรองผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบตอนเช้า   ทุกวัน เพื่อพูดคุยนโยบายของบริษัท หรือในเรื่องของการทำโปรโมชั่นบ้าง

          เขายังย้ำอีกว่าการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องยาก สามารถเรียนรู้กันได้  แต่โอกาสประสบความสำเร็จ ต้องมีทั้ง "ฝีมือ ดวง จังหวะและโอกาส" การทำธุรกิจจะต้องก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา การดูงานต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น ต้องนำมาคิดวางแผนทำธุรกิจ เพราะการเติบโตทางธุรกิจจะเป็นรูปแบบที่คล้ายกัน ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่า     คุณธรรม การมีวินัยในการใช้เงินเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ไม่ควรใช้เงินไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น เล่นการพนัน

          สุพจน์ทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต้องอาศัยการเมืองและสังคมด้วย เพราะทั้ง 3 ด้านนี้เปรียบเสมือนขาตั้งที่แข็งแรง 3 ขา ภาวะทางการเมืองที่ผ่านมาเกือบ 1 ปี เราสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปมากแล้ว อย่างไรก็ตามอยากให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด เพราะการได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนคือความเป็นประชาธิปไตย ต่างประเทศให้การยอมรับ และภาคธุรกิจต้องการรัฐบาลประชาธิปไตย

Source - เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (Th)

Thursday, August 23, 2007  04:07

 

นักธุรกิจเชียงรายนิ่ง-รอรัฐบาลใหม่

          เชียงราย - นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่า จากกรณีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านพ้นไป ประชาชนทั่วประเทศลงประชามติไปแล้วว่า ถือเป็นปรากฏการณ์ในการจะใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะต้องมีการเฝ้าจับตามอง เพราะต่อไปนี้จะมีการดำเนินการต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขใหม่ ซึ่งสามารถมองภาพในอนาคตได้ว่าจะเป็นเช่นใด จึงต้องทำการศึกษากฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีตามมา สำหรับทางด้านเศรษฐกิจก็ไม่อาจบอกได้ว่าจะมีข้อบังคับใดที่เกี่ยวข้องบ้าง โดยเฉพาะในด้านของหลักเศรษฐกิจพอเพียง การส่งเสริมทางการค้าชายแดน ฯลฯ

          นายพัฒนากล่าวว่า นักธุรกิจคงต้องดูทิศทางทางการเมืองต่อไป โดยเฉพาะรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีแค่ไหน การแก้ปัญหาค่าเงินบาทและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะแม้ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับได้แสดงความชัดเจนว่าประชาชนของประเทศแบ่งออกมาเป็น 2 ฝ่าย แต่เชื่อว่าทั้งสองฝ่ายก็มีความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นเหมือนๆ กัน สำหรับช่วงที่ยังไม่ถึงการเลือกตั้ง นักธุรกิจคงทำได้เพียงการประคองตัวส่วนการลงทุนต่างๆ คงชะลอตัวไปก่อนจนกว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ

Source - เว็บไซต์ข่าวสด (Th)

Thursday, August 23, 2007  04:26

 

World of Muslim 2007 "โอกาสสำหรับ SMEs"

          สัมภาษณ์

          7-9 กันยายนที่จะถึงนี้ ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ จัดงาน World of Muslim 2007 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจะมีกิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย

          งานแสดงสินค้า World of Muslim Trade & Exhibition ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องจากประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีที่นักธุรกิจไทยจะเปิดโลกทัศน์ทางการค้าอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ค้าที่มาจากกลุ่มประเทศมุสลิม เพื่อความเข้าใจในกฎระเบียบด้านการทำธุรกิจกับประเทศมุสลิม และมีการจัดประชุมสัมมนา The 2nd International Islamic Economic, Cultural and Tourism Conference in Thailand 2007 ซึ่งเป็นการจัดประชุมประจำปีของสมาชิกประเทศมุสลิม ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศมุสลิม โดยคาดว่าในครั้งนี้จะมีสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมจากสมาชิก OIC-ICCI จำนวน 57 ประเทศ

          "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสได้สัมภาษณ์ นายอนิรุทธิ์ สมุทรโคจร นายกสมาคมนักธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย-มุสลิม หนึ่งในหลายองค์กรที่ร่วมจัดงานครั้งนี้ ถึงแนวคิด แนวโน้มที่เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการก้าวเข้าสู่การมองหาตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพที่เอสเอ็มอีไทยไม่ควรมองข้าม

          - มองว่าการค้าขายกับโลกมุสลิมปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

          หลังจากที่มีผู้กล่าวว่า การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างมุสลิมนั้นยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะเรียนรู้และถดถอยหดหู่ไม่กล้าที่จะเดินต่อไป ไม่กล้าที่จะสร้างศักยภาพและความต้องการที่จะเสริมสร้างศักยภาพในเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ OIC (Organization of Islamic Conferences)  มีความเข้าใจในเจตนารมณ์และเหตุผลตรงนี้ จึงเป็นตัวกลางใน

          การสื่อความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสังคม การเมือง วัฒนธรรม การค้าและธุรกิจโดยคำนึงถึงศักยภาพของมนุษย์ สังคมและ  สิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ โดยการทรงนำทางของพระ ผู้เป็นเจ้าในศาสนาอิสลาม

          สมาคมนักธุรกิจและอุสาหกรรมไทยมุสลิมซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของ Islamic Chamber of Commerce and Industry หรือสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมโลกมุสลิม 57 ประเทศ จึงได้พยายามที่จะเสนอแนวนโยบายต่างๆ ให้กับ Islamic Chamber Hall of Muslim & Industry ได้มีดำริที่จะมาจัดงานประชุมครั้งนี้ในประเทศไทย

          - งานนี้จะเกี่ยวข้องกับ SMEs อย่างไรบ้าง

          ผมคิดว่าตอนนี้ทางกระทรวงพาณิชย์กำลังขยายตลาดไปทางกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และ Eastern Africa ก็ขยายออกไปบ้าง market share ของเราในประเทศเหล่านี้น่าจะเพิ่มขึ้นได้มาก แน่นอนเพิ่มจากฐานที่มันเล็ก ดังนั้นจึงยังโตได้อีกมากในอัตรา 30-40%

          ถ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของตลาด ในขณะนี้จะมีปัญหาในเรื่องตลาดว่า ขายไม่เป็น เราก็มีศูนย์บ่มเพาะวิจัย ที่จะเข้ามาช่วยสอนการตลาด ที่เราเข้าไปสอนอีกอย่างก็คือคนที่ไม่ได้ทำธุรกิจ ยังไม่มีงานที่จะต้องทำ ในเรื่องการเข้าไปอยู่ในตลาดของ SMEs ไม่ได้ยากอย่างที่เคยเข้าใจ ตรงนี้ยึดหลักสูตรเข้าไปสอนคนทำงานศาสนาอิสลามขณะนี้ยังมีเป็นหมื่น กลับมาแล้วก็คาดหมายว่า ตนเองจะเข้ามาทำงานเป็นครูสอนศาสนา จากที่เราไปอบรมให้กับอียิปต์กับโมร็อกโก เขาสามารถกลับมาทำงานในเรื่องการประกอบธุรกิจ SMEs ได้ เขียนแนวทางธุรกิจออกมาน่าสนใจ เช่น เปิด  โรงเรียนเรื่องของการเป็นล่าม เปิดสปาฮาลาล ท่องเที่ยวฮาลาล

          จริงๆ แล้วตลาดฮาลาลกว้าง ธุรกิจนี้ไม่ยาก ที่อื่นในกรณีนี้เขามีเครือข่าย แต่เขาใช้ไปเป็น ไม่รู้ว่าต้องติดต่อกับใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีเครือข่ายอยู่แล้ว เขาสามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ เราให้ความสำคัญเรื่อง SMEs สูงมากทีเดียว

          ผู้ส่งออกอาหารฮาลาลขณะนี้ เรากังวล เราไม่รู้จักจึงไม่กล้า แต่พอเราเริ่มรู้จัก โดยเฉพาะงานนี้ คนในโลกมุสลิมจะเริ่มเข้ามา เขาเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะติดต่อค้าขายกับคนในโลกมุสลิม ยิ่งทราบว่าเรามีศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลที่จะช่วยในเรื่องการประกอบการ ก็จะเป็นแรงกระตุ้นทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สนใจเข้ามาในงานนี้

          ขณะนี้ปัญหาใหญ่ทางภาคใต้มีอยู่หลายอัน เช่น ความสงบ เพียงแต่ประชาชนยังไม่มีรายได้เสริมที่เกิดขึ้น ขณะนี้เขาต้องทำมาหากินนอกเขตและไม่มีงาน สิ่งที่เราพยายามทำคือหางานให้เขาทำ พอสามารถทำงานได้ เขาก็สามารถนำไปประกอบธุรกิจ จนในที่สุดปัญหาก็จะเริ่มหายไป

          เรื่องของการประกอบอาชีพค่อนข้างมากในการแก้ปัญหา ปัญหาใหญ่ในเรื่องการประกอบอาชีพคือ ตลาด บางทีเรื่องการผลิตอาหารไม่ใช่เรื่องยาก เพราะทุกคนทำอาหารฮาลาลเป็นอยู่แล้ว จุดนี้ที่ทำให้ ศอ.บต. และสภาหอการค้า นำเอานักธุรกิจหรือผู้ที่สนใจมาหาตลาด เขาเข้าใจว่าถ้าต้องการหาตลาดฮาลาลต้องไปในโลกอาหรับ จริงๆ ตลาดฮาลาลอยู่ใน 148 ประเทศ ตลาด     ฮาลาลขนาดใหญ่ เช่น อเมริกา ยุโรปใหญ่กว่าอเมริกาด้วยซ้ำ

          จีนนี้มีประชากรมุสลิมเกินร้อยล้าน พวกนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีใครทราบ อีก 30 ปี อินเดียจะมีประชากรมุสลิมกับฮินดูเท่ากัน นั้นหมายความว่าตลาดฮาลาลขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เราไม่เคยมีความรู้เรื่องนี้เลย ขณะที่โลกตะวันตกเขารู้ เขาก็ไปหาตลาดฮาลาล ในขณะที่เรามีศักยภาพ วิสัยทัศน์ที่ถูกจำกัดอยู่ ที่ทางศูนย์วิทยาศาตร์       ฮาลาลก็ดี สถาบันฮาลาลก็ดี ของสมาคมนักธุรกิจไทย-มุสลิม มิติ แนวคิดใหม่ๆ ที่นำเสนอครั้งนี้ งาน World of Muslim 2007 ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็น ตลาดและแนวคิดใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยรู้จักอุตสาหกรรม จะทำให้เขาได้มีความมั่นใจมากขึ้น

          - จึงมองว่าเอสเอ็มอีไทยมีโอกาส

          เราให้ความสำคัญกับ SMEs ค่อนข้างสูง เพราะอาหารมีมูลค่าเพิ่มสูง แต่อาหารเรามีส่วนแบ่งการตลาดแค่ 12% รายละเอียดเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำ อาหารฮาลาลที่มีมูลค่าเพิ่มสูงปรากฏว่า มูลค่าการส่งออกไม่ถึง 5% ตรงนี้คือที่เราต้องการขยาย แต่การที่จะเพิ่มตรงนี้ได้ต้องทำให้ผู้ประกอบการผลิตได้รู้จัก ทุกคนพอรู้ว่าตรงนี้มีกำไรมากและมีศักยภาพในการผลิต ก็พร้อมที่จะกระโดดเข้าไป

          ส่วนเรื่องการยอมรับ จริงๆ แล้วเรากังวลไปเองว่าเขาไม่ยอมรับ จริงๆ แล้วเขาให้การยอมรับสูง ถ้าหากเรารู้ว่าเขากล้ายอมรับ และเรากล้าก้าวเข้าไป ปัญหาก็ไม่เกิด ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย เรามักจะพูดกันว่า แข่งกับมาเลเซียไม่ได้หรอก เพราะเขาเป็นประเทศมุสลิม จริงๆ แล้วไม่ใช่ เรามีส่วนแบ่ง 0.057% ส่วนมาเลเซียเป็น 0 ถ้าเป็นแบบนี้เราสามารถจูงมืออินโดนีเซียกับมาเลเซียเข้าไปเปิดตลาดได้เลย แต่ก็ยังรวมกันไม่ถึง 1% เพราะฉะนั้นยังมีพื้นที่มหาศาลที่จะเข้าไป

          - แนวโน้มจึงสูงมาก

          ใช่ อุตสาหกรรมฮาลาลของไทยขณะนี้มีแนวโน้มสูง เนื่องจากขณะนี้เรามีส่วนแบ่งค่อนข้างน้อย 0.057% การขยายตัวขณะนี้ของเราขึ้นไป 35%   ต่อปี ก็เชื่อมั่นว่าในที่สุด ถ้าเราใจเรื่องตลาด ฮาลาล เรื่องของศักยภาพของตลาดและของตัวเอง ในเรื่องการผลิตและแสวงหาตลาด เชื่อว่าเราสามารถก้าวไปสู่การเป็นฮาลาล hub อย่างที่เราคาดหวังได้

          ฉะนั้นจึงอยากจะกระตุ้นให้กับผู้ประกอบการของเราที่ผลิตอาหารฮาลาลอยู่แล้ว คาดหวังว่าตัวเองจะเข้าไปผลิต มีความเข้าใจ ศักยภาพ และความตั้งใจจริง การเข้าไปตลาดอาหารฮาลาลไม่ได้เป็นเรื่องยากอย่างที่เราเข้าใจ เราสามารถที่จะเป็นฮาลาล hub ได้

Source - เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (Th)

Thursday, August 23, 2007  04:27

 

ชี้กำลังซื้อ-เศรษฐกิจฟื้นระยะสั้น รอลุ้นปีหน้าหลังรัฐบาลฟอร์มทีม

          ภาคธุรกิจ-รัฐยิ้มรับ รธน.ผ่านแถมได้ปัจจัยหนุนเพียบ เชื่อระยะสั้นกำลังซื้อ-อารมณ์จับจ่ายกระเตื้อง กลุ่มอสังหาฯชิงลงทุนดักหน้า ขณะที่นักวิชาการฟันธงความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา 100% ส.โฆษณาฯ-ธุรกิจภูธรย้ำต้องรอหลังเลือกตั้งดูว่าใครจะเป็นรัฐบาล หวั่นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกฉุดไทยซึมยาวถึงต้นปีหน้า

          หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ 57.81% เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าบรรยากาศการเมืองเริ่มคลี่คลาย โดยหากกระบวนการต่างๆ เดินไปตามขั้นตอน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี อาจจะเตรียมการจัดการเลือกตั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2550 นี้

          แม้ปัจจัยการเมืองจะดูคลี่คลายลงพอสมควร ในขณะเดียวกันก็มีปัจจัยเสริมที่น่าจะส่งผลดีเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น แนวทางการจัดทำงบประมาณปี 2551 เริ่มชัดเจน อีกทั้งยังมีปัจจัยที่เสริมกำลังซื้อของกลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจหลังจากมีการเสนอ ครม.เพื่อปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจอีก 4% หรือกรณีการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ก็กำลังจะเริ่มเห็นรูปธรรม

          อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาก็คือ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูดีขึ้นในระยะสั้น หรืออาจมีกระแสตอบรับจากภาคธุรกิจที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ในช่วงสถานการณ์การจัดการเลือกตั้งนั้น ยังคงมีประเด็นที่ต้องจับตาต่อเนื่องว่า ความเชื่อมั่นทั้งกลุ่มผู้บริโภคภายในประเทศเองหรือนักลงทุนจากต่างประเทศก็ยังคงไม่พลิกฟื้นกลับมาเป็นปกติ 100% ในขณะเดียวกันก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับโฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบให้บรรยากาศต่างๆ อาจยังไม่เข้าสู่ภาวะฟื้นตัวอย่างแท้จริ

          TDRI ชี้ความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา 100%

          นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แม้ประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จะผ่านความเห็นชอบ แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนยังไม่ฟื้นกลับมาอย่างเต็มที่ เป็นเพียงการสร้างความชัดเจนว่าจะมีเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน คงต้องรอหลังเลือกตั้งเดือน ธ.ค.นี้ ในส่วนของนักลงทุนต่างประเทศอาจมองประเทศไทยดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เชื่อมั่น 100% เนื่องจากต้องรอหลังเลือกตั้ง เพราะกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวยังค้างอยู่ และกฎหมายค้าปลีกซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเสร็จทันรัฐบาลนี้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นความไม่แน่นอนที่ต่างชาติยังกังวลอยู่

          "คาดว่าความเชื่อมั่นฟื้นจะกลับมาเต็มที่หลังจากเลือกตั้งแล้ว เพราะนักลงทุนและประชาชนคงรอดูว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะบริหารได้ครบ 4 ปีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่อไปได้ เพราะการใช้จ่ายภาครัฐที่อัดฉีดเข้าระบบในช่วงที่ผ่านมากว่า 2.6 แสนล้านบาท ช่วยทำให้เศรษฐกิจโตได้ในระดับปัจจุบัน และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2551 ที่เริ่ม ต.ค.นี้ แม้รัฐบาลชุดนี้จะกลายเป็นรัฐบาลรักษาการ ก็ไม่น่ากระทบการใช้จ่ายโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ยกเว้นงบฯลงทุนที่เป็นภาระผูกพันที่อาจชะลอไปก่อน เพราะโดยมารยาทแล้วต้องรอรัฐบาลใหม่มาดำเนินการต่อ" นาย

          สมชัยกล่าว

          ธุรกิจการเงิน-หุ้นโล่งอก

          นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า หลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ผ่านความเห็นชอบ ทุกอย่างจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การเลือกตั้งในสิ้นปีนี้ พร้อมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในต้นปีหน้า ซึ่งการบริโภคและลงทุนจะกลับมา แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ เรื่องความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ ที่เชื่อว่าต้องเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งความคิดเห็นส่วนตัวแล้วรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศควรเป็นรัฐบาลที่มีความแข็งแรงถึงจะเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้รวดเร็ว และควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนด้วยการกระตุ้นการลงทุน

          นายขรรค์กล่าวว่า เป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปีนี้อยู่ที่ 95,000 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 15 ส.ค.ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 56,000 ล้านบาท ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือธนาคารจะต้องเร่งขยายสินเชื่อให้ได้เดือนละ 7,500 ล้านบาท เฉพาะในเดือน ส.ค.นี้คาดว่าจะมีการอนุมัติสินเชื่อได้ 9,500 ล้านบาท คิดว่าคงจะทำได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนด

          นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เชื่อว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะส่วนใหญ่จะมองทิศทางการเมืองขอเพียงให้มีความคืบหน้าก็จะสร้างความมั่นใจกลับมา โดยเฉพาะถ้ามีรัฐบาลใหม่เข้ามาก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะมีทิศทางที่ชัดเจนกว่าปีนี้ ซึ่งผลที่สะท้อนต่อตลาดหุ้นไทยจากนี้ไปจะมีทิศทางที่ปรับตัวสูงขึ้นจนถึงช่วงเลือกตั้ง แต่ในระหว่างทางอาจจะมีขึ้นๆ ลงๆ ปรับฐาน โดยสิ้นปีนี้คาดว่าน่าจะเห็นดัชนีอยู่ที่ระดับ 830 บวกลบ 20 จุด รวมทั้งจะได้ปัจจัยหนุนจากเงินทุนต่างประเทศที่น่าจะไหลเข้ามาบ้าง หลังจากที่ปัญหาซับไพรมเริ่มซาลง

          นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า ภายใน 1-2 เดือนจากนี้ปัจจัยทางการเมืองจะกลับขึ้นมาเป็นแรงกดดันตลาดหุ้นให้มีความผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากไม่มีความชัดเจนว่าระหว่างขั้วการเมืองไหนจะจับมือกัน จึงทำให้ประชาชนคาดเดานโยบายไม่ออก รวมทั้งปัญหาซับไพรมที่เชื่อว่าจะส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกไปถึงสิ้นปีเพราะจะเริ่มเห็นผลกระทบที่แท้จริงกับพื้นฐานเศรษฐกิจของอเมริกา หลังจากตลาดหุ้นรับผลสะท้อนไปแล้ว

          เชื่ออารมณ์จับจ่ายฟื้น

          นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สถานการณ์ต่างๆ มีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้อารมณ์การจับจ่ายให้กลับคืนมาได้บ้าง คือ กล้าใช้จ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ถึงขนาดว่าจะเป็นเหตุการณ์พลิกผันให้กำลังซื้อหรือสภาพเศรษฐกิจกลับฟื้นตัวทันที ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงจะต้องใช้เวลา

          ทั้งนี้ ส่วนตนคาดว่ากำลังซื้อจะกลับมาจริงๆ คงต้องรอในช่วงปลายปีที่มีเทศกาล จนถึงปีหน้า อย่างไรก็ตาม จากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เชื่อว่าจะทำให้เม็ดเงินสะพัดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยในแง่ของการจับจ่ายของผู้บริโภค

          ด้านนายวีรพล โรจนสัจจา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเค เรสเตอรองต์ จำกัด (มหาชน) กล่าวแสดงความเห็นในเรื่องเดียวกันว่า ปัจจัยจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจะทำให้ผู้บริโภคมีอารมณ์การจับจ่ายดีขึ้น เมื่อสบายใจขึ้น ก็จะกลับมาเดินศูนย์การค้า เดินห้างมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าความถี่ของลูกค้าที่เข้าร้านนั้นลดลง เนื่องจากคนเดินห้างลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม การที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจะทำให้ผู้บริโภคจับจ่ายในทันทีทันใด โดยส่วนตัวมองว่า เมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น การจับจ่ายหรืออารมณ์ผู้บริโภคก็จะค่อยๆ ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น และคาดว่าจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายปี

          อสังหาฯขยับลงทุนรับกำลังซื้อฟื้น

          นายศักดา โควิสุทธ์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ให้ความเห็น "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านการโหวตลงประชามติ แม้จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภคกลับมาได้บ้าง แต่ยังมองว่าตัวแปรสำคัญคือการจัดเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด หรือให้ทันปีนี้ เพราะจะช่วยผลักดันภาพรวมตลาดอสังหาฯทั้งระบบ

          นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้ความเห็นช่วงก่อนหน้านี้โดยมองในแง่บวกว่าสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลายลงแล้ว และจากนี้ไปจะเห็นสัญญาณด้านบวกเพิ่มขึ้น หมายถึงว่าความเชื่อมั่นของผู้ประการ นักลงทุน ตลอดจนผู้บริโภคจะเริ่มฟื้นกลับมาด้วย โดยครึ่งปีหลังนี้ศุภาลัยประกาศเดินหน้าแผนลงทุน ด้วยการปูพรมผุดโปรเจ็กต์ใหม่ต่อเนื่อง 7 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด คอนโดฯ รวมมูลค่าลงทุนสูงถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท

          เช่นเดียวกับบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่นายธงชัย บุศราพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.โนเบิลฯ ประกาศจะเปิดตัวโครงการใหม่ปลายปีนี้ต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้ามูลค่ากว่า 7 พันล้านบาท

          ส.โฆษณาฯ-ภูธรขอดูรัฐบาลใหม่ก่อน

          นายวิทวัส ชัยปาณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครีเอทีฟ จูซจีวัน จำกัด ในฐานะนายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งปรเทศไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า โดยส่วนตัวมองว่าน่าจะทำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่มขยับตัวได้บ้าง เพราะอย่างน้อยก็มีการกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว แต่ก็ยังคงไม่มาก

          อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในที่สุดแล้วทุกคนยังคงรอดูสถานการณ์เลือกตั้งและรอดูโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ก่อน ตอนนี้น่าจะยังเร็วเกินไปที่จะเห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ประกอบการและอารมณ์ความเชื่อมั่นในการจับจ่ายของผู้บริโภค เพราะยังไม่เห็นปัจจัยที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นที่ชัดเจน แต่ถ้าหากทุกอย่างยังเป็นแรงเหวี่ยง หรือโมเมนตัมเดิมภาพรวมในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อาจจะต่ำกว่าปีที่แล้วได้ ตอนนี้จึงยังเป็นช่วงที่ต้องลุ้นอยู่เหมือนเดิม รวมถึงไตรมาสสุดท้ายด้วย

          นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า นักธุรกิจยังคงต้องดูทิศทางการเมืองต่อไป โดยเฉพาะรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีแค่ไหน การแก้ปัญหาค่าเงินบาท และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แม้ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แสดงความชัดเจนว่าประชาชนของประเทศแบ่งออกมาเป็น 2 ฝ่ายก็ตาม แต่ตนเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายต่างต้องการให้เศรษฐกิจพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเหมือนกัน และในช่วงนี้ภาคธุรกิจคงทำได้เพียงประคองตัว ส่วนการลงทุนต่างๆ คงชะลอไปก่อนจนกว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ

          ธุรกิจกังวลปัจจัยภายนอก

          ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายพาณิชย์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจสื่อสารในช่วงปลายปีนี้ยังน่าจะไปได้ดี เพราะโทรศัพท์มือถือเป็นสินค้าจำเป็นทั้งต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และภาคธุรกิจ แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องจับตาและเตรียมรับมือ คือ ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากสหรัฐอเมริกากับปัญหาซับไพรม ซึ่งนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์ เพิ่งออกมาส่งสัญญาณเตือนภาคธุรกิจในประเทศของตน เนื่องจากเห็นว่าจะส่งผลอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคในปี 2551 ดังนั้น ตนมองว่ารัฐบาลไทยก็ควรออกมาส่งสัญญาณเตือนภาคธุรกิจให้รัดเข็มขัด หรือหารายได้ทดแทนธุรกิจส่งออก และรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วย

          นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยธนาคาร กล่าวว่า หลังการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปแล้ว จะช่วยให้บรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่นักลงทุนส่วนหนึ่งคงยังรอดูความชัดเจนหลังการเลือกตั้งก่อนว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลที่จะเข้ามาคงเป็นรัฐบาลผสม และไม่ได้มีความแข็งแกร่งมาก ซึ่งตรงนี้จะกลายเป็นจุดอ่อนในการผลักดันโครงการต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ไม่เหมือนรัฐบาลเดี่ยวที่จัดการเรื่องเหล่านี้ได้รวดเร็ว

          สื่อ ตปท.ชี้การเมืองไทยยุ่งต่อ

          ด้านสื่อเทศจับตาการลงประชามติชนิดเกาะติดขอบเวที และพร้อมใจกันนำเสนอข่าวนี้ถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นรอยเตอร์ส เอพี เอเอฟพี บีบีซี   ซีเอ็นเอ็น บลูมเบิร์ก ฯลฯ

          โดย "รอยเตอร์ส" ระบุว่า แม้เสียงของคนไทยส่วนใหญ่จะโหวต "รับ" ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จำนวน "ไม่รับ" ที่มีอยู่จำนวนมากสะท้อนว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคม 2550 อาจเผชิญกับความยุ่งยากตามมา เนื่องจากอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยังมีอิทธิพลทางการเมืองสูง

          แม้ 56.69% ของผู้ที่มาลงประชามติจะยอมรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันการมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของรัฐบาลพรรคเดียวเช่นในสมัยของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เสียงไม่ยอมรับร่าง รธน.ฉบับนี้ก็มีสูงถึง 41.37%

          ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณไปถึงการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคมว่ารัฐบาลหน้าอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการควบคุมฝ่ายบริหารที่มาจากหลายพรรค

          "ไอเอชที" อ้างคำกล่าวของนายสุรินทร์      พิศสุวรรณ ที่ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเดินไปข้างหน้า แต่ความแตกแยกยังมีอยู่ และเป็นเรื่องยากที่จะเยียวยาด้วยการแข่งขันกันทางการเมือง จึงยังเป็นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน

          "นักวิเคราะห์" มองว่า แม้ไทยกำลังจะกลับเข้าสู่ประชาธิปไตยอีกครั้งหลังอยู่ภายใต้รัฐประหารมา 1 ปี แต่ความแตกแยกที่ยังมีอยู่อาจนำไปสู่การเกิดรัฐประหารขึ้นได้อีก เนื่องจากคนในชนบทเริ่มมีบทบาทในเรื่องการเมืองมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต

Source - เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (Th)

Thursday, August 23, 2007  04:42

 

เกจิการเงินบี้ธปท.ใช้เกมรุกรับมือค่าบาทป่วน

          ธปท.ถกเกจิรับมือค่าเงินบาท หวั่นโลกไร้สมดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายป่วนเข้าเร็วออกเร็ว ค่าเงินผันผวน นักวิชาการติงหารือกว่า 3 ชั่วโมง "โจทย์กว้าง-ไม่มีข้อสรุป" ด้าน "ธาริษา" เผยเป้าหมายการหารือเน้นสร้างความเข้าใจให้เห็นทิศทางเดียวกันมากกว่า ส่วน "ฉลองภพ" มั่นใจ 4 พ.ร.บ.การเงินต้องทันรัฐบาลชุดนี้ ถ้าผ่านจะมีเครื่องมือดูแลมากขึ้น ขณะที่นักการเงิน-นักวิชาการแนะแบงก์ชาติต้องปรับวิธีคิด-เน้นเชิงรุกเพราะเครื่องมือที่มีอยู่ไม่เพียงพอ

          ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าออกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่าเงินบาทผันผวนมาก และที่ผ่านมาการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากจากนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ และนักธุรกิจ จากมุมมองและความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ธปท.จึงเชิญนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ ข้าราชการ และภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯ และสมาคมธนาคารไทย เกือบ 40 คน ประชุมเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ และฟังความคิดเห็นการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมรับมือความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งใช้เวลาประชุมกว่า 3 ชั่วโมง

          นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. แถลงภายหลังการประชุมหารือครั้งนี้ว่า ความท้าทายในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้ คือ การกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ดีอย่างมีเสถียรภาพ ในภาวะที่โลกมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการเงินสูง และยังต้องเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน ดังนั้น ธปท.จึงจัดประชุมฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการและนักปฏิบัติทั้งจากภาครัฐและเอกชน ในหัวข้อ "นโยบายการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการเงิน เพื่อรองรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะปานกลาง"

          โดยผลสรุปของการประชุมที่สำคัญ คือ กรอบนโยบายการเงินที่จะเอื้อให้ประเทศได้ประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวัตน์ ต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับความผันผวนต่างๆ ได้ โดยความท้าทายของนโยบายดังกล่าวจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ กรอบนโยบายการเงินที่ดูแลเสถียรภาพด้านราคา เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน, กรอบการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแบบมีการจัดการ, กรอบการเปิดเสรีบัญชีทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป และมาตรการดูแลความเสี่ยงด้านมหภาค

          "ธาริษา" หวังเห็นทางเดียวกัน

          นางธาริษากล่าวว่า ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงและยั่งยืนของประเทศนั้น เกิดขึ้นจากความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่จากนโยบายการเงินหรือจากการทำให้ค่าเงินอยู่ที่ระดับใดระดับหนึ่ง ในระยะสั้นการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนอาจมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจบางภาคเกินกว่าจะปรับตัวได้ทัน ธปท.จึงมีหน้าที่เข้าดูแลแทรกแซงเป็นครั้งคราวเพื่อลดความผันผวน รวมทั้งมีมาตรการดูแลการเคลื่อนย้ายของเงินทุนประกอบกัน ซึ่งช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทมีความผันผวนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสกุลต่างๆ ในภูมิภาคเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์

          สำหรับประเด็นหลักที่ประชุมให้ความสำคัญและอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง คือกรอบนโยบายการเงินที่จะดูแลทั้งอัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจได้ รวมถึงพิจารณากรอบและวิธีการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนในระยะสั้นของ ธปท. จะมีประสิทธิผลมากขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งทำอย่างไรจะให้ภาคเอกชนมีเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนได้มากขึ้น เพียงพอสำหรับดูแลความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้

          "นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า ธปท.ต้องสื่อความกับสาธารณชนเพื่อให้สังคมเข้าใจและมีความคาดหวังที่เหมาะสมกับสิ่งที่นโยบายการเงินทำได้ รวมทั้งการประสานเชิงนโยบายกับผู้มีส่วนเกี่ยว ข้อง ที่สำคัญความจำเป็นต้องผลักดันให้กฎหมายการเงิน 4 ฉบับออกใช้โดยเร็ว เพื่อรองรับการดำเนินงานให้มีความยืดหยุ่น และเพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง ธปท.กับรัฐบาลให้ชัดเจนขึ้น" นางธาริษากล่าว

          ผู้ว่าการ ธปท.คาดว่า การประชุมครั้งนี้น่าจะทำให้ความคิดเห็นที่หลากหลายและแตกต่างกันของนักวิชาการที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ มีความเข้าใจ และเห็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

          คลังย้ำ กม. 4 ฉบับต้องเสร็จ

          นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดูแลระบบอัตราแลกเปลี่ยน บางช่วงที่มีความผันผวนสูงเครื่องมืออาจไม่พอ ดังนั้นเห็นว่าควรมีการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน หรือ capital control แต่ก็มีผลดีและผลเสีย คือ การควบคุมเงินทุนอาจลดความผันผวนได้ แต่จะทำให้การพัฒนาเครื่องมือรองรับความเสี่ยงช้าลง หรือทำให้ตลาดเงิน ตลาดทุน ไม่มีความลึก และกว้างเพียงพอรองรับความเสี่ยง ดังนั้นการจะออกมาตรการดังกล่าว ธปท.จะต้องชั่งน้ำหนักผลดีผลเสีย (trade off) ให้ดี

          สำหรับเรื่องกฎหมายการเงิน 4 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย, กฎหมายประกอบธุรกิจการเงิน, กฎหมายเงินตรา และกฎหมายสถาบันประกันเงินฝาก รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า เป็นมาตรการหนึ่งเพื่อช่วยพัฒนาระบบการเงิน ดังนั้นตั้งใจจะผลักดันให้เสร็จทันรัฐบาลชุดนี้ เพราะล่าช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว ดังนั้นทั้งกระทรวงการคลังและ ธปท.จะร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสาธารณชนและสภานิติ บัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

          แบงก์ชาติต้องรุก

          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายของ ธปท.มีอยู่ค่อนข้างจำกัด แต่เชื่อว่าหลังจาก พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาบังคับใช้จะทำให้ ธปท.มีเครื่องมือมาก เช่น การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ที่จากเดิม ธปท.มีเฉพาะพันธบัตร ที่ออกมาดูดทรัพย์สภาพคล่องภายหลังการแทรกแซง แต่หาก พ.ร.บ.ผ่านแล้ว ธปท.ก็สามารถที่จะดูดสภาพคล่องด้วยการรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชย์และสามารถจ่ายดอกเบี้ยให้ได้ด้วย

          "การจะให้แบงก์ชาติทำนโยบายแบบเชิงรุกมากกว่าปัจจุบัน ก็ต้องมีเครื่องมือที่ครบด้วย ซึ่งเชื่อว่าทั้งหมดนี้แบงก์ชาติคิดไว้หมด และมีอยู่ใน พ.ร.บ.ธปท.แล้ว" นายวิรไทกล่าว

          ทุกฝ่ายต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่

          ขณะที่นายเชาว์ เก่งชน รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ความผันผวนในตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน คงเป็นไปได้ยากที่ธนาคารกลางประเทศใดจะสามารถดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพได้ แม้แต่ประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากอย่างญี่ปุ่นก็ยังประสบปัญหาเดียวกับไทย ซึ่งขณะนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินขณะนี้มันถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก จึงเป็นไปได้ยากที่จะให้ทั้ง ธปท.และกระทรวงการคลังดูแลให้อยู่ในระดับใดระดับหนึ่งได้ เพราะการทำนโยบายทุกอย่างมีข้อจำกัด

          "ประเด็นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนไม่เพียงแต่เครื่องมือการทำนโยบายของทางการ แต่ผู้ประกอบการตลอดจนผู้ที่อยู่ในตลาดการเงินก็ต้องเปลี่ยนแนวคิดว่าจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่ในภาวะตลาดเงินที่ผันผวนนี้ให้ได้ ส่วนมาตรการของทางการเองที่ผ่านมาก็มีการพิจารณาเพื่อออกตามจังหวะที่เหมาะสมกับสถานการณ์แต่ละช่วงอยู่แล้ว ซึ่งบางส่วนจะถูกมองว่าออกมาล่าช้ากว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็เป็นปกติของผู้ทำนโยบายที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการออกมาตรการแต่ละครั้งย่อมเกิดผลกระทบทั้งด้านลบและบวก เช่น มาตรการ 30% ที่ออกมาแล้วมีผลบวกกับค่าเงิน แต่ก็สร้างผลกระทบด้านลบต่อตลาดหุ้น"

          แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน คือ แนวคิดของ ธปท.ต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินและสถานการณ์แวดล้อม ประเทศไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาตลอด แต่ ธปท.ยังคงดำเนินนโยบายภายใต้แนวคิดที่ว่าประเทศไทยยังขาดดุล จึงไม่เปิดทางให้มีการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ เมื่อเงินทุนไม่มีทางระบายออก เงินบาทจึงได้แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ

          รวมทั้งการปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเป้าหมายการทำนโยบายการเงิน ที่ผ่านมาภาพแสดงให้เห็นว่า ธปท.ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้ออย่างเดียว ความจริงแล้ว ธปท.จะต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนควบคู่ไปด้วย ซึ่งผลของการที่ ธปท.ไม่เปิดให้มีเงินไหลออกนอกประเทศอย่างเต็มที่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ ธปท.มีต้นทุนจำนวนมากในการเข้าไปแทรกแซงตลาด เห็นได้จากจำนวนพันธบัตรที่ออกมาสู่ตลาด 1.4-1.5 ล้านล้านบาท ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 4% ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สูงมาก

          ข้อเสนอที่ไร้ข้อสรุป

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิชาการที่เข้าร่วมประชุม อาทิ นายพลายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นายไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าที่ประชุมมีการแสดงความคิดเห็นหลากหลาย ไม่มีข้อสรุปอะไรที่ชัดเจน เพราะเป็นโจทย์ที่กว้างมาก ส่วนใหญ่กึ่งวิจารณ์และมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน แต่พอสรุปโดยรวมได้ว่า ส่วนใหญ่สนับสนุนให้ ธปท.มีมาตรการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน และดูแลค่าเงินให้ใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งในระยะสั้น-ปานกลาง เพราะความผันผวนของเงินทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ลงในรายละเอียดว่าต้องดำเนินมาตรการอะไร

          ด้าน ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ได้เสนอให้กำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ   ทีดีอาร์ไอ ก็เสนอให้กำหนดเป้าหมายนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งแนวคิดทั้ง 2 ท่านเคยเสนอมาก่อนหน้านี้แล้ว หรือนายสมชัย จิตสุชน เห็นว่าเครื่องมือการดูแลความผันผวนของค่าเงินขณะนี้ยังมีไม่เพียงพอ ธปท.ต้องหาเครื่องมือเพิ่มขึ้น และไม่ใช่เฉพาะฝ่าย ธปท.หรือผู้ดำเนินนโยบายเท่านั้น แต่ต้องหาเครื่องมือให้เอกชนสามารถบริหารความผันผวนของค่าเงินได้ด้วย ด้านนายณรงค์ชัย     อัครเศรณี ประธานกรรมการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ได้เสนอที่ประชุมให้ยกเลิกมาตรการดำรงสำรอง 30% สำหรับเงินทุนระยะสั้น

          ส่วนนายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ประชุมต้องการให้ ธปท.ดูแลการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศในอนาคตที่นับวันจะไหลเข้าออกรุนแรงในเชิงรุกมากขึ้น และมาตรการรองรับไม่ใช่ออกโดย ธปท.แต่เพียงคนเดียว แต่ต้องเป็นมาตรการองค์รวมที่ช่วยกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญ ธปท.ไม่ควรที่จะปิดบังข้อมูล แต่ควรจะชี้แจงทำความเข้าใจ

          นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นโยบายสาธารณะของไทยที่เกี่ยวกับเงินบาทยังมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับสถาบันหรือกฎระเบียบหลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างขาดแคลน และการดูแลค่าเงินบาทไม่ใช่หน้าที่ ธปท.เพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทด้วย เหมือนกรณีที่ประเทศจีนดำเนินการ คือ ให้รัฐวิสาหกิจหรือบริษัทที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ ออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อลดแรงกดดันเงินหยวนไม่ให้แข็ง ขณะที่รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายดังกล่าวเลย

Source - เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (Th)

Thursday, August 23, 2007  04:43

 

ส่งออกทรุดต่ำสุดรอบ29เดือน บาทแข็ง-เศรษฐกิจมะกันฉุด

          ส่งออกเดือน ก.ค.ขยายตัว 5.9% ต่ำสุดในรอบ 29 เดือน "เกริกไกร" ยอมรับเกิดจากปัญหาค่าบาทแข็งค่า-ศก.สหรัฐชะลอตัว ทำให้ส่งออกไปตลาดสหรัฐวูบลง 13.6% แต่ยังมั่นใจไม่กระทบเป้าส่งออก 12.5% เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์-     สิ่งทอ-อัญมณี ลดฮวบ เหตุต้องพึ่งตลาดสหรัฐ

          นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกไทยในเดือนกรกฎาคม 2550 มูลค่า 11,810.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.9% เมื่อเปรียบเทียบกับกรกฎาคม 2549 ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 29 เดือนตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2548 ทำให้ได้ดุลการค้ามูลค่า 211 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลการส่งออก 7 เดือน 2550 มูลค่า 83,4.9.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 16.6% นำเข้ามูลค่า 77,693.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.1% เกินดุลการค้ามูลค้า 5,716.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์การส่งออกในช่วง 1-2 เดือนต่อไปก่อน แต่การส่งออกปีนี้คงจะขยายตัวได้ 12.5% เช่นเดิม หากได้ถึง 15% ก็นับว่าดี

          การส่งออกในเดือนนี้ที่ลดลงจากช่วง 6 เดือนแรกที่ขยายตัว 18.6% ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ทันทีว่าเกิดจากสาเหตุอะไรแน่ แต่เบื้องต้นคาดว่าจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลง ซึ่งทำให้การส่งออกไปตลาดนี้ลดลง 13.6% โดยสินค้าที่ส่งออกลด อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอเครื่อง     นุ่งห่ม และอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลง จนทำให้ผู้ ประกอบการขาดแรงจูงใจในการส่งออกลดเพราะผู้ส่งออกมองว่าส่งไปแล้วได้บาทกลับมาลดลง

          "ปัญหาซับไพรม จะกระทบต่อการส่งออกหรือไม่นั้น ต้องรอดูผลอีก 1-2 เดือน อย่างไรก็ตามการส่งออกขยายตัว 12.5% ยังเป็นไปได้ เพราะยังคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 5% การค้าโลก 7% ขณะนี้เงินบาทเดือนนี้เริ่มอ่อนค่าลง เอกชนได้ไปบุกเบิกขยายตลาดต่างประเทศ พร้อมกับที่กรมส่งเสริมการส่งออกเตรียมที่จะจัดกิจกรรมแฟร์อีก 8 งาน และ Thailand Exhibition อีก 7 งาน"  นายเกริกไกรกล่าว

          ทั้งนี้ สินค้าที่ส่งออกลดลงในเดือนกรกฎาคมทั้งปริมาณและมูลค่า ได้แก่ ข้าว ปริมาณและมูลค่าลดลง 21.6 และ 10.9% เนื่องจากค่าบาท การเพิ่มค่าระวางเรือ และการชะลอการสั่งซื้อในตลาดแอฟริกา มันสำปะหลัง ลดลง 35.1 และ 10.3% เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูกาลผลผลิตลดลง แต่ความต้องการในตลาดยังมีมาก ผักและผลไม้สดแช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูป ลดลงจากปัญหาบาท ค่าระวางเรือปรับขึ้น และการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเช่นกัน ส่วนสินค้ายางพารา กุ้งแช่แข็งและแปรรูป มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น แต่มีมูลค่าลดลง แต่มีเพียงน้ำตาล และอาหารที่เพิ่มขึ้น 0.2 และ 64.6% ตามลำดับ ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวลดลง อาทิ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า และเครื่องใช้/ เครื่องประดับตกแต่งบ้านจากปัญหาค่าเงินบาท และการแข่งขันกับคู่แข่ง โดยเฉพาะจีน

          ตลาดส่งออกสำคัญ การส่งออกไปตลาดใหม่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 16.3% เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกปี 2550 ที่ขยายตัว 26.3% ขณะที่ตลาดหลักลดลง 1.7% จาก 6 เดือนแรกที่ขยาย 13.0 ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกตลาดใหม่ เพิ่มเป็น 45.4% จากเดิม 43% และตลาดหลักลดลงเหลือ 54.6% จากเดิม 57% ทั้งนี้ตลาดหลักมีการขยายตัวแบบชะลอตัว ได้แก่ สหภาพยุโรป 7% ญี่ปุ่น 1.7% ส่วนอาเซียนลดลง 13.6% แต่ตลาดใหม่ขยายตัวสูงขึ้น อาทิ อินเดีย 81.2% ยุโรปตะวันออก 70.8% จีน 18.1%

          นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 400 ตัวอย่าง ระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. เกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ประกอบการ เพื่อคาดการณ์ผลกระทบของมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTM) คาดว่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกไทยปี 2550 หายไป 4,396.99 ล้านบาท ลดลงจากการคาดการณ์ส่งออกทั้งปีที่มูลค่า 5.5 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 12% และทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 5,080.49 ล้านบาท การจ้างงานลดลง 4,935 คน

Source - เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (Th)

Thursday, August 23, 2007  04:44

 

แนวพระราชดำริ กังหันชัยพัฒนา ให้มีประสิทธิภาพ

          พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเพิ่มเติมในการผลิตกังหันน้ำชัยพัฒนา ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้มีการศึกษาและวิจัยกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เมื่อเวลา 16.45 น. วันที่ 22 ส.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน ภาคเอกชน หรือ กกร. ประกอบไปด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมคณะบุคคล เฝ้าทูลละออง ธุลีพระบาท กราบบังคมทูลรายงานผลการดำเนินการศึกษาและวิจัยกระบวนการผลิตกังหันน้ำชัยพัฒนา เพื่อให้สามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายกังหันน้ำชัยพัฒนา จำนวน 60 เครื่อง เพื่อพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

          สำหรับกังหันน้ำชัยพัฒนาเป็นเครื่องกลเติมอากาศ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวพระราชดำริ ให้ประดิษฐ์ขึ้น โดยทรงได้แนวทางจากหลุบ ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านา อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นจุดคิดค้นเบื้องต้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาและวิจัย โดยดำเนินการจัดสร้างเครื่องมือบำบัดน้ำเสีย ร่วมกับกรมชลประทาน ซึ่งได้มีการผลิตเครื่องกลเติมอากาศได้ในเวลาต่อมา โดยมีคุณสมบัติในการเติมออกซิเจน หรือการเติมอากาศลงไปในน้ำ สามารถปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับแหล่งน้ำสาธารณะและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ที่มีความลึกมากกว่า 1 เมตร ความกว้างมากกว่า 3 เมตร และความยาวมากกว่า 4 เมตร สามารถผลักดันน้ำให้เคลื่อนที่ผสมผสานออกซิเจน เข้ากับน้ำในระดับความลึกใต้ผิวน้ำเป็นอย่างดี ทำให้อากาศถ่ายเทลงไปในน้ำ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตและเพาะตัวของแบคทีเรียได้อย่างรวดเร็ว จนมีจำนวนมากพอที่จะทำลายสิ่งสกปรกในน้ำให้หมดไป ซึ่งกังหันน้ำชัยพัฒนา สามารถบำบัดน้ำเสียที่มีค่าความสกปรก 250 มิลลิกรัมต่อลิตรได้วันละ 600 ลูกบาศก์เมตร ลดค่าความสกปรกได้สูงกว่าร้อยละ 90 มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพียงลูกบาศก์เมตรละ 96 สตางค์ น้ำเสียที่มีความสกปรกคิดเป็นกิโลกรัม เสียค่าใช้จ่ายเพียง 3.84 บาท

          โอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน แนวพระราชดำริเพิ่มเติมในการผลิตกังหันน้ำชัยพัฒนา ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ความตอนหนึ่งว่า นักวิชาการบางคนอาจไม่รู้อะไรเป็นยังไง ที่จริงน้ำจะลงมาอย่างไรก็ตาม น้ำที่พุ่งอย่างไรก็ใช้ได้ อย่างนี้ที่มันประหยัดที่สุด น้ำหนักของน้ำลงใหญ่กว่าสูงกว่าฝายอันนี้ ความจริงคือน้ำขึ้นไป พ่นไป คือปล่อย ไม่ใช่พ่น ปล่อยใช้ได้ไม่ต้องหมุน คือ หมุนอย่างนี้เป็นการประหยัด เขาพุ่งพุ่งก็ให้ไปกระทบกับฝา ให้กระทบกับขึ้นมาแค่ไหน ตอนแรกก็ใช้น้ำหนักหน่อย ใช้น้ำหนักของน้ำหล่นลงไป มีผลให้กระจายกว้างออกไป ก็เรื่องกำลัง ต้องไม่ให้กว้างเกินไป อันนี้ใช้ มาหลายปีแล้วอย่างนี้ หลุบถ้าทำให้กระจุยกระจายออกมามากเกินไปก็เท่ากับจะต้องการให้เป็นฝอย ไม่ต้องการให้เป็นฝอย ฝอยพอประมาณ ฝอยมากเกินไปใช้กำลังมาก

          โอกาสเดียวกันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าถึงคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง ด้วยพระอารมณ์ขันว่า คุณทองแดงยังมีชีวิตอยู่ ทองแดงนี่ไม่ได้เป็นอะไรอายุ 5 ขวบ มีคนเขาลือว่าทองแดงตายแล้ว ตายได้ยังไงมันเดินตาม ถ้าโคลนนิ่งแล้วไม่ต้องมีหลานเหลน เลี้ยงจะแย่แล้วหลานเหลน ทองแดงนี่เป็นคนไทยแท้ ส่วนลูกไม่ใช่คนไทยแท้ เป็นอเมริกันเป็นลูกไอ้กัน สามีเขาก็ยังอยู่

 

Source - เว็บไซต์ไทยรัฐ (Th)

Thursday, August 23, 2007  05:14

 

หอการค้าหารือผู้ว่าฯกาญจนบุรีหาช่องทางเปิดด่านพระเจดีย์สามองค์ด้านประเทศพม่

          นายธีรชัย ชุติมันต์ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า หอการค้าจังหวัดกาญจนบุรีได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการ เรื่องขอให้มีการผ่อนปรนการใช้ พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 5 ทวิ มาใช้เหมือนกับทางจังหวัดชายแดนอื่น ๆ ซึ่งนำมาตรา 5 ทวิมาอนุโลมใช้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม จ.กาญจนบุรี ยังไม่สามารถนำมาตรา 5 ทวิมาใช้ได้ ถึงแม้ว่าแนวทางศุลกากรฯ ไม่ขัดข้องหากจะใช้ มาตรา 5 ทวิ มาบังคับใช้เป็นการชั่วคราว แต่เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงไม่อนุมัติ ดังนั้นจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการค้าชายแดนต้องได้รับความเดือดร้อนกว่า 150 ราย รายได้จากการส่งออกหายไปเดือนละกว่า 300 ล้านบาท

          นายธีรชัย ชุติมันต์ กล่าวว่าจากปัญหาดังกล่าวได้นำคณะกรรมการหอการค้า จ.กาญจนบุรี ภาคธุรกิจเอกชน ผู้ประกอบการค้าชายแดน และนายธวัช ไตรรุ่งตระกูล ส.อบจ.กาญจนบุรี เขต อ.สังขละบุรี เข้าพบและหารือกับนายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้รับคำแนะนำว่า หอการค้าต้องประสานงานกับภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ผู้ประกอบการการค้าชายแดนทุกราย เรียกประชุม และสรุปรายงานการประชุมเพื่อหาแนวทางที่ชัดเจนว่า การขอให้เปิดด่านในครั้งใหม่นี้มีจำนวนปริมาณของสินค้าที่จะนำเข้าและส่งออกเท่าใด สินค้าอะไรบ้าง และมีระยะเวลาเปิดและปิดที่แน่นอนชัดเจน โดยนายอำนาจ ผการัตน์ ผจว.กาญจนบุรี จะนำเรื่องประสานกับประเทศพม่า เพื่อเปิดด่านพระเจดีย์สามองค์ ฝั่งประเทศพม่า ต่อไป.

 

Source - เดลินิวส์ (Th)

Thursday, August 23, 2007  08:11

 

ในหลวงตรัส"ลือได้อย่างไรทองแดงตาย"

          ยังเดินตามหลังเราอยู่

          ในหลวงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ กกร.เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งถึง "คุณทองแดง" ตรัส "มีคนลือว่าตายแล้ว ไปลืออย่างนั้นได้อย่างไร ยังเดินตามหลังเราอยู่"

          เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยคณะเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อกราบบังคมทูลรายงานผลการดำเนินการศึกษาและวิจัยกระบวนการผลิตกังหันน้ำชัยพัฒนา เพื่อให้สามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรม และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายกังหันน้ำชัยพัฒนา จำนวน 60 เครื่อง เพื่อพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกับโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เนื่องในวโรกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

          ทั้งนี้ ระหว่างพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสกับผู้เข้าเฝ้าฯ ทรงกล่าวตอนหนึ่งว่า "ทองแดง (สุนัขทรงเลี้ยง) เวลานี้อายุ 9 ขวบ มีคนลือว่าทองแดงตายแล้ว ไปลืออย่างนั้นได้อย่างไร ยังเดินตามหลังเราอยู่ ทองแดงเป็นคนไทยแท้ แต่ลูกไม่ใช่ไทยแท้ เป็นแอฟริกัน สามีก็ยังอยู่ แต่พันธุ์นี้ไม่เห่า แต่ตอนนี้เห่าเป็นภาษาไทยแล้ว เพราะคุณทองหลางสอนให้เห่า"

          อนึ่ง กังหันน้ำชัยพัฒนา เป็นเครื่องกลเติมอากาศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวพระราชดำริให้ประดิษฐ์ขึ้น โดยทรงได้แนวทางจาก       "หลุก" ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านา อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นจุดคิดค้นเบื้องต้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มูลนิธิชัยพัฒนาสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาและวิจัย โดยดำเนินการจัดสร้างเครื่องมือบำบัดน้ำเสียร่วมกับกรมชลประทาน ซึ่งได้มีการผลิตเครื่องกลเติมอากาศขึ้นในเวลาต่อมา มีคุณสมบัติในการเติมออกซิเจนหรือเติมอากาศลงไปในน้ำสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ สามารถบำบัดน้ำเสียที่มีค่าความสกปรก 250 มิลลิกรัมต่อลิตร ได้วันละ 600 ลูกบาศก์เมตร ลดค่าความสกปรกได้สูงกว่าร้อยละ 90 มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพียงลูกบาศก์เมตรละ 96 สตางค์ น้ำเสียที่มีความสกปรกคิดเป็นกิโลกรัม เสียค่าใช้จ่ายเพียง 3.84 บาท

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)

Thursday, August 23, 2007  08:28

 




บทความ/สาระ

คนตาก พร้อมบิน เร่งรัดให้ขยายสนามบิน ฟื้นการใช้สนามบินรับโบอิ้ง บูมท่องเที่ยว ขนส่งสินค้า รับ AEC
รัฐไทย-เมียนมา หารือเพิ่มจุดผ่านแดนถาวร กระตุ้นการค้าสองชาติขยายตัว
แม่สอด เขตเศรษฐกิจพิเศษหมื่นล้าน
"แม่สอด" เกต์เวย์ถนนระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก
พม่า โอกาสการค้า-การลงทุนที่ SMEs ไทยไม่ควรมองข้าม
เปิดฟ้ามะละแหม่ง แม่สอดสานท่องเที่ยว
ประธานหอการค้าตาก เผยเขตเศรษฐกิจชายแดนแม่สอด เนื้อหอม นักธุรกิจ"ไทย-จีน-ญี่ปุ่น" สนใจลงทุนชายแดน และฝั่งพม่า
พฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียน”...ตัวแปรสำคัญที่ SMEs ไทยควรรู้ก่อนก้าวสู่ AEC
พลังงานน้ำมัน...ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
พริกกะเหรี่ยง : การพัฒนาพันธุ์พื้นเมืองสู่พันธุ์การค้า
เดินทางเสริมสร้างมงคลกับ 9 วัดอารามหลวง
ไฮไลท์“ลอยกระทง” เสน่ห์สีสันแห่งสายน้ำ
เหลียวหลังแลหน้าเลือกตั้งพม่า7พ.ย.
อสังหาฯป่วน 'แบงก์'ระงับปล่อยกู้ แนะกลยุทธ์ไม่ให้ถูกยึดบ้าน ผ่อนไม่ได้มีทางออก!
เอกชนจี้สลายขั้วรัฐบาลเก่า _ทุกภาคส่วนเริ่มมีหวัง ลุ้นได้นายกฯใหม่คนดีมีฝีมือ
เชื่อมทาง 3 แม่ สู่แดน 3 หมอก
เพิ่มงบฯขาดดุลแสนล้าน ไม่ใช่หลักประกันความเสี่ยงเศรษฐกิจ 52
'สมชาย' +เซ่นตุลาเดือด + บิ๊กธุรกิจบีบยุบสภา หวั่นความรุนแรงลุกลามทุบท่องเที่ยว ตลาดทุนป่นปี้
เชียร์กองทัพ “ปฏิวัติ” ก่อนชาติพัง! 2 ขั้วเมิน “คนกลาง” –ชี้ ‘คนชั้นสูง’ เสริมจุดแข็งพันธมิตร
วิกฤตสหรัฐกระทบไทย ชำแหละกองทุนรวม ผู้ถือหุ้นเจ๊งระนาว!
ทุนเชียงรายเพรียกหา“ศูนย์กระจายสินค้า” รับระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้เชื่อมจีน
หอฯเหนือถกแผนรับมือคุนหมิง-กรุงเทพฯหวั่นไทยเป็นทางผ่าน
เลห์แมนล้มฉุดทุนไทย + ต่างชาติเทขาย 2 แสนล้าน/ธนาคารแห่งประเทศไทยผวาเงินไหลออก/เอไอเอสำรองฉุกเฉินเพียบ
เกษตร4แสนไร่สังเวยอุทกภัย ประกันเมินพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก
เปิดบัญชีกลุ่มธุรกิจหลังสิ้นยุค ‘ทักษิณ’เรืองอำนาจ ธุรกิจอิงการเมืองฟุบ บิ๊กอสังหาฯ กระอัก
'รัฐบาลทำอะไรผิด' ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงตรงไหน?
ทองทุบสถิติ 30 ปี ถือ 7วันกำไร 600 บาท เซียนเตือนอย่า'บุ่มบ่าม'
“พลังงานทางเลือก” จุดเปลี่ยนเกมค่ายรถ มะกัน-ญี่ปุ่นใครจะคว้าชัยในเวทีใหม่
สตง.พบ 2 โครงการปล่อยกู้ 'ฮุนเซน' เอื้อชินคอร์ป? คดีเอ็กซิมแบงก์ โผล่เขมร ทักษิณ!ตัวการอีกแล้ว
20.08น. วินาทีเปิดปักกิ่งเกมส์ โชว์สปิริตเอเชียที่สุดแห่งโอลิมปิก
ศึกแบงก์ชิงเงินฝากปรอทแตก
นอมินีรากหญ้า ถึงยุค ‘คนไทย’ ตายหยังเขียด
รัฐถังแตกสั่งรื้อภาษีที่ดินใหม่ คนมี 'บ้าน-ที่ดิน'อ่วมจน-รวย !จ่ายเท่ากัน
ปราสาทพระวิหาร 'มรดกโลก'ทับซ้อน พลังงานไทย-เขมร
ค้าปลีกระนองแท็กทีมแข่งโลตัส + ชูกลยุทธ์เชิงรุก-เปิดดีลิเวอรีตีกินตลาดต่างอำเภอ
ปลุกสำนึกพลเมืองรวมพลังฝ่าทางตันสังคมไทย
น้ำมันพ่นพิษขาดดุลการค้า-เดินสะพัดสูงสุด 'เลี้ยบ'ลั่นเร่งออกมาตรการรับมือให้เร็วขึ้น
โชว์ห่วยลุ้นสนช. เข็นพ.ร.บ.ค้าปลีก ทันสมัย'สุรยุทธ์'
กูรูร้านอาหาร/ค้าปลีกไทยใน'ดูไบ' ชี้ช่อง'ทำธุรกิจแดนอาหรับ'
สินค้าจ่อขึ้นราคาอีกรอบ + หลังบะหมี่ขาวมาม่านำร่องขึ้นเป็น 7 บาท/มาลีบ่นอุบต้นทุนกระป๋องขึ้น 20%
ข้าวยากน้ำมันแพง
ข้าวแกงแซงฟาสต์ฟูด + คนไทยคอตกสินค้ายกทัพขึ้นราคา/เมย์เดย์ค่าจ้างเพิ่มแค่ 9 บาท
แผนแก้วิกฤตอาหารโลกแค่ภาพลวงตา ข้อมูลจริง คนไทยตายผ่อนส่ง!
มองโลจิสติกส์ไทย ผ่านมิติ 'ดร.ปรีชา พันธุมสินชัย' แนะสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยRosettaNet
กลยุทธ์บริหารโลจิสติกส์ด้วยการจัดสรรเป้าประสิทธิภาพ(ตอนจบ)
ชี้ช่องรัฐ... วางโมเดล 'เอาชนะ' ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง
กลยุทธ์บริหารโลจิสติกส์ด้วยการจัดสรรเป้าประสิทธิภาพ(ตอน1
ไทยเปิบข้าวแพงขึ้น 30% + แบรนด์ข้าวถุงงัดข้อ 'มิ่งขวัญ' งดส่งโมเดิร์นเทรด, แบงก์แฉเล่ห์โรงสีเบี้ยวหนี้
น้ำมันตลาดโลกพุ่ง ปตท. สุดอั้น ตรึงราคารัฐเหลว
ดาวน์30บาทถอยเชฟโรเลต โตโยต้าเกทับซื้อวีโก้ลุ้นรับวีโก้
เปิดเดินรถไฟเชื่อมไทย-ลาวเม.ย.นี้
ผู้ผลิตยอมอุ้มผู้บริโภค + ยูนิลีเวอร์/สหพัฒนฯขานรับกรมการค้าภายใน มีนาคม-กรกฎาคม ลดราคาสินค้า 2-3 บาท/ชิ้น
หอการค้าเชียงรายเดินหน้าเชื่อม4ชาติ
เดิมพัน 4 หมื่นล้านปั๊มเศรษฐกิจ + 'คลัง' คาดหวังอสังหาฯ-มนุษย์เงินเดือนปลุกกำลังซื้อดันจีดีพีโต 6%
UD Packaging เทรนด์ใหม่....รู้ก่อนรวยก่อน
สงครามสินค้าราคาแพง ฉากจบที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
บีบธปท.ลดดอกเบี้ย + เอกชนพ้องเสียงกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้านเงินไหลเข้าเก็งกำไร2ต่อดอกเบี้ย-ค่าเงิน-ซับไพรม์
วิกฤติราคาน้ำมันกำลัง เปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก
เคล็บลับเก็งกำไร”บ้าน-ที่ดิน” เปิดทำเลทอง ทั่วประเทศ
กลเม็ดหาน่านน้ำใหม่ ของ 3 แบรนด์ที่ยักษ์ใหญ่ฟัดไม่ลง
หลากปัญหารุมเร้า... ปี2550-2551 คนไทยเสี่ยงป่วยทางจิต
เศรษฐกิจฝืด เงินบาทแข็ง ทัวร์ใน-นอก แก้เกมดึงคนเที่ยวปีใหม่
พลิกตำรารบ 3 แบรนด์ “โครงการหลวง
เปิดโผ....10 อาชีพฮอตฮิต เรียนแล้วไม่ตกงาน !
ทุ่มแจกโบนัสสู้เงินเฟ้อ + ปลอบขวัญสู้ศึกของแพงปี 51 / TDRI แนะปรับรายได้ต้องไม่น้อยกว่า 7.5%
ลูกเล่นการตลาด 4 พรรคการเมืองใหญ่
ยักษ์ไทยการ์เมนต์ออกอาการเซ + ยอดขายวืดเกือบ 700 ล้าน/จีน-ปินส์ก๊อปปี้สินค้าตีตลาดยับ
ชำแหละส่งออกโค้งสุดท้าย เป้า 4.9 ล้านล้าน พลาด-ไม่พลาด?
คนจีน-คนไทยก็เจอของแพงเหมือนกัน
เจาะกลวิธีหาเงิน 6 พรรคใหญ่ อภิมหาโปรเจกล้านๆ ๆ ฝันที่เป็นจริง
คลังรีดแวต-ภาษีเงินได้ + ขยายฐานรายได้เข้ารัฐ/รับมือประชานิยมรัฐบาลหน้า
ยักษ์ค้าปลีกแข็งข้อพาณิชย์ เมินร่วมถกไกด์ไลน์ค้าปลีก
เส้นทางไล่ล่าใหม่ 2 อภิไทคูน เจริญ-ธนินทร์
เอ็มโอยู'ค้าปลีก เป็นธรรมทุกฝ่าย เลิกขายต่ำกว่าทุน
โมเดิร์นเทรดรุกฆาต! ขวางพ.ร.บ.ค้าปลีกฯสุดฤทธิ์
ระวังตกเป็นเหยื่อรายใหม่ แฉสารพัดกลโกง การเงิน!
โชวห่วยขอนแก่นประสานสมาชิกเร่งทำคัตเอาต์หนุนพ.ร.บ.ค้าปลีก
ยุทธศาสตร์แห่งอนาคตสู้ศึกใน-นอก ยุคผู้ประกอบการไทยโดดเดี่ยว ชนิดไม่ต้องง้อรัฐบาลใหม่
สินค้าฝ่อมนต์ปลุกลูกค้าเสื่อม
สิ้นปีส่งออกอาหารทะลุ 6 แสนล.2 สภาฯเชื่อปีหน้าสิ้นคาแพงขึ้น
ยุบ ร.ส.พ.องค์กรฟอกหนัง-แบตเตอรี่ยังไม่พอ อีก 2 แห่งจ่อคิว! “สบพ.-กคช.” หนาว
หอฯลำปางชวนนักศึกษาประกวดแผนการตลาด
ฟูจิฟาร์ม” ข้าวญี่ปุ่นบนแผ่นดินไทย
Stacey ปฏิวัติวงการของขวัญ ชูจุดขายผู้รับไม่พอใจ ‘เปลี่ยนได้’
เปิดบันทึกสู้ศึกโมเดิร์นเทรด"โชวห่วย"แพร่ มุ่งคืนกำไรโครงการ 4-ลุ้นเกิด"สำนึกท้องถิ่น"
พาณิชย์เจียระไนมุกดาหาร ศูนย์กลางการท่องเที่ยวชายแดน
‘20 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (2) article
‘20 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (1) article
อันตราย! อากาศร้อนจัดเสี่ยงเกิดโรค “ฮีตสโตรก
ทุนจีนลุยลงทุนจากเชียงรุ้ง-ริมน้ำโขง/คสศ.จี้รัฐปรับแผนรับสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ article
เวียดนาม-สหรัฐฯ ดี๊ด๊านัดเจรจาเตรียมเปิด FTA article
รุ่น "เตี่ย" กับ "เสี่ย" "รอยต่อ" ธุรกิจสองเจนฯ article
อุด "รูรั่ว" กิจการ article
สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการเป็นผู้ประกอบการ article
แต่งร้านให้ได้ล้าน : ฟื้นฟูร้านค้าปลีกด้วยดีไซน์ article
โชวห่วยฮึดสู้โมเดิร์นเทรดอีก ชูเพลงปลุกใจ-อัดซัปพลายเออร์ช่วยไม่เต็มที่ article
แนวรบค้าปลีกภูธรปี"50 ระอุ รัฐบาล-สนช.เร่งคลอด พ.ร.บ.ค้าปลีก โชห่วยลุ้นช่วยต่อลมหายใจธุรกิจ article
ค้าชายแดนเฮพม่าจู๋จี๋กะเหรี่ยง article
ส่งออกเวียดโต 22% เชื่อปีหน้าทะลุ $46 พันล้าน article
แนะ3ขุมพลังศก.จีนจับมือรุกตลาดโลก article
เลขาฯ ยูเอ็น แสดงความยินดีที่พม่าปล่อยตัวนักโทษการเมือง article
ผู้ถือหุ้นชี้ชะตาไอทีวี +วิบากกรรมสื่อเสรี รอโหวตต่อชีวิต 29 ธ.ค. ลือเทมาเสกขายหุ้นทิ้ง มีกลุ่มใหม่จ้องเสียบ article
เราจะปล่อยให้ ร้านค้าปลีกไทยตายหมดหรือ article
ต้มยำกุ้งปัดส่งเงินหนุนโจรใต้ จี้"สุรยุทธ์"พูดให้ชัดหวั่นคุมเข้ม article
จุดเปลี่ยนประเทศไทย article
15 แนวทางการปรับตัวของค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อความอยู่รอด article
ดัชนีเชื่อมั่นคนไทยปรับเพิ่มในรอบ5เดือนอานิสงส์คปค article
เมื่อโลตัสแม่สาย บุกทำลายวิถีการค้าท้องถิ่นยับ มินิมาร์ท-ซุปเปอร์สโตร์-โชว์ห่วยปิดกิจการเพียบ article
หลัก 5 ประการที่ร้านค้าปลีกควรใส่ใจ article
เปิดรูโหว่ "หวยบนดิน" "เงินบาป" ที่คนเห็นแก่ได้ อยากล้วง article
Singapore most competitive economy in Asia: survey article
New migrant worker regulations in Tak Province article
พาณิชย์เพิ่งตื่นคุมกำเนิดโมเดิร์นเทรดช่วยโชห่วย article
ค้าปลีกไทยเดี้ยงหมดทางสู้จี้รัฐเข้มกติกาคุมยักษ์ต่างชาติ article
หอฯเมืองคอนชี้เศรษฐกิจฝืด ห้างฯยักษ์สู้เดือดดับค้าปลีก article
หอฯกระบี่ ปลุก อปท.ต้านค้าปลีกข้ามชาติ หวั่นรายย่อยท้องถิ่นสูญพันธุ์ article
ขายสาขา"ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต"ให้ท็อปส์ "ตันตรานนท์"พ่ายทุนค้าปลีกข้ามชาติ article
นโยบายก๊าซหุงต้ม 2 ราคา ทางแก้ไม่สะเด็ดน้ำของรัฐ
New capital brings Myanmar rulers closer to problem border regions article
กสิกรไทยรุกขยายตลาดSMEsใต้ชี้"อุตฯยาง-รถยนต์-จยย."ยังฉลุย article
Change Management จงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น article
ร้านทองพิษณุโลกอัดโปรโมชั่นดึงลูกค้าเข้าร้าน article
โอเชียน ชุมพร ปรับกลยุทธ์รับศึกโมเดิร์นเทรด article
สินค้าชิงช่องทางค้าปลีกทุกเม็ด เซลส์-หน่วยรถหัวปั่นสร้างยอด article
แปลงโฉมบรรจุภัณฑ์ เปลี่ยนดีไซน์ ดันยอดขาย เพิ่มมูลค่า article
ปักหลัก"จังหวัดเบ๊นเตร"ผลิตครบวงจร "ลิเบอร์ตี้-แอพพาเรล"ย้ายฐานไปญวน article
สรุปผลโพล "คุณเห็นด้วยกับการตัดถนนเส้นอุ้มผาง-คลองลาน หรือไม่?" article
'หอการค้าไทย' ชี้เศรษฐกิจปีนี้โตไม่เกิน4% เหตุการเมืองอึมครึม article
ไปรอด ไปโลด : รู้เรา ด้วยแผนธุรกิจ article
จีนจัดทัพเตรียมใหญ่ในอาเซียน article
งานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกเมืองคุนหมิงของจีนปี 2006 article
ศูนย์การค้าจีนไทยก่อตั้งขึ้นที่เมืองคุนหมิน article
บทสัมภาษณ์นายด่านศุลกากรเชียงแสน "สนับสนุนเขตปลอดภาษีหรือนิคมปลอดภาษีสินค้าจีนที่เชียงราย" article
แผนลงทุน Contract Farming ปี 2549-2550 จังหวัดตาก article
ขอเชิญร่วมถวายพระพรและบริจาคในโครงการ "ไทยทั้งชาติ ถวายพระพร ร้อยอักษร ถวายพระเจ้าอยู่หัว" article
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 15 ส.ค. 2550
สินค้าเปิดศึกรับลมหนาว +สกินแคร์/เสื้อกันหนาว/เครื่องทำน้ำอุ่นอัดกิจกรรมแย่งแชร์อุตลุด
เสื้อผ้าโลคัลลุ้นเศรษฐกิจฟื้น + พีน่ากรุ๊ปเร่งบริหารต้นทุนเพิ่มทางรอด/บลู พินฯเลื่อนนำเข้า 2 แบรนด์อินเตอร์
เชิญบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยนากรีส
ก๊าซหุงต้มถังละ300 +ชง 'ปิยสวัสดิ์' ชี้ขาดเดือนนี้/จี้แท็กซี่ติดเอ็นจีวี รับเปลี่ยนตัวถังฟรี ***หัวหน้าข่าวต่อ::สินค้าจ่อปรับราคาอีก10รายการ
อุดรฯตั้งหอการค้าระดับอำเภอ รองรับศก.ขยายตัว
ขุมทรัพย์ครึ่งแสนล้านไทย ยังไม่ติดเชื้อไฟสงครามย่างกุ้ง
เผือกร้อน...บิ๊กหอการค้าไทย 19 หอฯภาคอีสานสิ้นหวัง พ.ร.บ.ค้าปลีก
ศูนย์การค้ารวมพลังร้องพาณิชย์ ค้าน"ม.24"พรบ.ค้าปลีกฉบับสนช.
นักธุรกิจไทยหนีลงทุนพม่าซบเวียดนาม ด้านหอฯ เชียงรายเร่งหม่องเปิดด่านจีน
พ.ร.บ.ค้าปลีกแท้ง! โมเดิร์นเทรดเฮ... กรรมาธิการสนช.แห้ว
เปิดโอทอปบึงลาดโพธิ์ บริการนักท่องเที่ยว
ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามอง
บริหารการเงิน...เพื่อชีวิตที่พอเพียง
Silverlake” อาณาจักรไร่องุ่นของ “สุพรรษา” นางเอกรุ่นใหญ่
‘สปันจ์’ เบเกอรี่เงินล้านลุยแฟรนไชส์
เชื่อมั่นภาค ‘การค้า-บริการ’โงหัวไม่ขึ้น สสว.เผยดัชนี “อสังหาฯ” กระทบหนักสุด
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 04 ก.ย. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 5 ก.ย. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 28 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 28 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 28 ส.ค. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 23 ส.ค. 2550
เชิญเข้าร่วมงานแสดงสินค้าTHAIFEX - World of Food ASIA 2008
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันที่ 21 ส.ค. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 20 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 20 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 20 ส.ค. 50
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 20 ส.คง 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 20 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 16 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 16 ส.ค. 50
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 16 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 15 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประจำวันที่ 15 ส.ค.50
ดูริโอ้” ธุรกิจนักเศรษฐศาสตร์ คนตกงานสู่เถ้าแก่รุ่นเยาว์
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 10 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 10 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 10 ส.ค. 2550
ฮงล้วแม่สอดสู้ค้าปลีกต่างชาติ ดึงลูกค้าไทย-พม่ากลับมาถึง 60%
ฮงล้วแม่สอดสู้ค้าปลีกต่างชาติ ดึงลูกค้าไทย-พม่ากลับมาถึง 60%
ยักษ์ค้าปลีก/คอนซูมเมอร์ ออกแคมเปญกระตุ้นกำลังซื้อ
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 06 ส.ค. 2550
สรุปข่าวหน้า 1 ประจำวันที่ 06 ส.ค. 2550
สรุปข่าวเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 06 ส.ค. 2550
เที่ยวอิ่มบุญกับไฮไลท์งานเข้าพรรษา
อนาคต"โชวห่วย"ใต้เงามัจจุราช(จบ) ห้างยักษ์ยึดทั่วไทยจุดจบร้านชุมชน
โมเดิร์นเทรดส่งโมเดลใหม่อาละวาด เย้ยกฎหมายค้าปลีกไทยเงื้อง่าราคาแพง
“ปิยะบุตร” ย้ำอุตฯ สิ่งทอยังไปได้-แถมต้องการแรงงานอีกเพียบ
ปัญหาแรงงานเข้าขั้นวิกฤติ 7จังหวัดอันดามันขาดแคลนหนัก
สิ่งทอผวาอียู-สหรัฐเลิกเซฟการ์ดจีน +มีผลบังคับใช้ไทยตกที่นั่งลำบาก/สั่งเบนเข็มเร่งยึดตลาดอาเซียน
ผลสำรวจ SMEs ให้ความหวังเชื่อปี 50 ทำรายได้ 4.908 ลล.บ.
ผลสำรวจ SMEs ให้ความหวังเชื่อปี 50 ทำรายได้ 4.908 ลล.บ.
เตรียมลดภาษีกู้เศรษฐกิจชายแดนใต้ เล็งผุดนิคมฯฮาลาลแห่ง 2 ที่นราธิวาส
ไม้พม่าทะลักเข้าไทยต่อเนื่อง 6 เดือน 1.5 หมื่นตัน 260 ล.
หอการค้าอุดรฯไอเดียกระฉูด จัดประกวด "แผนธุรกิจ" นักศึกษา ปูทางสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่
หอการค้า-เอกชนสงขลาชงรัฐ 6 มาตรการ อุ้มธุรกิจ12 อำเภอเสริมเขตพัฒนาพิเศษฯ
กรมส่งเสริมฯสอบข้อเท็จจริง"ผักกางมุ้ง" ย้ำหากรัฐผิดพร้อมเลิกหนี้เกษตรกรพบพระ
กรมส่งเสริมฯสอบข้อเท็จจริง"ผักกางมุ้ง" ย้ำหากรัฐผิดพร้อมเลิกหนี้เกษตรกรพบพระ
นักธุรกิจภูเก็ตนำเข้าจยย.ไฟฟ้าจากจีน เจาะตลาดกลุ่มประหยัดน้ำมัน-ดูแลสวล.
เงียบมานาน..พม่าพูดชัดประเคนหลุมก๊าซให้จีน
เตรียมความพร้อมโลจิสติกส์ไทย รับสถานการณ์เปิดเสรีการค้าจีน-อาเซียน
เส้นทางต่อสู้ค้าส่งค้าปลีกรายย่อยยุคค้าปลีกข้ามชาติสยายปีกเต็มเมือง
หอฯตราดชี้ปัญหาศก.-การเมือง ไม่กระทบท่องเที่ยว-ค้าชายแดน
พาณิชย์จัดประชุมใหญ่ดันธุรกิจไทยโกอินเตอร์
เผยพ.ร.บ.ค้าปลีกกระทบผู้บริโภค จับตาผลกระห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบ
โชวห่วยร้องพาณิชย์ยักษ์ค้าปลีกเร่งผุดสาขา
กรมพัฒนาธุรกิจฯ ดัน SMEs โกอินเตอร์ มั้นใจเศรษฐกิจชะลอตัวไม่กระทบธุรกิจไทย
สิ่งทอ - จักรยานยนต์ธุรกิจดาวรุ่ง …!แนะพ่อค้าไทยเกาะติดเวียดนามฟีเวอร์
โชวห่วยพะเยาผนึกสมาพันธ์ฯต้านห้างยักษ์ แนะปิดทางเข้า-พ่อค้าปากช่องนัดม็อบ 27 เม.ย.
ทันเกมภาษี (1)
โชวห่วยเชียงคำขึ้นป้ายต้าน"โลตัส"ทั่วเมือง หวังผังเมืองรวมสกัดทุนยักษ์ตอกเข็ม20พ.ค.
เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550
‘20 กฎ’ ลดภาษี บุคคลธรรมดา (3)
พ.ร.บ.ค้าปลีก: การตัดสินใจเพื่อคนไทยใช่หรือไม่? (ตอนจบ)
พ.ร.บ.ค้าปลีก : การตัดสินใจเพื่อคนไทยใช่หรือไม่? (ตอนที่ 1)
จาก ย่างกุ้ง สู่ราชธานี เนย์ปิดอว์
สสว.ยกระดับผู้ประกอบการแข่งขันเวทีโลก ‘ปิยะบุตร’เชื่อมั่น SMEs แกนหลักขับเคลื่อนศก.ไทย article
หอฯไทยจัดถกประเด็นเขตอุตสาหกรรมกัมพูชา article
อย่ามองข้าม Talent Management article
'อาเซียนซัมมิต'เครื่องร้อน ผู้นำ10ชาติตั้งเออีซีเร็วขึ้น 5 ปี article
เวียดนามเศรษฐกิจร้อน ส่งซิกลดค่าเงินด่ง? article
เก็บภาพประทับใจกับสถานที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นในความทรงจำ article
อินเดียขุดไอเดียทำโรงไฟฟ้าพม่าชิงก๊าซกับ ปตท. article
ธปท.เผยประเมินผลกระทบตลาดหุ้นไว้แล้ว-ยืนกรานไม่ทวนมาตรการ 30% article
ปล่อยรัฐฟ้องล้มละลาย ทางออกสุดท้าย'ไอทีวี' article
'สนธิ'สั่งปรับทัพรับมือรบในเมือง ปูดคนเถื่อนชุมนุม10ธ.ค. article
สุรยุทธ์ยัน ทหารสืบอำนาจ จะลาออก! article
นายกฯให้ศาลตัดสินทักษิณกลับเมืองไทย article
กมธ.ติดตามแก้ปัญหาสุวรรณภูมิลุยตรวจ-แก้ปัญหา “สุวรรณภูมิ” article
คนทีโอทีดิ้นส่งข้อมูลให้“คุณชายอุ๋ย” article
คตส.เตรียมฟันอีก 2 โครงการใหญ่ - สรุปที่ดิน “พจมาน” ก่อนปีใหม่ article
พม่าสั่งแบงก์ใหญ่ตรวจละเอียดห้ามรับฝาก ‘เงินบาป' article
ปิดทางนอมินีต่างด้าว พาณิชย์แก้ กม.คุมสิทธิ์ออกเสียง article
หากคนเลวไม่สำนึก ก็สมานฉันท์ได้ยาก ย้ำบ้านเมืองที่ล่มจม ‘ฝ่ายดี’ยังไม่สามัคคี article
หม่อมอุ๋ยยันไม่ป้องอ.สรรพากร ย้ำโทษต้องเป็นไปตามกฏหมาย article
บิ๊กแอร์บัสสยบกระแสลบ โชว์ A380 แตะ'สุวรรณภูมิ' article
ทรท.ร้อนตัว!!..รีบปฏิเสธส่งคนร่วมม็อบ 10 ธ.ค. article
ทางการหม่องลงดาบเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุจริตอีกนับร้อย article
เวียดนามเปิดสะพานแขวนเชื่อมอ่าวฮาลอง article
"สมภพ"ยันร่างกฎหมายค้าปลีกเป็นธรรม article
คนกรุงเตรียมควักกระเป๋าเพิ่ม บีทีเอสสรุปชัดขึ้นราคา 1 มี.ค.50 article
แรลลี่โฮจิมินห์-อุบลฯ-มุกดาหารร่วมเปิดสะพานมิตรภาพ article
มิติใหม่น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ นวัตกรรมรับกระแสรักสุขภาพ article
เชียงใหม่ฝันค้างสูญเม็ดเงินกว่า 3 พันล้าน "แม้ว"ไม่อยู่สารพัดเมกะโปรเจกต์ถูกระงับ article
อุ๋ยยื่นฟันรวด ครม.ทักษิณ ปลัดคลัง-บอร์ดออกหวยผิด ก.ม. article
สมาพันธ์ฯต้านค้าปลีกยักษ์บีบสนช. เร่งคลอดพ.ร.บ.ค้าปลีกก่อนเจอม็อบ article
พระเทพฯเสด็จเปิดสะพานโขง2 ค้าชายแดนคึกคัก-สินค้าผ่านเพิ่ม40% article
"ชวน"แนะฟื้นฟูสามเหลี่ยมศก.- เสริม 5 จว.เขตพิเศษฯ article
บทพิสูจน์นโยบายโปร่งใสของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ article
เอ็กซิมแบงก์ไทยช่วยขายพันธบัตรลาวระดมทุนน้ำเทิน 2 article
ไทย+17 ชาติ เซ็นลงขันทำทางรถไฟทรานส์เอเชีย article
พม่าจัดฉาก 'ซูจี' พบ 'แกมบารี' หวั่นถูกลงแส้ article
ตั้งราคาอย่างไร ให้กำไรที่สุด article
การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย article
Burmese workers fear Thai ID papers article
เปิด"คู่มือ"สู่"สุวรรณภูมิ" ไม่หลง-ไม่ไกล-ไปได้หลายทาง article
ลาก่อน...“ดอนเมือง” ที่คิดถึง article
ขอเชิญร่วมงาน "หอการค้าแฟร์ 2006" article
พม่า...โอกาสในแดนสนธยา article
ดัชนีความสุขผู้บริโภคเดือนก.ค.ลดลงจากเดือน มิ.ย.จากปัญหาการเมืองและค่าครองชีพ article
เดอะวอฟเฟิล’ ดันชอปพรีเมียม ยกระดับชนแฟรนไชส์ขนมนอก article
เผย 3 ปัจจัยหลักเตือนชะลอลงทุน สสว.เตรียมตั้งศูนย์เตือนภัย SMEs article
ชูธุรกิจโรงพยาบาลแชมเปี้ยนโปรดักต์ เชียงใหม่ลุ้น5พันล้านสปีด"ฮับสุขภาพ" article
‘โลตัส’ ลองของรุกเมืองปากพนัง - โชวห่วยม็อบต้านสุดฤทธิ์ article
ติวเข้มโชห่วยรับมือห้างค้าปลีกข้ามชาติรุกตลาดต่างจังหวัด article
ตั้งฮั่วเส็งฮึดสู้ศึกค้าปลีกลุยมินิซูเปอร์มาร์เก็ต article
เซย์ไฮ กับแนวคิด พรีเมี่ยม คอนวีเนี่ยนสโตร์ article
หอฯกระบี่ชูธงต้านยักษ์ค้าปลีก หวั่นซ้ำรอยทุบโชห่วยสูญพันธุ์ article
10 วิธีเริ่มธุรกิจแบบ "ฉลาดๆ" article
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10(พ.ศ.2550-2554) article
การใช้ Competency ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ อย่างมีประสิทธิภาพ article
จริยธรรมธุรกิจและจรรยาบรรณ article
ข่าวดี!!! เชิญสั่งจองเสื้อสีเหลือง ตราสัญลักษณ์ รุ่นใหม่ มีกระเป๋า article
ตลาดส่งออกไอศกรีมไทย article
โอกาศและอุปสรรค การส่งออกสินค้า OTOP article
การส่งออก อัญมณีและเครื่องประดับของอินเดีย article
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของกัมพูชา article
ขอเชิญร่วมแข่งขันแรลลี่การกุศล “หอการค้าไทย Family Rally” 49 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.